หลังกลับมาจากที่ไปพูดคุยเยี่ยมเยือนให้เจ้าของบ้านเห็นหน้าเดือนแขก็นอนไม่หลับ แม้ว่าจะข่มตานอนเท่าไหร่ก็ตามคงเป็นเพราะตนพึ่งหลับไปช่วงหัวค่ำ หญิงสาวลุกขึ้นมานั่งท่ามกลางความมืดจนในที่สุดก็ตัดสินใจออกไปสูดอากาศข้างนอก มือเล็กคว้าหาที่จุดไฟเมื่อได้แล้วจึงลุกขึ้นแล้วถือตะเกียงออกไปข้างนอก บรรยากาศช่วงกลางคืนเงียบสงัด เดินออกไปทางขวามือก็พบชานระเบียงแคบ ๆ อยู่มุมหนึ่งที่ดูเหมาะจึงพาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น
ฝั่งห้องของเดือนแขอยู่ติดกับริมแม่น้ำสายหลักของหมู่บ้านจึงทำให้อากาศค่อนข้างเย็นสบายจากไอน้ำที่ลมหอบพัดขึ้นมา สายตามองคลื่นที่กระเพื่อมเป็นแห่ง ๆ เพราะสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่อาศัยอยู่ในน้ำ ยืนรับลมไปได้สักพักก็ต้องสะดุ้งเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของวันเมื่อเสียงทักดังมาจากด้านหลัง
“ยังไม่นอนอีกหรือ”
“พี่คมหรือจ๊ะ?” เดือนแขเอ่ยถามเสียงเบาเพราะไม่แน่ใจว่าเงาเลือนรางที่เดินตะคุ่ม ๆ เข้ามาใกล้ตนนั้นเป็นคนหรืออะไร เพราะคิดว่าที่นี่ก็ไม่ต่างจากที่บ้านเธอสักเท่าไหร่ยามกลางคืนนั้นจะมีเงาดำโผล่ไปมาในบ้านซึ่งเป็นผีที่ตายอดเลี้ยงเอาไว้เฝ้าบ้านไม่ใช่คน ที่นี่ก็น่าจะมีเหมือนกันเพราะเท่าที่เธอสังเกตดูเหมือนว่าบ้านนี้นอกจากชายต่างวัยทั้งสามคนก็ไม่มีคนอื่นอีก
“ใช่ เอ็งคิดว่าข้าเป็นผีหรือ” เสียงทุ้มเอ่ยตอบพร้อมปรากฏให้เห็นใบหน้าของคมเลือนรางเมื่อเดินมาถึงเขตที่แสงไฟจากตะเกียงส่องถึง
“เอ่อ..” เดือนแขไม่กล้าตอบ เพราะเธอคิดว่าเขาเป็นผีเหมือนกันในตอนแรก
“ช่างเถอะ” นายคมบอกปัดไม่รอฟังคำตอบ “แล้วเอ็งออกมาทำอะไรดึกๆ ดื่นๆ คนเดียว ไม่เคยได้ยินเรื่องหมู่บ้านนี้หรืออย่างไร” เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
ใบหน้านวลพยักหน้า “รู้จ้ะ”
นายคมที่ได้ยินคำตอบถึงกับคิ้วขมวด “รู้แต่ยังออกมาดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้นี่นะ?”
“แต่ไม่ใช่คืนวันเดือนดับนี่จ๊ะ” แม้ในใจจะรู้สึกกลัวชายหนุ่มไม่หายแต่เดือนแขก็พยายามที่จะตอบกลับไป “ฉันเองก็พอจะรู้กฎของที่นี่อยู่บ้างหากมันอันตรายฉันเองก็คงไม่ออกมาหรอก แถมอีกอย่างที่นี่มีแต่คนเก่งๆ คงไม่มีสมิงตนไหนเข้าไม่ได้หรอก” เดือนแขพูดติดตลกในช่วงท้าย บนบ้านมีจอมขมังเวทย์ตั้งสี่คนเธอคงต้องกังวลมากนักหรอก ในความรู้สึกของเธอชายหนุ่มตรงหน้าในตอนนี้ดูน่ากลัวมากกว่าอีก ไม่รู้เป็นเพราะสาเหตุใดเหมือนกัน
“…” คมเงียบไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ฉันออกมานาน นี่ก็เริ่มง่วงแล้วขอตัวกลับเข้าห้องก่อนนะจ๊ะ” ไม่รอให้อีกคนตอบหญิงสาวก็หยิบตะเกียงแล้วเดินกลับห้องไปแต่โดนชายหนุ่มที่มีอายุมากกว่าเรียกเสียก่อน
“เดี๋ยว”
???
ใบหน้าคมคร้ามของหลานเจ้าของบ้านมีสีหน้าครุ่นคิดบางอย่างก่อนจะตัดสินใจพูดมันออกมา “เอ็งกับข้าเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า”
“…”
เดือนแขนิ่งไปก่อนจะส่ายหน้าเป็นคำตอบ
“อืม” คมพยักหน้าไม่ได้เอ่ยอันใดอีก
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวนะจ๊ะ” ว่าแล้วก็รีบเดินกลับห้องตนเองไปด้วยแล้วรวดเร็วทิ้งให้คนถามยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว
คมยืนมองแผ่นหลังเล็กที่ลับไปจากสายตาพร้อมกับความคิดวุ่นวายในหัวตามลำพัง ไม่รู้ว่าทำไมจึงรู้สึกเคยพบกับอีกคนอย่างประหลาดทั้งที่พึ่งได้เจอกันครั้งแรก ชายหนุ่มสลัดความรู้สึกแปลกๆ ออกจากหัวแล้วเดินกลับไปยังห้องของตนที่อยู่อีกฝั่ง ปล่อยให้การเดินตรวจตรารอบเรือนเป็นหน้าที่ของผีรับใช้อย่างเคย
อีกไม่นานจะถึงเวลาใกล้รุ่งไอยศูรย์จึงได้กลับมารอที่ทางเข้าหมู่บ้านของตนตามที่ได้นัดกับชนายุ
เดิมยามเป็นร่างแปลงที่มีรูปลักษณ์เป็นมนุษย์ของผู้นำเผ่าสมิงก็ดูน่ากลัวจนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้อยู่แล้วแต่เมื่อเทียบกับร่างสมิงตัวสีดำทมิฬดวงตาสีเข้มที่แค่สบตาก็แทบจะเป็นลมสิ้นชีพลงตรงนั้นก็ต้องบอกว่าไม่สามารถเทียบกันได้แม้แต่น้อยถึงขนาดสมิงเฝ้าประตูที่เป็นผลัดรุ่งเช้าแข้งขาสั่นเทาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ยามร่างสมิงตัวใหญ่เดินผ่านแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม
ผู้ใดจะไม่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง แม้จะไม่ได้เห็นกับตาแต่รอยเลือดที่กองอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลของสมิงผู้โชคร้ายนั้นยังคงทำให้พวกตนขนลุกได้อยู่ดี เพราะเป็นอย่างนั้นชื่อเสียงความโหดร้ายของไอยศูรย์ยิ่งทำให้ผู้คนในเผ่าต่างอดที่จะลอบนินทาลับหลังไม่ได้
“ท่านไอยศูรย์” เสียงเรียกชื่อที่ดังออกมาจากคนที่มารออย่างชนายุและวรัชญ์ ทั้งสองดูประหลาดใจปนหวั่นเกรงที่อีกฝ่ายอยู่ในร่างสมิงเป็นอย่างมาก
ทั้งคู่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ของนายตนได้เลย
“ไปรอข้าที่หน้าประตู” ไม่สนใจสายตาที่ดูหวั่นเกรงไอยศูนย์ในร่างสมิงก็ออกคำสั่งทั้งสอง
“ขอรับ” สมิงรับใช้ทั้งสองต่างรับคำแล้วไปรอตามคำสั่งนายตนทันที
สมิงผู้นำกลับสู่ร่างมนุษย์แล้วเดินเข้าไปยังเขตเรือนของตนสั่งการสมิงรับใช้ในเรือนเสร็จสรรพก็ออกเดินทางลงจากเขาพร้อมกับคนสนิททั้งสอง
ดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้ายังไม่ทันที่จะได้ขยับตัวทำอะไรออกมาจากห้องเดือนแขก็ต้องพบว่าชายชราเจ้าของบ้านอย่างตาคำนั้นได้จากไปแล้ว หญิงสาวยืนนิ่งมองร่างผอมแห้งที่นอนแน่นิ่งไร้สัญญาณการมีชีวิตอยู่ในห้องที่เธอพึ่งมาเมื่อคืน
“ตาจ๊ะ ทำไม..?” เดือนแขถามมีสีหน้าไม่เข้าใจ เมื่อคืนยังไม่มีวี่แววว่าตาคำจะจากไปเลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายยังพูดคุยหัวเราะหยอกเล่นหัวกันกับตายอดของเธออย่าสนุกสนานอยู่เลย
“ไม่มีอะไร แค่ถึงเวลาของมันแล้ว” ตายอดพูดด้วยน้ำเสียงเจือไปด้วยความเศร้าหมองที่ต้องสูญเสียคนที่สู้เคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกันมาหลายสิบปี ชายชราละสายตากายหยาบของคำจากนั้นก็เอ่ยสั่งงานหลานสาวตน “นังแขเอ็งไปเตรียมดอกไม้ธูปเทียนไว้ให้ข้า หลังบ้านนี้มีดอกพุดอยู่”
“ได้จ้ะ” หญิงสาวพยักหน้าแล้วลุกไปจัดการตามคำสั่งคนเป็นตาทันที แม้ว่าเธอจะมีเรื่องอยากพูดคุยกับตามากก็ตามเกี่ยวกับความฝันบางอย่างของเมื่อคืนที่เธอได้ฝันถึงแต่ก็รู้ว่าสถานการณ์ตรงหน้ามันสำคัญกว่า
เอาไว้มีโอกาสค่อยถามก็แล้วกัน…
หลังจากหลานสาวเดินออกไปนายคงและลูกชายก็เดินเข้ามา
“ปู่ยอด ฉันกับไอ้คมจะออกไปหาของให้ครบอย่างไรฝากด้วยทางนี้ด้วยนะจ๊ะ” ชายวัยกลางคนเอ่ยกับตายอดเพราะต้องรีบออกไปหาของที่จะมาทำพิธีให้คนที่ตายอย่างเร่งด่วน นายคงที่ได้รับข่าวร้ายก่อนใครเพื่อนเมื่อประมาณตีห้านิดๆ จากชายชราตรงหน้าก็ไปปลุกลูกชายให้เตรียมตัวออกเดินทาง
“เออ พวกเอ็งสองคนไปเถอะไม่ต้องห่วงทางนี้หรอก”
เมื่อคนมีวิชาอาคมตายจะต้องมีการทำพิธีทำลายของที่อยู่ในตัวออกก่อนจะทำพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อป้องกันการถูกนำเอาชิ้นส่วนต่างๆ ของคนตายไปทำไสยเวทย์มนต์ดำต่อและยิ่งคนที่ตายเป็นจอมขมังเวทย์ที่มีชื่อเสียงแล้วการที่จะถูกขโมยชิ้นส่วนในร่างกายที่ละสังขารไปแล้วก็ยิ่งมีมาก ส่วนมากคนที่ต้องการจะเป็นพวกเดินทางสายมืดเป็นพวกใช้วิชาเดรัจฉาน คนที่อยู่สายนี้จะรู้ๆ กันเพราะฉะนั้นสองพ่อลูกจึงต้องรีบไปหาของมาให้ครบก่อนตะวันจะตกดิน
“ฉันทิ้งพวกนี้เอาไว้ด้วยทวดสามารถสั่งการพวกมันได้ตามใจเลยนะจ๊ะ” ชายหนุ่มเอ่ยบอกชายชรา เขานั้นทิ้งผีบริวารสองสามตนเพื่อให้คอยดูแลบ้านขณะที่จะไม่อยู่ แม้ว่าที่บ้านมีจอมขมังเวทย์อยู่แล้วก็ตามอย่างน้อยหากเกิดเหตุอันใดก็จะมีตัวช่วยบ้าง
ดวงตาของชายชรามองไปยังทางด้านหลังจึงเห็นเงาดำที่ก่อตัวเป็นรูปลักษณ์จงใจให้ตนเห็น พลังของวิญญาณแต่ละตนถือว่าแข็งแกร่งพอสมควร
“ทิ้งไว้นี่หมดจะดีเรอะ แล้วเอ็งไม่ได้ใช้งานพวกมันหรือไง” เอาผีรับใช้ทิ้งไว้นี่เสียหมดถ้าอยากจะใช้งานจะทำยังไงล่ะยิ่งกำลังจะไปที่ที่อันตรายอยู่ด้วย
แต่คำตอบต่อมาก็ทำให้คำถามชะงัก
“ไม่เป็นไรจ้ะฉันเหลือไว้ติดตามเพียงตัวเดียวก็พอแล้ว”
หือ ไอ้หนุ่มนี่ยังมีผีรับใช้อีกหรือ? อายุเท่านี้มีผีรับใช้สี่ตน ฝีมือไม่เบาทีเดียว
“เออ อย่างนั้นก็ไปเถอะ ข้าอยู่นี่จะเตรียมพิธีรอ”
“หรือว่าจะให้ไอ้คมมันอยู่ช่วยปู่ดีจ้ะ?” นายคงที่ได้ยินเรื่องเตรียมพิธีก็เกิดคิดจะให้ลูกชายอยู่ช่วยชายชราตรงหน้า พิธีนี้ต้องเตรียมการหลายสิ่งหลายอย่างพอสมควร แต่ก็โดนชายชราบอกปัด
“ไม่ต้อง ข้ามีนังแขมันช่วยอยู่ไม่ต้องห่วงหรอก”
สองพ่อลูกที่ได้ยินก็มีสีหน้าประหลาดใจไม่คิดว่าหญิงสาวที่ดูบอบบางเรียบร้อยจะได้รับการสืบทอดวิชาจากชายชรา ส่วนใหญ่คนที่จะเดินสายนี้เป็นผู้ชายซะมากกว่าเพราะผู้ชายจิตแข็งแกร่งกว่าผู้หญิงมีสติสมาธิสามารถฝึกได้ดีกว่า
“ถ้าอย่างนั้นพวกฉันสองคนไปละนะจ๊ะ” คงเอ่ยลาชายชราก่อนจะเดินลงจากเรือนไปพร้อมลูกชาย
หลังจากทั้งสองไปแล้วครู่หนึ่งร่างบางก็เดินเข้ามาบอก “ตาจ๊ะ ฉันเตรียมของเสร็จแล้วจ้ะ”
ชายชราพยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะเริ่มเตรียมลานพิธีจัดการนำสายสิญจน์สีขาวมาพันรอบมุมของเสาทั้งสี่ที่อยู่กลางบ้าน สั่งการให้เดือนแขนำจานดอกไม้ธูปเทียนที่เตรียมไว้วางตามจุดต่างๆ ที่ตนบอก จากก็ลงไปหลังบ้านเพื่อหาของอื่นๆ ที่ต้องใช้ตามจุดที่นายคำบอกเอาไว้เมื่อคืนแล้วนำของเหล่านั้นกลับขึ้นมาประกอบพิธี กว่าสองตาหลานช่วยกันเตรียมก็เกือบเป็นเวลาค่อนวัน