ในป่าลึกต้นไม้ใหญ่หนาทึบเป็นจำนวนมากทำให้ไม่ค่อยมีแสงสว่างสาดส่องถึงเท่าที่ควรแม้ว่าจะเป็นเวลาเที่ยงวันที่ถือได้ว่าแดดจัดก็ตาม บรรยากาศเงียบกริบไร้เสียงนกเสียงกาหรือสัตว์เล็กร้องอย่างที่ควรจะเป็น ต้นเหตุนั้นก็เพราะพวกมันต่างสัมผัสได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตที่อันตรายอยู่ในเขตบริเวณนี้ สัญชาตญาณบอกว่าควรจะหลีกหนีไปไกลๆ
ใต้ต้นไม้ใหญ่มีร่างมนุษย์ของสมิงทั้งสามตนที่พากันแวะนั่งพักหลังจากดื่มน้ำคลายร้อนจากลำธารที่อยู่ไม่ไกล ไร้เสียงพูดคุยระหว่างกันซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติชนายุและวรัชญ์ต่างรู้นิสัยของนายตนเองดี
“ท่านไอยศูรย์พวกเราจะไปที่ใดหรือขอรับ” พยายามห้ามตัวเองแล้วแต่วรัชญ์ก็อดที่อ้าปากถามไม่ได้เพราะอยากรู้
สมิงหนุ่มเปรยตาไปทางสมิงรับใช้นิ่งๆ ทำเอาวรัชญ์สะดุ้งโหยงพลางคิดในใจว่าไม่น่าถามเลย แต่สุดท้ายก็คนเป็นผู้นำก็ยอมเอ่ยปากบอก
“หมู่บ้านทางเข้าป่า”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นตนและชนายุจึงหันหน้ามามองกัน แต่แล้วเสียงสวบสาบจากทางพุ่มหญ้าสูงก็ทำให้ทั้งสองลุกขึ้นเตรียมตัวประกบผู้นำตนเพื่อเป็นแนวป้องกัน
“ภาณพ?” วรัชญ์อุทานชื่อผู้ที่โผล่มาเป็นคนแรก เมื่อรู้ว่าเป็นผู้ใดทั้งคู่ก็คลายท่าทีจริงจังลงขยับกายออกห่างร่างสูงที่อยู่ตรงกลาง
เจ้าของชื่อพยักหน้าให้กับเพื่อนทั้งสองก่อนจะหันมาโค้งศีรษะเคารพผู้นำเผ่า “ท่านไอยศูรย์”
“อืม ล่วงหน้ากลับเผ่าไปก่อน”
“ขอรับ แต่ก่อนจะกลับข้ามีเรื่องที่จะแจ้งให้ท่านทราบ”
“เรื่องอันใด”
“ในหมู่บ้านเหมือนจะมีคนแปลกหน้าเข้ามาตั้งแต่เมื่อวานดูท่าแล้วจะเป็นผู้มีวิชาอาคมแกร่งกล้ามาก” พวกตนคอยเฝ้ามองหมู่บ้านตลอดตั้งแต่เมื่อได้รับคำสั่งจากไอยศูรย์ทั้งแต่หลายปีก่อน โดยได้รับคำสั่งว่าให้ตามหาผู้ที่มีกลิ่นกายหอมที่อยู่ในหมู่บ้านในทุกคืนวันเดือนดับและห้ามทำเกินกว่านี้ ให้หลีกเลี่ยงการปะทะกับผู้มีวิชาในหมู่บ้านเนื่องจากคนเหล่านั้นมีวิชาที่จะสามารถปราบสมิงอย่างพวกตนได้
สมิงหนุ่มขมวดคิ้วก่อนจะพยักหน้าเป็นอันรับรู้ เมื่อนานมาแล้วตนเองก็ถูกจอมขมังเวทย์ของหมู่บ้านเล่นงานไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ส่วนสมิงในเผ่าที่คลุ้มคลั่งบุกเข้าไปหมู่บ้านก็ตายไปจำนวนหนึ่ง
ในอดีตกาลของผู้นำรุ่นก่อนๆ นั้นมีการต่อสู้กันระหว่างเหล่าสมิงและมนุษย์มาโดยตลอดจนมาถึงรุ่นของไอยศูรย์สมิงผู้ไม่ชอบความวุ่นวายจึงได้ออกกฎห้ามไม่ให้ทำร้ายมนุษย์โดยพลการสั่งให้ต่างคนต่างอยู่ หากพวกมนุษย์ไม่ได้ทำอันใดก็ห้ามลงมือก่อนเป็นอันขาด ซึ่งนั่นเป็นเรื่องก่อนที่จะเกิดเรื่องในคืนนั้น คืนที่เหล่าสมิงพากันคลุ้มคลั่งขาดสติเพราะกลิ่นหอมจากผู้ที่เกิดในคืนเดือนดับตามที่ตำนานกล่าวเอาไว้ หมู่บ้านจึงเหล่าสมิงบุกเข้าไปแล้วจัดการฆ่าคนตายไปหลายราย
เมื่อพูดคุยกันเรียบร้อยกลุ่มสมิงที่ไอยศูรย์ได้ส่งไปเฝ้าหมู่บ้านก็ขอตัวเดินทางกลับไปยังเผ่า ส่วนทั้งสามก็ออกเดินทางกันต่อเพราะนี่ก็ผ่านมาได้จะเกือบครึ่งทางแล้วคิดว่าจะรีบให้ถึงหมู่บ้านทางเข้าป่าก่อนพลบค่ำ จะต้องรีบตามหาให้พบคนที่มีกลิ่นหอมดั่งเช่นเมื่อสิบเก้าปีก่อน…
จู่ๆ เดือนแขก็รู้สึกขนลุกชันขณะที่กำลังจัดการตรวจเช็กข้าวของว่าครบหรือไม่ ดวงตากลมโตหันมองไปมารอบบริเวณบนบ้านก็ไม่เห็นมีอะไรนอกจากเธอและตาก็สะบัดไล่ความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นออกไปแต่จู่ ๆ ก็สังเกตเห็นท้องฟ้าที่ตั้งเค้ามืดดำมาแต่ไกล ๆ
“ตา อีกนานไหมจ๊ะกว่าลุงคงจะกลับมา” เธอรีบถามตายอดทันทีห่วงว่าทั้งสองคนจะติดฝนเข้าเสียก่อน
ชายชราชะงักหยุดพันม้วนสายสิญจน์ที่อยู่ในมือ “ใกล้ๆ ค่ำโน้นแหละ ทำไมหรือวะ?”
“เปล่าจ้ะ แต่ตาดูนั่นสิ ฟ้าครึ้มฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลฉันแค่กลัวจะพากันเปียกฝนเสียก่อนจะกลับมาถึง” ไม่ว่าเปล่าหญิงสาวชี้มือไปยังท้องฟ้าที่มีสีดำมืดที่เห็นได้ตั้งแต่อยู่ไกลๆ คิดว่าอีกไม่ช้าคงจะมาถึงนี่และคงจะตกหนักทีเดียว
สายตาฝ้าฟางที่หลานสาวตนชี้ก่อนจะหันมามองร่างไร้วิญญาณของคำอย่างกังวล ถ้าไม่รีบทำพิธีให้เสร็จกลัวว่าจะมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น ยอดมีลางสังหรณ์อย่างไรก็ไม่รู้และเพราะว่าเชื่อในลางสังหรณ์ของตนจึงได้รีบเอ่ยปากบางอย่างเตือนหลานสาว
“นังแข”
“ว่าอย่างไรจ๊ะตา”
“ของที่ไอ้คำให้เอ็งน่ะพกติดตัวเอาไว้ด้วย” ยอดเองก็พึ่งรู้ว่าเพื่อนตนให้อะไรหลานสาวก็ตอนที่ไล่อีกคนกลับห้องไปแล้ว เป็นของดีที่ได้มาจากบรรพบุรุษบ้านนี้หลายชั่วอายุเลยทีเดียว
“อยู่ที่นี่ยังต้องพกเครื่องรางของขลังอีกหรือจ๊ะ” เสียงหวานพูดติดตลกแต่ก็ต้องหยุดเมื่อคนเป็นตาพูดสวนด้วยน้ำเสียงดุๆ
“สิ้นไอ้คำแล้วอะไรก็เกิดก็ได้ทั้งนั้น” คำว่าโชคชะตาจากหญิงแก่ที่ชื่อว่าราตรีไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร
“…” เดือนแขเงียบ ตั้งแต่ที่ออกจากหมู่บ้านเธอก็ได้ยินอะไรแปลกๆ ออกจากปากคนรอบข้างบ่อยครั้ง ยังไม่นับความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวอีกและพอได้ยินบ่อยเข้าก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ “ตาพูดเหมือนว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นแหละ”
ตายอดไม่ตอบหลานสาวได้แต่พูดว่าต่อจากนี้ให้ระมัดระวังตัวให้ดีอย่าประมาทโดยเด็ดขาด คนเป็นหลานสาวก็พยักหน้าตกปากรับคำเป็นอย่างดี ชายชราจึงได้หันหน้าไปจัดการงานของตัวเองต่อไม่พูดคุยเรื่องอันใดอีก
ทางด้านสองพ่อลูกที่ออกจากหมู่บ้านมาตั้งแต่เช้าจนตอนนี้ก็เป็นเวลาบ่ายคล้อย ทั้งสองได้ของครบเป็นที่เรียบร้อยแล้วและกำลังจะเดินทางกลับแต่ก็พบเจออุปสรรคเมื่อฝนตกลงมาห่าใหญ่ทำให้ต้องพากันหาที่หลบฝนกันก่อน เคราะห์ดีที่จำได้ว่าเมื่อเช้าระหว่างทางมีกระท่อมร้างหลังเล็กอยู่ไม่ไกลทำให้สองพ่อลูกรอดพ้นจากสถานการณ์นี้ไปได้
“ฝนมาตกอะไรเวลานี้” คงบ่นพร้อมกับลูบหยาดน้ำฝนออกจากใบหน้าเพราะกว่าจะวิ่งมาถึงกระท่อมก็พากันเปียกซกไปทั้งตัว
“เอายังไงกันดีล่ะพ่อ” ชายหนุ่มเอ่ยถามบิดาตนเพราะดูจากสายฝนแล้วคงตกหนักอีกนาน
“รอไปก่อน ถ้ายังไม่หยุดยังไงก็ต้องฝ่ากลับบ้าน” คมบอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จากนี่ไปจนถึงหมู่บ้านใช้เวลาอีกพอสมควรหากไม่รีบกลับไปเกรงจะมืดเสียก่อน
สายฝนกระหน่ำตกลงมาจนมองไม่เห็นสภาพรอบข้าง ระหว่างที่พากันรอฝนซาลงคมที่มีเรื่องในใจมาสักพักก็เอ่ยปากพูดคุยกับคนเป็นพ่อ
“พ่อ” ชายหนุ่มเรียกเสียงดัง
“อะไร”
“ฉันถามอะไรหน่อยสิ”
“ถามอะไรวะ”
“ฉันดูไม่ดีหรือน่ากลัวมากไหม?”
นายคงขมวดคิ้วกับคำถามลูกชาย “ไอ้นี่ ถามอะไรของเอ็งกัน”
“ตอบฉันมาเถอะหน่า”
“ลูกชายข้าหล่อขนาดนี้จะไปน่ากลัวอะไรเล่า”
เออ ก็นั่นน่ะสิ แล้วหญิงสาวทำไมดูกลัวเขานักล่ะ เขาก็อยากรู้เหมือนกัน
“เอ็งถามทำไมวะไอ้คม”
คมถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะตอบ “ก็ไม่รู้ว่าทำไมหลานสาวทวดยอดถึงได้ดูกลัวฉันนักน่ะสิ”
“ทำไม หรือเอ็งสนใจนังหนูแขมัน” เพราะปกติไอ้คมมันไม่ได้ให้ความสนใจใคร แต่นี่กลับมานั่งกังวลหาสาเหตุที่หญิงสาวกลัวตัวมัน
คมส่ายหน้า มันไม่ได้สนใจเดือนแขในเชิงแบบนั้นเพียงรู้สึกเหมือนว่าเขาและหญิงสาวเคยพบกันมาก่อน แต่มันก็ไม่น่าเป็นไปได้ในเมื่อตนได้ยินพ่อบอกว่าหญิงสาวพึ่งเคยมาที่หมู่บ้านนี้เป็นครั้งแรก
“อะไรกัน ข้าก็นึกว่าจะได้ลูกสะใภ้กับเขาสักที”
“ข้าไม่ได้คิดแบบนั้น”
“แล้วคิดยังไงละวะ” นายคงยังคงถามต่อพร้อมมองหน้าลูกชายอย่างรอคำตอบ
คมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ข้าแค่คิดว่าดูคุ้นเคยแปลกๆ เหมือนกับว่าเคยเจอกันมาก่อน” ความรู้สึกของคมบอกแบบนั้นจริงๆ
“สงสัยพวกเอ็งคงเคยเจอกันชาติที่แล้วละมั้ง” นายคงพูดติดตลกก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไปพูดเรื่องอื่นๆ รอฝนหยุดต่อไป