สถานที่ไร้แสงสาดส่องมองไม่เห็นสิ่งใดแห่งหนึ่ง กลิ่นเลือดคาวคละคลุ้งเหม็นชวนอ้วกทั้งที่มองไม่เห็นว่าที่มาของกลิ่นเลือดนั้นคืออะไร เสียงลมหายใจดังแผ่วเบาฟังดูเหมือนใกล้จะขาดใจของใครคนหนึ่งดังอยู่เนืองๆ เจ้าของเสียงลมหายใจโรยรินนี้คือที่มาของกลิ่นเลือดชวนอ้วกที่ว่า เสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาจากปากทางเข้าพร้อมกับแสงไฟจากคบเพลิงทำให้ดวงตาสีอ่อนซีดลืมตาขึ้นมาดูด้วยความอ่อนแรง
ผู้มาใหม่กวาดตามองร่างโสโครกที่นอนจมคราบเลือดทั้งเก่าและใหม่ด้วยสายตาเย็นชา “มันยังไม่พูดอีกหรือ”
“ขอรับท่านชนายุ ไม่ว่าจะทำอย่างไรมันก็ไม่ยอมปริปากเสียที” ชายคนถือคบเพลิงเอ่ยตอบหัวหน้าของมันที่เดินมาพร้อมกัน
ดวงตาสีเหลืองอ่อนที่มีขีดสีดำรีตรงกลางมองไปยังร่างของคนใกล้ตายเต็มทีด้วยความไม่สบอารมณ์แต่ก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกออกมาก่อนจะเอ่ยถามเรื่องที่ตนสั่งคนให้ไปทำต่อ “แล้วเรื่องนั้นคนของเราว่าอย่างไร?”
“ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่พบคนที่เรากำลังตามหาเลยขอรับ”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? คำทำนายไม่เคยผิดพลาด” เจ้าของดวงตาสีเหลืองขมวดคิ้วแน่นเมื่อฟังคำบอกเล่าของลูกน้องตน
“พวกข้าจัดเวรยามกันไปลาดตะเวนทุกคืนวันเดือนดับ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีคนที่มีกลิ่นที่ว่าจริงๆ ขอรับ”
“ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาให้พบ ใกล้วันที่จะเกิดพระจันทร์สีเลือดแล้วหากยังหาคนคนนั้นไม่เจอนายของพวกเราจะต้องเดือดร้อนเป็นแน่” คนคนนั้น ผู้ทำนายประจำเผ่าระบุไว้อย่างชัดว่าเป็นคนที่อยู่ในหมู่บ้านเดี๋ยวก็จะหาพบเอง
“พวกข้าจะพยายามตามหาให้พบให้จงได้ขอรับ!” ชายถือคบเพลิงรับคำน้ำเสียงหนักแน่นแววตาแสดงความมุ่งมั่นที่จะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ
ชนายุพยักหน้าก่อนจะก้มมองร่างที่เต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังด้วยสายตาวาวโรจน์ “ส่วนไอ้สมิงทรยศผู้นี้มึงหาคนมารักษามันอย่าให้มันตาย ท่านสั่งเอาไว้ว่ายังคงจักต้องใช้ประโยชน์จากมันอยู่”
“ขอรับท่านชนายุ”
ชายหนุ่มนามชนายุสั่งเพียงแค่นั้นก่อนจะเดินออกไป
สองตาหลานเดินทางมาทั้งวันจนในที่สุดก็ถึงยามตะวันบ่ายคล้อยใกล้จะตกดินเต็มที สายตาของผู้มีวิชามองไปยังรอบๆ ข้างทาง เกวียนเคลื่อนผ่านพุ่มต้นโมกป่าที่กำลังออกดอกส่งกลิ่นหอมเย็นชวนให้สูดเอาความสดชื่นเข้าเต็มปอด ผ่านไปอีกสักพักสายตาของชายชราก็ปะทะเข้ากับพุ่มต้นโมกอีกครั้ง มันเป็นพุ่มเดิมกับที่เห็นเมื่อครู่ ดวงตาชายชราหรี่ลง
ผีป่าบังตา…หึ!
“หยุด” ยอดสั่งหยุดเกวียน
“มีอะไรหรือจ๊ะตา” เดือนแขเอ่ยถามคนเป็นตาเมื่อจู่ ๆ ก็สั่งให้หยุดเกวียน
“ผีบังตา”
หญิงสาวมีสีหน้าตกใจแต่ก็ไม่ได้หวาดกลัวอะไรมากมายเพราะค่อนข้างคุ้นชินกับเรื่องพวกนี้ พอจะรู้มาบ้างว่าเวลาเดินทางตามป่าเขามักจะมีเหตุการณ์แบบนี้เป็นปกติ ตาเธอเป็นหมอผี ผีร้ายตายโหงต่างๆ เห็นมาตั้งแต่จำความได้ แรกๆ ที่รู้ว่าตัวเองเห็นวิญญาณคนตายก็กลัวร้องไห้กับคนเป็นตาว่าไม่อยากเห็นคิดว่าคงมีทางที่จะช่วยตนได้แต่ชายชราก็ทำเพียงลูบหัวและบอกว่าไม่ต้องกลัวผีพวกนั้นมันไม่มีทางทำอะไรเธอได้หรอกแถมยังสั่งสอนมนต์คาถาไสยเวทย์ให้ตั้งแต่เด็ก แล้วเมื่อโตขึ้นเดือนแขก็ไม่ค่อยได้เห็นเหล่าภูตผีนัก
ยอดอาศัยจังหวะที่หลานสาวไม่ได้มองมาเพ่งจิตไปด้านนอกส่งกระแสข่มขู่พวกผีป่า
เปิดทางให้กูเดี๋ยวนี้! หากว่าพวกมึงยังไม่อยากให้ดวงวิญญาณแหลกคามือของกู!
ต้นไม่น้อยใหญ่ไหวเอนทั้งที่ไม่มีลมคล้ายจะเป็นการบอกว่าไม่ได้เกรงกลัวกับคำขู่ของคนในขบวนเดินทางสักนิดเดียว
ดวงตาสีอ่อนจางฝ้าฟางวาววับ
ดี! ในเมื่อบอกให้ถอยดีๆ พวกมึงไม่ชอบก็อย่าหาว่ากูใจดำแล้วกัน
ชายชราหลับตาลงริมฝีปากริมท่องบริกรรมคาถาพึมพำเร็วเสียจนฟังไม่ได้ศัพท์เมื่อสิ้นสุดคำคาถาก็เป่าลมออกไปด้านหน้าปรากฏลมหอบใหญ่ราวพายุพัดพุ่งออกไปจากเกวียนส่งผลให้ต้นไม้น้อยใหญ่รอบบริเวณนั้นปลิวไสวโอนเอนหนักเสียยิ่งกว่าตอนผีทำ คนขับที่นั่งอยู่ด้านหน้ากระโจนลงไปข้างล่างกลายเป็นเงาดำทะมึนพุ่งไล่ไปรอบๆ เสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังขึ้นสะท้อนป่าลึก ก่อนที่จะเงียบสงบลงสายลมหายไปรอบๆ ก็ไม่มีพุ่มดอกโมกอีกต่อไปเหลือแต่ซากต้นไม้ผุๆ ที่ตกน้ำมันเกลื่อนเต็มสองข้างทาง
เป็นผีสางที่สิงสู่เสาไม้จนกลายเป็นเสาตกน้ำมันมันจะคอยบังตาคนที่ผ่านเส้นทางนี้เพื่อเอาไปเป็นตัวตายตัวแทน ใครที่ผ่านทางนี้ตอนพลบค่ำก็จะโดนกันทุกรายหากไม่มีของดีติดกายหรือเป็นผู้มีวิชาอาคมก็คงไม่แคล้วโดนเอาไป
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วชายชราก็สั่งให้เงาดำทะมึนกลายเป็นคนเช่นเดิมแล้วให้เดินทางต่อไปหาที่พักเหมาะๆ
เดือนแขจึงได้รู้ว่าคนขับเกวียนให้ตนและตายอดมาตลอดไม่ใช่คน….
เปรี๊ยะ!
เสียงไม้ผุหักเมื่อถูกเผาไหม้จนได้ที่รอบกายมืดสนิทบ่งบอกเวลากลางคืนมีเพียงแสงจากกองไฟที่ถูกจุดเพื่อไล่ยุ่งที่ให้ความสว่าง หญิงสาวมองเปลวไฟที่ลุกไหม้อยู่ในกองสายตาเหลือบไปมองคนขับที่นั่งนิ่งอยู่ที่เดิม หลังจากที่รู้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนก็ตระหนกไปแวบเดียวก่อนจะกลับมามีสติได้อีกครั้ง เพราะเป็นผีที่ตายอดเลี้ยงไว้รับใช้เธอจึงไม่จำเป็นต้องกลัวและดูอีกว่าวิญญาณอีกฝ่ายดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้เธอด้วยซ้ำ
ตั้งแต่เดินทางจากหมู่บ้านป่าโมกข์มาเดือนแขมีความรู้สึกแปลกๆ ว่าโหยหาบ้านตนยิ่งนักจนคนเป็นตาได้เอ่ยทักเพราะเหม่อลอย
“เอ็งเข้านอนได้แล้วแขเอ้ย”
เสียงดังมาจากชายชราที่นั่งหลับตาอยู่ทำให้หญิงสาวหลุดออกจากภวังค์ความคิดไร้สาระของตนเอง
“จ้ะตา” เดือนแขรับคำอย่างว่าง่ายลุกขึ้นจากพื้นแล้วขึ้นไปบนเกวียนเพื่อเข้านอน
ตกดึกสงัดมีเพียงเสียงสัตว์ป่าร้องระงมเพียงชั่วครู่เสียงก็หายไปไร้เสียงร้องดั่งเคย เสียงฝีเท้าดังขึ้นรอบนอกอาณาเขตของกองไฟที่ถูกจุดไว้ จอมขมังเวทย์วัยชราลืมตาขึ้นจากที่หลับตาเข้าฌานลุกขึ้นก่อนจะหันไปสั่งผีรับใช้ตนที่นั่งนิ่งเฝ้าเกวียน
“มึงเฝ้าเอาไว้อย่าให้มีอะไรมาใกล้หลานกูได้”
มันผงกหัวรับคำสั่ง
ยอดพยักหน้าอย่างพอใจ มองไปยังร่างของหลานสาวที่นอนหลับใหล ภูตผีชายชราไม่กลัวหรอกเพียงแต่สิ่งที่มีอำนาจมากกว่าพวกมันนั้นมีภัยต่อเดือนแขอย่างแน่นอน แม้จะมีผีรับใช้คอยเฝ้าแต่ยอดก็หาได้วางใจไม่วายบริกรรมคาถาป้องกันภัยอีกรอบก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากที่พัก
เดินห่างออกมาสักพักมองซ้ายขวาเมื่อไม่พบคนที่ต้องการจึงได้เอ่ยกับความว่างเปล่า “ออกมาได้แล้ว”
สิ้นเสียงกลุ่มควันสีขาวก็ปรากฏตรงหน้าก่อนจะเปลี่ยนเป็นหญิงแก่ที่มีใบหน้าใจดีคนหนึ่งดวงตามองมายังชายชราที่ดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกันพร้อมเอ่ยทักทาย “ไม่ได้เจอกันนานนะตายอด”
ชายชราขมวดคิ้วดูไม่ได้ดีใจที่ได้เจอหญิงแก่สักนิด “ว่าธุระเอ็งมาเสียราตรี”
“ใกล้ได้เวลาแล้ว” เพียงประโยคเดียวทำให้ความเงียบปกคลุมทั้งสองทันที ชายชราถอนหายใจอย่างหนักใจ
“อีกนานหรือไม่”
“เมื่อใดที่หมอผีผู้นั้นสิ้นลมมนต์คาถาทั้งหมดก็จะค่อยๆ เสื่อมลงจนหายไป”
“ไม่มีทางช่วยหลานข้าเลยหรือวะ” จอมขมังเวทย์สบถอย่างไม่สบอารมณ์
หญิงแก่ส่ายหน้า “มันเป็นชะตาที่ถูกกำหนดแล้ว”
“เอ็งเป็นผู้ใดกันแน่ถึงรู้ชะตาชีวิตคนอื่นขนาดนี้” ชายชราอดที่จะถามไม่ได้ ตั้งแต่ที่ตนเก็บเด็กทารกมาเลี้ยงจนเติบใหญ่ หญิงแก่ที่มีใบหน้าใจดีผู้นี้ก็มักจะมาบอกอยู่ตลอดว่าต้องทำเช่นไร
หญิงแก่ไม่ตอบเพียงแต่ยิ้มบางๆ ให้ตายอด ทำเอาคนที่ถามแต่ไม่ได้คำตอบหัวร้อนหงุดหงิดไปหมด
“นังแขมันจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม” ยอดแสดงออกทางสีหน้าอย่างหมดเปลือกว่าเป็นห่วงความปลอดภัยของหลานสาวมากยิ่งนักแม้ว่าจะไม่ใช่หลานในไส้ก็ตาม ราตรีบอกว่าคู่ของเดือนแขจะเป็นคนคุ้มครองเจ้าตัวให้พ้นภัยอันตรายที่ติดตัวหญิงสาวมาตั้งแต่กำเนิด
“วางใจเถิดหลานสาวเจ้าจะปลอดภัยแน่นอน” แม้ว่าในตอนแรกจะไม่ได้ดีนักก็ตาม ประโยคนี้หญิงแก่ไม่ได้เอ่ยออกไป
ยอดพยักหน้าอย่างจำยอมหากว่าไม่มีคนที่สะกดกลิ่นของเดือนแขแล้วไซร้ก็คงจะถูกสมิงตามล่า เดิมทีเขาเป็นคนในหมู่บ้านน้ำพางร่วมหัวจมท้ายกับจอมขมังเวทย์อีกคนปกป้องหมู่บ้านต่อจากหมอผีรุ่นก่อนจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์คืนวันนั้นขึ้น วันที่มีหญิงสาวในหมู่บ้านคลอดทารกเพศหญิงออกมาในคืนวันเดือนดับ ว่ากันว่าเด็กที่เกิดมาในคืนวันอมาวสีหรือวันเดือนดับเป็นอาหารชั้นยอดที่จะเพิ่มพลังให้แก่อมนุษย์อย่างสมิง ตัวทารกที่เกิดมาจะมีเลือดเนื้อที่มีกลิ่นหอมบางอย่างที่ทำให้เหล่าสมิงตามเจอ หลังจากที่คลอดไม่ถึงครึ่งวันหมู่บ้านก็ถูกเหล่าสมิงบุกหากแต่ยอดและเพื่อนอีกคนสามารถต้านเอาไว้ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะหญิงแก่คนนี้ที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวพร้อมกับมาทำการสะกดกลิ่นที่ว่าและเป็นคนเปิดทางให้ตนอุ้มทารกหนีออกจากหมู่บ้าน
หลังจากนั้นมายอดก็พบอีกคนอีกครั้งก็ตอนที่นางแขมันรู้ความมองเห็นภูตผีได้ บอกให้ตนสอนคาถาอาคมทุกอย่างที่มีให้เด็กหญิงบอกว่าในอนาคตหลานสาวตนจะต้องได้ใช้อย่างแน่นอนและครั้งล่าสุดก็ตอนที่หลานสาวอายุสิบห้าบอกว่าเมื่อมันอายุครบยี่สิบจะปรากฏผู้ที่จะสามารถคุ้มครองชีวิตมันได้ตลอดชีวิต
ซึ่งเวลานั้นมันก็ใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว….