เปลือกตาสีนวลค่อยลืมตาขึ้นมาเมื่อรู้สึกตัว ดวงตากลมสบเข้ากับผนังหินสีเข้มอย่างงุนงงก่อนจะได้ยินเสียงสวบสาบจากทางด้านหลัง หญิงสาวค่อยๆ พลิกตัวหันหน้าออกมาเพื่อดูว่าเป็นใครเมื่อหันหลังกลับมาก็พบกับดวงตาคู่หนึ่งที่มองมายังเธอ เดือนแขยันตัวลุกขึ้นนั่งกระถดตัวถอยหลังไปชิดกำแพงหินมองหญิงสาวที่มีดวงตาสีอ่อนอย่างหวาดระแวง
พลันความทรงจำล่าสุดก่อนสติจะดับวูบก็ปรากฏขึ้นในหัวภาพเสือสีดำตัวใหญ่อ้าปากที่มีแต่คมเขี้ยวกดลงมาที่คอของเธอ มือเล็กรีบยกมือขึ้นมาจับที่ลำคอแต่ก็พบว่าไม่มีร่องรอยหรือความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ หลุบตามองแขนตัวเองที่จำได้ว่ามีบาดแผลจากการถูกเศษไม้บาดก็พบว่ามันได้หายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน
นี่มันอะไรกัน?
สายตาของหลานสาวของจอมขมังเวทย์แห่งหมู่บ้านป่าโมกข์กวาดมองที่ที่ตนอยู่เพื่อสำรวจอย่างรวดเร็วแล้วรีบกลับมามองหญิงสาวตรงหน้าที่ดูเหมือนจะพูดอะไรบ้างอย่างกับตน
“ฟื้นแล้วหรือ?”
“เธอเป็นใคร? ที่นี่ที่ไหน?” เดือนแขถามออกไปด้วยน้ำเสียงติดสั่นๆ
รมิตายิ้มให้อีกฝ่ายอย่างใจเย็นก่อนจะวางตะกร้าสมุนไพรที่อยู่ในมือลงแล้วตอบ “ข้าชื่อรมิตา ที่นี่คือเผ่าสมิง”
เดือนแขตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เผ่าสมิง!
ถ้าเช่นนั้นคนตรงหน้านี่ก็เป็น…
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านศิราวตรีให้ข้าเฝ้าเจ้าตั้งนานแหนะ ให้ข้าตรวจดูน่ะ- โอ๊ย!!!!!” สมิงสาวร้องออกมาด้วยความเจ็บเมื่อเดินเข้ามาใกล้หญิงสาวชาวมนุษย์ก็รู้สึกเจ็บแสบไปหมดทั้งตัวจนล้มตัวลงไปกองกับพื้น
“รมิตาเกิดอะไรขึ้น!” เสียงเอ่ยถามดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของศิราวตรี นางสมิงที่มาถึงก็พบว่าบ่าวรับใช้ของตนร้องโอดโอยล้มกองอยู่กับพื้นดินพร้อมกับลายพลาดกลอนบนตัวปรากฏเด่นชัดคล้ายจะกลายร่างคืนสู่ร่างสมิงและหญิงชาวมนุษย์ที่นั่งมองอีกฝ่ายด้วยสายตาสั่นไหวระคนสั่นกลัว
สมิงเฒ่ารีบคลายมนต์คาถาที่ต้องตัวรมิตาสมิงสาวจึงได้หยุดร้องคร่ำครวญ
ทางด้านเดือนแขที่มองอยู่ก็กลัวอย่างหนักใบหน้างามซีดเผือดเมื่อหญิงชราตรงหน้าสามารถแก้คาถาของเธอได้อย่างง่ายดาย วิชาที่ตายอดสั่งสอนถูกแก้เอาง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ แล้วเธอจะทำเช่นไรต่อดี
ศิราวตรีนั่งลงดูอาการสมิงรับใช้ของตนที่ตามตัวแดงก่ำเป็นปื้นราวกับถูกน้ำร้อนลวก มือเหนี่ยวย่นยื่นมือไปลูบตามเนื้อตัวอีกฝ่ายส่งพลังของตนเข้าไปรักษาการบาดเจ็บเมื่อเห็นว่าทุกอย่างดีขึ้นก็ใช้พลังตนยกร่างของรมิตาไปวางบนแท่นหินข้างๆ หญิงสาวชาวมนุษย์ที่มองตามการกระทำของตนอย่างตะลึง
“เหตุใดจึงทำร้ายนางเล่า” นางสมิงเปิดปากเอ่ยถามด้วยท่าทีไร้การคุกคามขณะที่เดินไปนำสมุนไพรมาพอกตามเนื้อตัวของสมิงสาว
“…”
“นางทำร้ายเจ้าหรือ เจ้าจึงทำร้ายนาง?” สิ่งที่ทำร้ายรมิตาคือไสยเวทย์ประเภทป้องกันของพวกมนุษย์ที่ใช้ต่อสู้กับอมนุษย์อย่างพวกตน แน่นอนว่าเป็นหญิงสาวที่เป็นฝ่ายลงมือ
“…” ร่างบางยังไม่คงตอบคำถามใดๆ เพราะอยู่ในความหวาดระแวงและกลัว
“บอกข้าได้หรือไม่เดือนแข”
!!!
“ทะ..ทำไมถึงรู้จักชื่อของฉัน” เดือนแขตกใจเอ่ยถามเสียงสั่น
ศิราวตรียิ้มบางให้หญิงสาวที่ตนช่วยชีวิตเอาไว้ตั้งแต่แรกเกิด “ข้ารู้จักมากกว่าชื่อของเจ้าอีก” สมิงเฒ่าเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “คิดว่าตอนนี้ในหัวของเจ้าคงสับสนและเกิดคำถามมากมาย อยากจะถามอันใดหรือไม่?”
ร่างบางตั้งสติชั่วครู่เมื่อเห็นว่าหญิงชราไม่ได้มีท่าทีจะทำอันใดเธอจึงรวบรวมความกล้าที่จะถาม “ทำไมฉันถึงได้มาอยู่ที่นี้?”
“เพราะเจ้าสำคัญสำหรับพวกเรา”
ใบหน้างามขมวดคิ้วมีสีหน้าฉงน “ฉันไม่เข้าใจ”
ศิราวตรียังคงยิ้มแล้วเริ่มอธิบยาอย่างใจเย็นไม่รีบร้อน “นานมาแล้วเคยมีตำนานว่าเอาไว้ว่าคนที่เกิดวันคืนเดือนดับจะมีร่างกายที่พิเศษเลือดเนื้อมีกลิ่นหอมทำให้เหล่าภูตผีปีศาจและอมนุษย์คลุ้มคลั่งกระหายอยากต้องการ เพราะเลือดเนื้อของคนผู้นั้นคือยาอายุวัฒนะชั้นเลิศซึ่งนานทีจะมีมาสักคน”
“…” หญิงสาวฟังสิ่งที่หญิงชราตรงหน้าพูดก็ยังคงไม่เข้าใจ ตำนานนั้นเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยล่ะ
“เมื่อยี่สิบปีก่อนมีทารกหญิงคนหนึ่งที่เกิดในคืนวันเดือนดับกลิ่นหอมที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดทำให้ถูกภูตผีปีศาจและอมนุษย์อย่างสมิงคลุ้มคลั่งเข้าโจมตีที่หมู่บ้าน ชาวบ้านหลายคนล้มตายแต่ยังเคราะห์ดีที่มีจอมขมังเวทย์ที่เก่งกาจพอที่จะต่อต้านกับสมิงได้ถึงสองคน อีกทั้งทารกคนนั้นถูกช่วยเหลือโดยหญิงชราคนหนึ่งเปิดทางให้พาหนีจึงทำให้มีชีวิตรอดมาได้จนเติบใหญ่จนมีอายุได้สิบเก้าปี แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุให้ต้องกลับมายังบ้านเกิดของตนจนถูกสมิงตามเจอ ข้าเล่าเช่นนี้แล้วเจ้าพอจะเข้าใจหรือไม่?”
“…”
อีกคนจะบอกว่าเธอคือคนที่อีกฝ่ายเล่ามาหรือ!? แล้วเธอจะต้องกลายเป็นอาหารให้เหล่าสมิงใช่หรือไม่?
ใบหน้าของเดือนแขเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัวและเหมือนว่าศิราวตรีก็พอจะดูออกจึงได้รีบเอ่ยอธิบายต่อ
“ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดหรอกนะ”
“…”
“เจ้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นอาหารให้แก่พวกข้า”
“…”
“เพราะเจ้ามาที่นี่ในฐานะคู่พันธะของผู้นำเผ่าสมิง”
--
“เรื่องงานชุมนุมสี่เผ่าเตรียมการอย่างไรแล้วบ้าง” เสียงทุ้มเอ่ยถามเรื่องสุดท้ายของการประชุมในครั้งนี้ ดวงตาคมกริบกวาดมองทางฝั่งของคนที่เสนอตัวรับผิดชอบงานแต่ทว่าไม่พบ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที
“เวฬกาลไปไหนเหตุใดไม่มาประชุม?”
“เรียนท่านไอยศูรย์ ท่านเวฬกาลเดินทางเป็นตัวแทนไปเจรจาเรื่องเขตแดนการล่าอาหารที่เผ่าราชสีห์ขอรับ”
“ข้าไม่เห็นรู้เรื่องนี้” ร่างสูงมองยังคนพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
คนถูกจ้องรับรู้ได้ถึงความกดดันที่ถูกส่งมา จึงรีบตอบ “เอ่อ..เนื่องจากเมื่อวันก่อนพวกข้าจะมาแจ้งเรื่องนี้กับท่านแต่ไม่พบ สอบถามท่านศิราวตรีนางบอกว่าท่านไปทำธุระจึงบอกให้ท่านเวฬกาลเดินทางไปแทนขอรับ”
ไอยศูรย์ไม่ได้เอ่ยอันใดเพียงแต่พยักหน้ารับทราบเพราะตนเป็นฝ่ายฝากฝังงานกับผู้หยั่งรู้ประจำเผ่าจริงๆ เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้ยังต้องรออีกฝ่ายมาแจกแจงความคืบหน้าจึงเปลี่ยนไปพูดในเรื่องอื่นแทน
“เรื่องทหารเวรยามล่ะ”
“เรียนท่านไอยศูรย์ ช่วงนี้คนของเราไม่มีผู้ใดหายไปขอรับ” หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนเอ่ยรายงานแก่ผู้นำเผ่าของตน
“อืม”
“แต่เหล่าลูกเมียและครอบครัวคนเหล่านั้นต่างพากันมาร้องเรียนขอพบท่านทุกวัน ท่านไอยศูรย์จะไปพบหรือไม่ขอรับ”
ร่างสูงนิ่งไปก่อนจะพยักหน้าตอบ “บอกพวกเขาว่าหากข้ามีเวลาจะไปพบ”
“ขอรับ”
“ใครมีอะไรจะรายงานอีกหรือไม่”
“มีขอรับ”
หลังจากนั้นกลุ่มสมิงทั้งหมดก็ได้ประชุมเรื่องอื่นๆ ต่ออีกนานนับค่อนวัน เพราะไอยศูรย์ไม่อยู่จึงทำให้มีเรื่องสะสางค่อนข้างมาก และเมื่อถึงช่วงเวลาสุดท้ายก่อนจะเลิกการประชุมร่างสูงก็ได้โอกาสแจ้งเรื่องบางอย่างให้ทุกคนได้ทราบ
“ก่อนจะเลิกการประชุม ข้ามีอะไรจะว่าแจ้งให้พวกเจ้าทั้งหมดได้ทราบ”
บรรดาสมิงทั้งหลายต่างมองหน้ากันไปมาเมื่อได้ยินว่าไอยศูรย์มีเรื่องจะประกาศก่อนที่หนึ่งในบรรดากลุ่มคนจะเป็นฝ่ายกล้าเอ่ยปากถาม
“เรื่องอะไรหรือขอรับ”
“อีกไม่นานจะมีงานพิธีสำคัญขอให้พวกเจ้าทุกคนเตรียมตัวด้วย”
เมื่อพูดจบแต่ละคนก็มีสีหน้าหลากหลายแบบทั้งประหลาดใจ สงสัย หรือแม้กระทั่งขมวดคิ้ว สายตาของผู้นำเผ่าที่ลอบสังเกตเห็นมันทั้งหมดและไม่มีผู้ใดเอ่ยถามต่อก็บอกเลิกการประชุมปล่อยให้คนที่ได้ยินเอาไปประกาศต่อ
เย็นวันนั้นที่เผ่าสมิงจึงต่างพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องกันอย่างคึกคักพลางเดากันไปต่างๆ นานาว่างานพิธีสำคัญที่ประกาศที่ว่าคืองานอะไร บางคนก็บอกว่าเป็นงานพิธีผูกพันธะเพราะมีหลายคนเห็นหนึ่งในสมิงคนสนิทของผู้นำเผ่าอุ้มหญิงชาวคนหนึ่งกลับมาด้วย