บทนำ
บทนำ
รัชศกเจี้ยนอันปีที่เก้า ภายในตำหนักแห่งหนึ่งซึ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นใน สถานที่ผู้คนมากมายมักจะจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งเท่านั้น
ยามนี้แสงจากสุริเยนทร์ลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว มีเพียงแสงจากตะเกียงไม่กี่อันที่ถูกจุดขึ้นให้ความสว่างไสวในยามค่ำคืนเท่านั้น แต่มันก็สว่างพอที่จะเห็นใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาของบุรุษผู้หนึ่งได้อย่างเด่นชัด สายตาคมจับจ้องไปที่ร่างบางของสตรีนางหนึ่ง ใบหน้าของนางนั้นเรียบนิ่งทำเพียงมองเขาด้วยปลายหางตาเท่านั้น
“รีบเสวยมันเสียเถิดเพคะ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง”
ชายหนุ่มหัวเราะขันให้กับคำพูดของนาง ผู้ใดเล่าจะคิดว่าฮองเฮามารดาแห่งแผ่นดินเช่น ‘เฉินเหิงเยว่’ ผู้นี้จะมีชีวิตที่น่าอดสูเช่นนี้ได้ แม้เป็นถึงฮองเฮาแต่ก็ไร้ซึ่งอำนาจเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในราชสำนักอันเน่าเฟะแห่งนี้เท่านั้น
ซ้ำร้ายบัดนี้ยังถูกหญิงชั่วชายเลวใส่ร้ายว่าตนนั้นคบชู้กับองครักษ์ที่ติดตามมาจากบ้านเกิด มีหลักฐานและพยานพร้อมสรรพ ทั้งในค่ำคืนนั้นฮ่องเต้ยังทรงเห็นเขาและองครักษ์คนสนิทอยู่ในท่ากึ่งเปลือย อีกทั้งสองร่างกอดก่ายทาบทับกัน
เมื่อมองดูแล้วผู้ใดจะคิดเป็นอื่นได้นอกเสียจากว่าฮองเฮา
ทรงคบชู้สู่ชายสวมเขาให้กับองค์ฮ่องเต้ หลักฐานมัดตัวแน่นหนา
ในสายตาฮ่องเต้เขาก็ไม่ต่างอะไรกับชายแพศยาคนหนึ่งเท่านั้น
จำได้ว่าคืนนั้นตนกอดขาร่ำไห้อ้อนวอนบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของตนอยู่เนิ่นนานและน่าเวทนาสักเพียงใด ภายในใจของเขาหวังเพียงว่าฮ่องเต้หนุ่มจะทรงเมตตาตนบ้าง เขาขอเพียงวาจาเดียวเท่านั้นวาจาที่เชื่อใจเขาเพียงคำเดียวก็เกินพอแล้ว
แต่จากมิเคยรักใคร่ใฝ่เสน่หาในตัวฮองเฮาหุ่นเชิดผู้นี้อยู่แล้ว เมื่อเห็นภาพบาดตาบาดใจเช่นนั้นมีหรือฮ่องเต้จะทรงไม่กริ้วโกรธ
เฉินเหิงเยว่จำได้ว่าครั้งนั้นฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรมองมายังตนด้วยสายพระเนตรเดียดฉันท์เช่นไร เขารู้ดีว่าพระองค์ทรงผิดหวังและคิดรังเกียจในร่างกายสกปรกโสมมนี้มากมายเหลือเกิน
“ทรงรอสิ่งใดอยู่อีกหรือเพคะ หรือฮองเฮาคิดว่าฝ่าบาทจะทรงเสด็จมาที่นี่อีกรึ ทรงเลิกฝันเฟื่องแล้วดื่มยานั่นซะ พระองค์ก็รู้ดีว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงมาเหยียบตำหนักแห่งนี้อีก”
เฉินเหิงเยว่เงยหน้ามองหญิงสาวตรงหน้าก็หัวเราะขันขึ้นเบา ๆ มิเคยคิดเลยว่าสตรีที่ต่อหน้าผู้อื่นจะอ่อนโยนเรียบร้อย แม้นเอื้อนเอ่ยยังรักษากิริยาเช่นซูเต่อเฟยผู้นี้ลับหลังจะเป็นสตรีที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้ได้ เขามองคนผิดไปจริง ๆ
“เพราะเหตุใดหรือ ‘ซูเม่ย’ เจ้าถึงทำกับข้าได้ถึงเพียงนี้”
เขาเอ่ยถามออกไปแม้จะรู้ดีว่าคำตอบของนางจะเป็นเช่นไร นางเป็นสนมที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานต่างจากเขาที่เป็นเพียงฮองเฮา
ไร้ค่าในสายตาพระองค์ หากว่าเขาตายไปนางก็จะได้ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่เขาอยู่ แล้วมีหรือที่นางจะไม่ยอมกำจัดเขาให้พ้นทาง
นางเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาจากมุมปากคู่สวยนั้นก่อนที่
เฉินเหิงเยว่จะได้ยินวาจาที่เจ็บปวดราวถูกกระบี่นับพันมาทิ่มแทง
ตรงกลางอกให้ช้ำชอก
“พระองค์รู้ดีเพคะว่าหม่อมฉันทำไปเพื่อสิ่งใด วังหลวงแห่งนี้
ผู้ชนะเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้ ฮองเฮาอ่อนแอและมิเป็นที่โปรดปราน
เช่นพระองค์ก็สมควรแล้วที่จะตาย ๆ ไปเสีย ทรงคิดว่าหม่อมฉันพูดถูกหรือไม่”
“คนอย่างเจ้าก็เป็นเช่นนี้เองสินะ ข้าเสียดายนักที่ครั้งหนึ่งเคยริษยาเจ้าที่เป็นที่โปรดปราน มาบัดนี้ข้ารู้แล้วว่าสตรีร้ายกาจเช่นเจ้าก็ไม่ต่างอะไรจากข้าเลยสักนิด เราสองคนมันก็น่าสมเพชพอ ๆ กัน
นั่นแหละ”
ครั้นได้ฟังเช่นนั้นผู้ที่ถูกกล่าวหาก็เอามือป้องปากหัวเราะออกมาน้อย ๆ เสียงหวานก็พลางเอื้อนเอ่ย
“หม่อมฉันไม่บังอาจเทียบกับฮองเฮาหรอกเพคะเพราะหม่อมฉันเป็นผู้ชนะเช่นไรเล่า”
“ฮองเฮาเชิญพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยในมือประคองถาดถ้วยยาทั่วทั้งร่างสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวไม่แม้แต่จะกล้าเงยหน้าสบ
พระพักตร์ของเฉินฮองเฮามารดาแห่งแผ่นดินผู้นี้
เฉินเหิงเยว่อยากจะหัวเราะขันให้กับชะตาชีวิตของตนยิ่งนัก เป็นเพราะเขาอ่อนแอจึงโดนทำร้ายได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ เขาไม่รู้ว่าเมื่อใดกันที่เขาก้าวขาพลาดแต่หากจะให้เดาก็คงจะเป็นตอนที่เขาสละตำแหน่งอ๋องยอมตบแต่งเข้ามาเป็นฮองเฮาไร้อำนาจในแคว้นเว่ยแห่งนี้กระมัง
ทั้งสองแก้มนวลอาบไปด้วยน้ำตาที่ไหลรินออกมาดุจสายธาร ราวมีก้อนเนื้อก้อนใหญ่จุกอยู่กลางอก ยามนี้เขาอยากจะขอเพียง
อ้อมกอดเมตตาจากสามีที่เขาพึงปรารถนาก็เท่านั้น
ฝ่ามือสั่นเทาลูบหน้าท้องที่เริ่มขยายใหญ่ของตนอย่างแผ่วเบา ใช่แล้วเล่าเขากำลังตั้งครรภ์ลูกของฮ่องเต้ ลูกที่จะเกิดมาเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของเขาแม้บุตรในครรภ์ผู้นี้จะไม่ได้เกิดมาจากความรักของผู้เป็นสามีก็ตาม
“มารดาขอโทษนะที่ไม่สามารถปกป้องเจ้าได้อีกต่อไป”
มือแกร่งยื่นออกไปจับถ้วยยาเคือบลายครามตรงหน้าขึ้นมาถือเอาไว้ มองดูสิ่งที่อยู่ด้านในอยู่เนิ่นนานจนเขาเองก็มิรู้ว่าเวลาได้ผ่านไปนานเท่าใดแล้วเช่นกัน ภายในใจกลับหวนนึกถึงวาจาใจร้ายที่เอื้อนเอ่ยออกมาจากปากบุรุษผู้เป็นที่รัก
‘ดื่มยาพิษปลิดชีพตนเสีย เราไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีกต่อไป!’
คำพูดราวยาพิษที่สาดกระเซ็นลงมาให้หัวใจแหลกลาญ เขา
ไม่มีโอกาสที่จะได้เอ่ยวาจาแก้ต่างแม้แต่ครึ่งคำ เพียงภาพตรงหน้า
ที่ได้เห็นอีกฝ่ายก็ตัดสินว่าเขาคบชู้ไปเสียแล้ว ซ้ำร้ายยังถึงขั้นเชื่อว่าบุตรในครรภ์ของเขาเป็นลูกชู้เสียอีก
แต่แม้จะเจ็บช้ำใจและทรมานกายสักเพียงใด เฉินเหิงเยว่ก็
มิเคยคิดจะถือโทษสามีผู้นี้ของตนเลยสักนิด แม้จะต้องตายด้วยฝีมือ
อีกฝ่ายก็ตามที
เคร้ง! เสียงถ้วยยาในมือร่วงหล่นลงมา ร่างสูงทรุดตัวลงยังพื้นของตำหนัก ภายในกายร้อนรุ่มดั่งเพลิงโลกันตร์แผดเผาให้มอดไหม้
อึก! เขากระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง อาภรณ์ที่สวมใส่ย้อมไปด้วยเลือดสีแดงฉาน สายตาคมจับจ้องไปยังหญิงสาวตรงหน้าอย่างเคียดแค้น หากไม่มีนาง ฮ่องเต้ก็จะทรงรักเขาและหากไม่มีนาง เขาก็คงไม่ต้องมาจบชีวิตตนอย่างน่าอดสูเช่นนี้
“เป็นเพราะพระองค์อ่อนแอเอง อย่าคิดโทษหม่อมฉันเลยนะเพคะ
เฉินฮองเฮา” เสียงเยือกเย็นยิ้มเยาะออกมาอย่างพอใจ ครั้นเมื่อเอ่ยจบหญิงสาวตรงหน้าก็ย่างกรายจากไปอย่างมิคิดจะเหลียวแลอีกต่อไป
เฉินเหิงเยว่กระอักโลหิตออกมาเสียหลายคำ ใบหน้างามแหงนมองไปยังดวงจันทร์ที่สาดทอแสงสว่างผ่านบานหน้าต่างของตำหนักอันแสนกว้างใหญ่แห่งนี้ ได้ยินเสียงกิ่งไม้เสียดสีไปมาราวเสียงร้องของภูตผีที่กำลังร้องเรียกหาเขาก็มิปาน มือที่สั่นเทาจึงค่อย ๆ ลูบหน้าท้องของตนไปมาอย่างแผ่วเบาก่อนที่มุมปากหยกจะเผยยกยิ้มราบเรียบออกมา
สองปีก่อนเขาได้รับเทียบเชิญจากคู่หมั้นตั้งแต่วัยเยาว์นั้นคือ ‘ฮ่องเต้เว่ยจินหลง’ บุรุษที่เขาตกหลุมรักแต่แรกเห็น
เมื่อได้รับเทียบเชิญเสด็จลุงของเขาก็ยินดีให้อ๋องน้อยเช่น
เฉินเหิงเยว่ตบแต่งไปเป็นฮองเฮาของบุตรชายสหายคนสนิทยิ่งนัก
ตัวเขาเองที่รักอีกฝ่ายมาตั้งแต่จำความได้ก็มิคิดจะปฏิเสธ
แต่ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เฉินเหิงเยว่ก็จำได้ว่าผู้เป็นสามีเมื่อเห็นใบหน้าของเขาก็มักแสดงท่าทีเฉยเมยอยู่ร่ำไป ช่างน่าขันยิ่งนักที่เขาได้มอบใจและกายให้กับบุรุษใจร้ายผู้นั้น
เขากระแอมไอเอาโลหิตพิษออกมาเสียหลายคำ ยาพิษถ้วยนี้เกรงว่าผู้ที่จัดหาให้เขาก็หนีไม่พ้นสตรีร้ายกาจที่ใส่ร้ายตนผู้นั้นเพราะยาพิษชนิดนี้ไม่ได้ทำให้ตายอย่างทันท่วงที แต่มันกลับทำให้ร่างกายผู้ที่ดื่มไปราวกับมีเปลวเพลิงคอยแผดเผาทำลายอวัยวะตันทั้งห้า
อวัยวะกลวงทั้งหกให้ทรมานและตายจากไปอย่างช้า ๆ โดยไม่มีแม้แต่วาจาที่จะเอื้อนเอ่ยอ้อนวอนสิ่งใด
“พระองค์ช่างใจร้ายนักฝ่าบาท” แม้แต่วินาทีสุดท้ายของชีวิต ใบหน้าของบุรุษที่เขาพึงอยากจะพบเจอก่อนสิ้นลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็ไม่มีแม้แต่วาสนา
ที่ผ่านมาข้ารักพระองค์มาตลอดฝ่าบาท
ถึงยามนี้ข้าก็ยังรักพระองค์
แต่ต่อไปนี้ข้าจะตัดใจจากพระองค์ฝ่าบาท!
เฉินเหิงเยว่รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายของชีวิตเฝ้าตั้งจิตอธิษฐานแก่ฟ้าดิน ชาตินี้เขามิได้ทำผิดสิ่งใดไยต้องตายอย่างน่าอดสูราว
สัตว์เดรัจฉานไร้ผู้คนเหลียวแลเช่นนี้ด้วยเล่า
เขายังไม่อยากตาย!
จิตใจตั้งมั่น เฝ้าวิงวอนต่อฟ้าดินด้วยใจปรารถนา หากสวรรค์เมตตา เขาขอเพียงได้ล้างมลทินให้กับตนเองเท่านั้น!
เมื่อสิ้นปรารถนาแล้วก็จะยอมตายจากไปอย่างไม่เสียดายชีวิตอีกต่อไป...