ตอนที่ 2 เกิดใหม่

2146 Words
“เหตุใดยังไม่ฟื้นอีก หมอหลวงตรวจดีแล้วหรือไม่” จ่างซุนหย่งเจี๋ยรัชทายาทแคว้นต้าเฉินเดินย่ำเท้าไปมา จนพื้นดินแทบทรุด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนใจ จ้องมองหมอหลวงที่ก้มหน้าลงต่ำ หมอหลวงลู่ถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา ตั้งแต่องค์หญิงใหญ่ได้รับบาดเจ็บ รัชทายาทก็ส่งคนไปลากตัวเขาจากเมืองหลวงขึ้นรถม้าเร่งเดินทางมาไม่ได้หยุดพัก มาถึงก็รีบเข้ารักษา แม้แต่ตอนนี้ก็ยังคงต้องเฝ้าหน้ากระโจมไม่ห่าง ทว่าไม่ว่าจะตรวจอย่างไร ก็หาได้เจอสิ่งใดไม่ นอกจากบาดเจ็บที่ร่างกายเพียงเล็กน้อย อย่างอื่นล้วนปกติ คล้ายนางเพียงหลับไปเท่านั้น “กระหม่อมตรวจดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ อาการองค์หญิงมิได้เป็นอันใด รอแค่พระนางฟื้นเท่านั้น บางทีก่อนหน้านั้นองค์หญิงมิได้พักผ่อนให้ดี ครั้นประสบเหตุขึ้นมาจึงได้นอนนานไปบ้าง” นานไปบ้าง บ้างนั้นเท่าใดเล่า ดูก็รู้ว่าองค์รัชทายาทมิได้พอใจกับคำตอบนั้น “แล้วจะต้องรอนานแค่ไหนล่ะ” หมอหลวงลู่ไม่กล้าตอบ เขาเป็นหมอหลวงไม่ใช่หมอเทวดาจะรู้ได้อย่างไร ลู่จิ่นหดหัวตนเองค้อมหลังคล้ายจะจมหายไปจากตรงนี้ รัชทายาทคาดคั้นเอาคำตอบจากลู่จิ่นไม่ได้ ก็หันไปตวาดข้ารับใช้ที่ยืนก้มหน้าตัวสั่น “ลากตัวองครักษ์ซูไปโบยให้ตาย!” เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างก็คุกเข่าก้มศีรษะลงต่ำจนติดพื้น “ไม่ได้ยินที่ข้าสั่งหรือ” เขากดเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะออกมาทีละคำ “ทูลรัชทายาทองครักษ์ซูก็ยังไม่ฟื้นพ่ะย่ะค่ะ” กงเต๋อก้าวขาขึ้นมา ค้อมเอวตอบเสียงเบาหวิว อดจะสงสารองครักษ์ซูไม่ได้ “ยังไม่ฟื้นก็ต้องโบย” จะฟื้นหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่รัชทายาทเช่นเขาต้องสนใจ ในเมื่อปกป้ององค์หญิงใหญ่ไม่ได้ย่อมจะถูกลงโทษ นี่หรือองครักษ์ที่เสด็จพ่อสั่งให้มาปกป้องพวกเขา ล้วนไม่ได้เรื่อง ในขณะที่รัชทายาทกำลังสั่งระบายโทสะกับองครักษ์เสื้อแพรที่ตามมาคุ้มกัน หญิงสาวที่นอนบนตั่งก็ส่ายหน้าไปมา น้ำตาไหลราวกับหยาดฝน “ไม่! กรี๊ด!!! อย่าทำร้ายเขา จิ้งเฟิ่งอดทนไว้ อดทนไว้ อย่าทิ้งข้า จิ้งเฟิ่ง” เสียงร้องอันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทำให้คำสั่งของรัชทายาทหยุดชะงัก เขาหันไปมองน้องสาวที่นอนส่ายหน้าดวงตาปิดมิด ทว่าน้ำตากลับไหลอาบแก้ม “ไม่! ไม่!” จ่างซุนหย่งเจี๋ยไม่เคยเห็นน้องสาวร้องไห้เช่นนี้มาก่อน เขารีบนั่งกุมมือเอ่ยปลอบประโลมเสียงทุ้ม “ได้ ๆ พี่ไม่โบยแล้ว อันหนิงเจ้าอย่าร้องไห้เลย น้องรักพี่ไม่ลงโทษแล้ว เจ้าตื่นเถิด” ฝ่ามืออุ่นลูบไปที่ศีรษะ ถึงแม้ว่าน้องสาวผู้นี้จะชอบชักสีหน้าใส่เขา ทว่านางก็เป็นน้องสาวร่วมมารดา นางอาจจะไม่รู้แต่เขารู้มานานแล้ว ในราชวงศ์นี้มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น กระแสความอบอุ่นส่งผ่านฝ่ามือที่สั่นเทาเต็มไปด้วยความรักจากพี่ชายที่มีต่อน้องสาว จ่างซุนอันหนิงผวาลืมตาเบิกโพลง นางเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง หอบหายใจจนหน้าอกกระเพื่อม จุดเล็กในดวงตาแดงฉาน มองไม่เห็นสิ่งใดมีเพียงสีแดงของโลหิตเท่านั้น “หนิงหนิงไม่ต้องกลัว พี่ใหญ่อยู่นี่” ใบหูจ่างซุนอันหนิงได้ยินเสียงทุ้มที่เต็มไปด้วยความห่วงใย นางเอียงตัวแข็งทื่อหันมามอง สีแดงแทนที่ด้วยใบหน้าหล่อเหลาของคนที่มีส่วนคล้ายตนเองถึงแปดส่วน นางก็โถมตัวเข้ากอดเขาเอาไว้แน่น “เสด็จพี่! ฮือ ๆ เสด็จพี่ พระองค์เป็นเช่นไรบ้างเพคะ เสือตัวนั้นมันทำอันตรายเสด็จพี่หรือไม่ อย่ากินยาสมุนไพรเทียบนั้นนะ เอาทิ้งไปเร็วเข้า” นางรีบถามเสียงสั่น จากนั้นก็หยัดตัวออก พลางจ้องมองไปทั่วเนื้อตัว คิ้วหนาของรัชทายาทขมวดขึ้น “เสือ!...เสืออะไรหรือ หนิงหนิงเจ้าเป็นอะไร ฝันร้ายหรือ โธ่เอ๊ยน้องรัก อย่ากลัวเลยพี่ใหญ่จะปกป้องเจ้า” รัชทายาทจ่างซุนหย่งเจี๋ยยกมือขึ้นลูบหัวน้องสาวอย่างอ่อนใจ ทว่าในใจกลับอุ่นซ่าน น้องสาวเป็นห่วงเขาแม้แต่ในฝัน ไม่เสียแรงที่เขาทั้งรักทั้งตามใจมาตั้งแต่เกิด “ข้าไม่เป็นอะไร หนิงหนิงเจ้าต่างหากยังเจ็บตรงไหน นอนลงก่อนให้หมอหลวงตรวจดูอีกสักทีเถิด” จ่างซุนอันหนิงหยุดร้อง เอียงคอมองไปรอบ ๆ ก่อนจะแบมือตนเอง มือนางยังคงสั่นเทาไม่หยุด ไม่มีร่องรอยหยาบกร้าน ไม่มีรอยมีดที่ปักตามซอกกระดูกนิ้ว “นอนลงก่อน” ถึงแม้จะตกใจ แต่กระนั้นก็ยอมนอนลงตามการประคองของพี่ชาย หมอหลวงลู่ได้รับสัญญาณก็โค้งตัว ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ข้าง ๆ เขาเหลือบตามองท่าทางเหม่อลอยคล้ายไม่ได้สติก็อดจะหวาดหวั่นไม่ได้ หวังว่าองค์หญิงคงไม่หัวฟาดจนวิปลาสไปหรอกนะ “ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมล่วงเกินแล้ว” ชายชรากล่าวขออภัยเสียงเบา จ่างซุนอันหนิงยื่นมือออกมาวาง รู้สึกถึงผ้าบาง ๆ ที่วางปิดลงไป ก่อนที่จะถูกหมอหลวงลู่ตรวจชีพจร ในขณะนั้น นางก็กวาดตามองไปรอบ ๆ นี่มิใช่กระโจมหรอก เหตุใดนางจึงมาอยู่ที่ในกระโจม แล้วเหตุใดเสด็จพี่ถึงได้มีชีวิตอยู่ มืออีกข้างยกขึ้นลูบใบหน้าตนเอง จำได้ว่านางถูกตบจนหน้าเสียโฉม ทว่าบัดนี้ใบหน้านางกลับเรียบเนียน หรือว่านางจะฝัน หรือว่านี่เป็นชีวิตหลังความตาย ที่แท้ตายแล้วก็ไม่เจ็บปวด “องค์หญิงไม่เป็นอะไรแล้วพ่ะย่ะค่ะ อาจจะมีเพียงความอ่อนเพลียที่หลงเหลืออยู่ และความปวดระบมตามร่างกายบ้าง กระหม่อมจะเตรียมยาแก้ปวดให้ดื่มสักสองเทียบก็หายแล้ว และยาหิมะหอมระเหย องค์หญิงทรงทาทุกวันก็จะไม่เหลือแผลเป็นแล้วพ่ะย่ะค่ะ” “ปวดระบม...อ่อนเพลีย เสด็จพี่อันหนิงเป็นอะไรไปหรือเพคะ” นางเอ่ยเสียงเบา คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ศีรษะเริ่มปวดขึ้นมา ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าตื่นตกใจของจ่างซุนหย่งเจี๋ยนางก็พยายามจะฝืนตนเอง แต่กลับทำไม่ได้ ทำได้เพียงหลับตาลง “เจ้าตกม้า เพราะองครักษ์ซูรับเจ้าไม่ดี เจ้าจึงบาดเจ็บเช่นนี้” “ตกม้า!...” นางร้องออกมาอย่างตกใจ แต่เมื่อเห็นสีหน้าทุกคน ก็กลบความตื่นตระหนกของใบหน้า หันไปกล่าวขอบคุณหมอหลวงลู่เบา ๆ “รบกวนท่านหมอลู่แล้ว” ไม่เพียงลู่จิ่นหมอหลวงชราที่ใช้ชีวิตในสำนักหมอหลวงมาทั้งชีวิต ขันทีนางกำนัล รวมทั้งรัชทายาทก็แตกตื่นกันถ้วนหน้า องค์หญิงอันหนิงกล่าวคำเกรงใจหมอหลวงลู่เช่นนั้นหรือ หรือว่าหัวจะกระแทกจริง ๆ “หามิได้พ่ะย่ะค่ะ เป็นหน้าที่กระหม่อม” “เช่นนั้นรบกวนท่านหมอลู่ไปดูองครักษ์ซูสักเที่ยวเถิด” ลู่จิ่นมองหน้ารัชทายาทจ่างซุน แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า เขาก็รับคำและออกไป “เสด็จพี่เพคะ น้องได้ยินเสด็จพี่สั่งให้คนโบยจิ้งเฟิ่งหรือเพคะ อย่าลงโทษเขาเลยได้หรือไม่ จิ้งเฟิ่งไม่ตั้งใจ เขาช่วยน้องแล้ว หากไม่เช่นนั้นป่านนี้น้องคงเจ็บหนักกว่านี้” เมื่อสักครู่กล่าวคำเกรงใจหมอหลวงว่าแปลกแล้ว ยังขอร้องแทนซูจิ้งเฟิ่งไปอีก นี่ยังนับว่าปกติได้หรือไม่ “น้องถึงกับขอร้องแทนผู้อื่นเป็นแล้ว” องค์รัชทายาทหรี่ตาลง จ้องมองน้องสาวราวกับจับผิด จ่างซุนอันหนิงข่มความตื่นตระหนกลงไป นางแสร้งกอดแขนซบศีรษะลงไปเหมือนเมื่อครั้งอยากได้สิ่งใด ทำเช่นนี้เสด็จพี่ล้วนใจอ่อน “หากได้ลองผ่านความเป็นความตายมาแล้วสักครั้ง ยังคิดไม่ได้น้องก็เสียทีที่เกิดมาเป็นน้องสาวของเสด็จพี่แล้วเพคะ” เรื่องนี้นางมิได้โกหก หากนางยังโง่งมอยู่ ก็เสียทีที่สวรรค์มอบโอกาสแล้ว “ปากเจ้านี่นะ เอาละ ๆ พี่ไม่กวนเจ้าแล้ว พักผ่อนเถิด รอฟื้นเรี่ยวแรงสักหน่อย พวกเราก็กลับวังกัน เสด็จพ่อ เสด็จแม่เป็นห่วงแล้ว” จ่างซุนหย่งเจี๋ยเคาะที่ปลายจมูกรั้นเบา ๆ ก่อนจะดันนางให้นอนลง เขาดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัวน้องสาว ราวกับนางยังเป็นเพียงองค์หญิงตัวเล็ก ๆ เช่นวันวาน ดวงตานางรื้นไปด้วยน้ำตา ดีเหลือเกินที่ได้เจอเสด็จพี่อีกครั้ง “พักผ่อนเสีย ข้าจะออกไปแล้ว” “เพคะ” นางพยักหน้าลงอย่างว่าง่าย และองค์รัชทายาทก็ยินดีเหลือเกิน ที่น้องสาวไม่ถามถึงคู่หมั้นหนุ่มที่บัดนี้ไม่รู้ว่าไปล่าสิ่งใดอยู่ตรงไหนของป่าแล้ว ครั้นเมื่อได้อยู่กับตนเอง จ่างซุนอันหนิงก็หลับตาลง คิดทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ อีกครั้ง “เสี่ยวลวี่เกิดเรื่องใดขึ้น” “ช่วงที่องค์หญิงทรงยังไม่ฟื้นหรือเพคะ” “เล่าตั้งแต่วันแรก” เสี่ยวลวี่หัวหน้านางกำนัลตำหนักเฟิ่งหลิง คนสนิทขององค์หญิงอันหนิง ก้าวมาข้างตั่งนอน นางย่อกายลง ก่อนจะเล่าว่า ก่อนหน้านั้นองค์หญิงอันหนิงพยายามจะควบม้าตามองค์หญิงอันเยว่ที่พยายามเข้าป่าไปเส้นทางที่แม่ทัพเซี่ยไป องค์หญิงอันหนิงเห็นดังนั้นก็รีบควบม้าตาม “จู่ ๆ ม้าก็พยศขึ้นมา หม่อมฉันตกใจแทบแย่ องค์หญิงถูกเจ้าม้านั่นพาวิ่งหายไปทางหน้าผา องครักษ์ซูที่ขี่ม้าตามไปไม่ไกล เห็นเข้าก็กระโจนขึ้นไป เขาบินได้ราวกับนกเชียวเพคะ แต่ถึงจะหยุดม้าไว้ได้ ทว่าก็ทำให้พระองค์บาดเจ็บอยู่ดี องค์รัชทายาทกริ้วมาก” นางย่อมรู้อยู่แล้วว่า ซูจิ้งเฟิ่งมีวิชาตัวเบาที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก ริมฝีปากอดจะยกยิ้มออกมาไม่ได้ เขาเก่งกาจมานานมากแล้ว ไม่ว่าเมื่อใดความเก่งนั้นล้วนมีเพื่อปกป้องนาง “ไม่ใช่ความผิดของเขา แล้วองครักษ์ซูเป็นอย่างไรบ้าง” ครั้นเมื่อนึกได้ว่า เขาบาดเจ็บเพราะนาง ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ นางก็พลันหวาดกลัว จ่างซุนอันหนิงเม้มปากแน่น นางสูดลมหายใจเข้ารอฟังคำตอบด้วยหัวใจหดเกร็ง “ก็สลบเพคะ องครักษ์ซูเอาตัวเองปกป้องพระองค์เอาไว้ ร่างกายกระแทกต้นไม้ แต่ก็อุ้มพระองค์บินกลับมา เนื้อตัวนี้เต็มไปด้วยเลือดเลยเพคะ” นางกำนัลเสี่ยวลวี่นึกถึงภาพวันนั้นก็คล้ายจะได้กลิ่นคาวเลือดอยู่เลย “เจ้าออกไปดูหน่อย หากเขาฟื้นแล้วก็นำอาหารอ่อน ๆ ไปให้ อ้ออย่าลืมต้มยาให้เขาด้วย ต้องเป็นยาเช่นเดียวกับที่ข้ากิน หากเสด็จพี่จะลงโทษก็รีบมาแจ้งข้า เขาอยู่กระโจมไหน” “เอ่อ...อยู่ในกรงเพคะ องค์รัชทายาทสั่งขังเขาเอาไว้” หญิงสาวหลับตาลง พยายามทำใจให้สงบ เสด็จพี่ถึงกับเอาผู้มีพระคุณของนางไปขังกรง ช่างตอบแทนความดีด้วยความแค้นเสียจริง ไม่กลัวว่าจะไม่มีคนปกป้องตนเองจากไอ้สวะเซี่ยเยียนจงหรือ “จริงสิเซี่ยเยียนจงเล่าอยู่ที่ใด” “แม่ทัพเซี่ยออกไปล่าหมีในป่าลึก ไม่แน่ว่ายังไม่รู้ว่าองค์หญิงบาดเจ็บ” เสี่ยวลวี่ก้มหน้าลง ไม่กล้าบอกว่าองค์หญิงรองก็ยังไม่กลับมาเช่นกัน “เอาละเจ้าออกไปเถิด” อันหนิงไม่ได้บันดาลโทสะเมื่อได้ยินว่าคู่หมั้นไม่อยู่ นางสงบจนเสี่ยวลวี่หวั่นใจ “เพคะ” นางกำนัลคนสนิทเดินสามก้าว ก็หันมามองทั้งสามก้าว ครั้นเห็นองค์หญิงทรงหลับพระเนตรก็เดินออกไปอย่างวางใจ ที่แท้แล้วนางก็เป็นผู้เกิดใหม่ โชคดีเหลือเกินที่ได้กลับมาเจอคนที่นางรักอีกครั้ง นี่คือโอกาสที่สวรรค์มอบให้ นางจะไม่มีทางปล่อยให้โศกนาฏกรรมในชาติที่แล้วเกิดขึ้นซ้ำสอง “เซี่ยเยียนจง เจ้าคงไม่คิดสินะว่า ข้าองค์หญิงจะกลับมาจากขุมนรก กลับมาเพื่อเจ้าโดยเฉพาะเชียวละ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD