ตอนที่ 1 บทนำ
ครืน!
เสียงสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมา ราวกับท้องนภากำลังร่ำไห้ องค์หญิงใหญ่จ่างซุนอันหนิง นั่งมองสายฝนผ่านทางซอกอิฐในคุกหลวง ดวงตาดอกท้อที่เคยงดงาม บัดนี้ดำคล้ำทั้งยังลึกโบ๋ ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย เพียงแค่อ้าปากโลหิตก็ไหลออกจากรอยแตก
สายลมพัดกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งด้านนอก โชยเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า ยิ่งกลิ่นคาวมากเท่าไร ก็ยิ่งตอกย้ำให้นางรับรู้ว่าตนเอง สารเลวมากเท่านั้น
เสียงกรีดร้องของเหล่าพระสนมที่ถูกลากออกไป ราวกับเศษผ้าขาด จ่างซุนฮ่องเต้นอนหายใจรวยรินบนกองฟางเก่า ๆ ด้านข้างมีฮองเฮาเฝ้าประคองเอาไว้ไม่ห่าง แต่กระนั้นสีหน้าจ่างซุนฮ่องเต้ที่มองฮองเฮาก็ราวกับจะฉีกเนื้อดื่มเลือด ดวงตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ พระองค์ผลักฮองเฮาอย่างไม่ไยดี จากนั้นก็นั่งหลับตานิ่ง พื้นด้านล่างเต็มไปด้วยหนูและแมลงสาบวิ่งกันเต็มไปหมด บางครั้งพวกมันก็วิ่งมากัดแทะเนื้อหนังของทุกคน ก่อนจะวิ่งหนีไป
“ราชบุตรเขยให้นำอาหารมามอบให้ บ่าวขอเตือนสักหนึ่งคำ รีบกินแต่โดยดีอย่าได้เรื่องมากเลย” เสียงแหลมเล็กของขันทีวัยกลางคนจีบปากบอก พลางมองอดีตราชนิกุลผ่านปลายจมูก สูงศักดิ์แล้วอย่างไร ก็แค่คนไร้ค่ากลุ่มหนึ่ง เขาปิดจมูกไม่อยากได้กลิ่นเหม็นสาบคละคลุ้งที่โชยออกมาจากที่แห่งนี้
“อานกงกงเจ้าสุนัขสารเลว” ฮ่องเต้ได้ยินเสียงขันทีคนสนิทก็แผดเสียง พระองค์กระโจนเข้าหาแต่ก็ถูกถีบกระเด็นกลับมา
จ่างซุนอันหนิงมองดูเศษอาหารในถ้วย ตั้งแต่เมื่อใดกันที่นางต้องกินอาหารที่แม้แต่หมูหมายังเมินเช่นนี้ ดวงตาเรียวถลึงจ้องอานกงกงด้วยความอาฆาต แขนที่เต็มไปด้วยบาดแผลยื่นออกไปปัดชามนั้นตกพื้น
เพล้ง!
“ไสหัวออกไป” นางกัดฟันเอ่ยออกไปทีละคำ อานกงกงผงะถอยไปครึ่งก้าว แต่แล้วก็เชิดหน้าเหมือนเดิม ก็แค่สุนัขถูกทิ้งตัวหนึ่ง ยังมีสิ่งใดให้กลัวกัน
“ยังคิดว่าตนเองเป็นองค์หญิงอยู่หรือ ไม่กินก็ไม่มีให้เจ้ากินแล้ว” พูดจบก็ยกเท้าขึ้น หมายจะเตะลงไป แต่ชายหนุ่มที่นั่งเงียบริมคุกก็กระโจนมาขวาง
อานกงกงจำต้องล่าถอยออกไปด้วยโทสะที่เต็มอก ครั้นออกไปแล้ว ในคุกหลวงก็เหลือเพียงความเงียบ นางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ทั้งเสด็จพ่อ เสด็จแม่ พระสนม และซูจิ้งเฟิ่งองครักษ์ที่ปกป้องนางจนบัดนี้เหลือแขนเพียงข้างเดียว ต่างก็ถูกคุมขังจนครบ
องครักษ์ซูเห็นว่าไม่มีอะไร ก็โค้งตัวลง และกลับไปนั่งที่เดิม และเพียงไม่นานอานกงกงก็กลับมาอีกครั้ง เสียงแหลมเล็กออกคำสั่งดังลั่น คล้ายจะหยามเกียรติฝ่าบาท
“นำตัวหวังกุ้ยเฟยไปมอบให้เสนาบดีสือยวน” ฮ่องเต้ที่นั่งหายใจรวยริน เงยหน้าขึ้นมอง เขายกมือชี้หน้า เอ่ยคำว่าเจ้า ๆ ก่อนจะกระอักเลือดออกมา
“บังอาจ! สตรีของเสด็จพ่อพวกเจ้าก็กล้าหรือ” อานกงกงไม่จำเป็นต้องตอบ
เพราะกล้าหรือไม่หวังกุ้ยเฟยก็ถูกลากออกไปแล้ว แต่คนยังไม่ทันออกนอกประตูคุกหลวง หวังกุ้ยเฟยก็กัดลิ้นขาดใจตายตรงนั้น ยอมตายดีกว่าถูกย่ำยี
พระสนมที่เหลือเห็นดังนั้น ต่างก็พากันกัดลิ้นตายหนีความอัปยศ โลหิตคละคลุ้งไปทั่วคุกหลวง ฮ่องเต้เบิกตาโพลงจ้องภาพตรงหน้า ก่อนจะหันมามองหน้าพระธิดาองค์โตอย่างเคียดแค้น เช่นเดียวกับฮองเฮาที่ปิดปากร่ำไห้จนตัวโยน
องค์หญิงอันหนิงจ้องมองภาพเหล่านั้นด้วยความเจ็บปวด นางกรีดร้องราวกับคนบ้า วิ่งไปเขย่าตัวพระสนมทั้งหลาย ทว่าไม่มีผู้ใดเหลือรอดแม้แต่คนเดียว เพียงชั่วอึดใจสนมกว่ายี่สิบคนล้วนกลายเป็นศพ!
“สารเลว! เซี่ยเยียนจงไอ้ตัวบัดซบ ข้าจะฆ่าเจ้า ข้าจะฆ่าเจ้าฮือ ๆ” สิ้นเสียงกรีดร้อง ก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากประตูด้านหน้าคุกหลวง
“ก็มิใช่เจ้าหรือที่อยากได้สารเลวเช่นข้าเป็นผัว อันหนิงเจ้าจะมาเสแสร้งให้ผู้ใดดู ฝ่าบาทพระองค์รู้หรือไม่ องค์หญิงใหญ่พระธิดาของพระองค์ทำสิ่งใดเพื่อข้าบ้าง” จ่างซุนอันหนิงหลับตาลง มือทั้งสองกำหมัดแน่น
ใช่ที่ผ่านมานางทำอะไรเพื่อสวะตัวนี้บ้าง ทะเลาะกับเสด็จแม่ วางหลุมพรางให้เสด็จพ่อมอบพระราชทานสมรส รังเกียจเสด็จพี่ที่คอยห้ามไม่ให้นางยุ่งกับเซี่ยเยียนจง สร้างแต่ความเดือดร้อนให้กับครอบครัว เพื่อแลกกับเศษใจของราชบุตรเขย ตำแหน่งแม่ทัพ ตำแหน่งขุนนางมีอะไรบ้างที่นางไม่แทรกแซง ทุกวันนี้คนของเซี่ยเยียนจงเต็มไปหมดแล้ว
“หุบปาก! ข้าบอกให้หุบปาก” นางตวาดกร้าว แต่มีหรือที่เซี่ยเยียนจงจะยอมทำตาม
“ข้าบอกนางว่ายานี่ดีต่อท่าน นางก็เอามาให้ท่านกิน ต่อให้ท่านไม่กิน นางก็ติดสินบนข้ารับใช้ คงคิดว่าตนเองทำดี ฮ่า ๆ แต่สุดท้ายท่านก็ล้มป่วยเพราะนาง จนลุกไม่ขึ้น ฮ่า ๆ”
“ทะ...ที่แท้ก็เป็นเจ้า อกตัญญูนังลูกชั่ว ฮองเฮาเจ้าเลี้ยงตัวบัดซบใดกันแน่ ข้าควรจะฆ่าลูกชั่วเช่นเจ้าตั้งแต่แรก ไม่น่าให้เกิดมาเลย” ฮ่องเต้ตวาดกร้าว มือที่ไร้เรี่ยวแรงผลักฮองเฮาให้ออกห่าง จ้องมองสองแม่ลูกราวกับศัตรูคู่แค้น
ราชบุตรเขยที่บัดนี้สวมเสื้อคลุมสีเหลืองของฮ่องเต้ยืนหัวเราะลั่น ยิ่งเห็นคนพวกนี้กัดกันเองราวกับสุนัขเขาก็ยิ่งมีความสุข
เซี่ยเยียนจงพยักหน้าให้ผู้คุมไขประตู จากนั้นก็เดินไปตรงหน้าภรรยาผู้สูงศักดิ์ที่บัดนี้จ้องมองเขาราวกับจะฉีกเนื้อเถือหนัง ทว่ายังไม่ทันได้เข้าใกล้ องครักษ์ซูที่เหลือแขนเพียงข้างเดียวก็รีบออกมาขวางเอาไว้
“อย่าเข้าใกล้องค์หญิง” เสียงเข้มกดต่ำ ถึงแม้ร่างกายจะบาดเจ็บ ทว่าก็ฝืนเอาไว้ ดวงตาที่ราวกับพยัคฆ์จ้องมองอย่างปกป้อง
“โอ้ว!...ที่แท้ก็สุนัขซูนี่เอง ยังคงจงรักภักดีต่อนางจิ้งจอกนี่ไม่เปลี่ยน เจ้าหลงรักนาง แต่รู้หรือไม่เพียงแค่ข้าบอกว่า ไม่ชอบหน้าเจ้า นางก็มอบเจ้าให้ข้าทรมาน นี่คือฝีมือของคนที่เจ้ารัก สะใจหรือไม่ ฮ่า ๆ” เซี่ยเยียนจงหัวเราะราวกับสะใจ ในหายนะของผู้อื่น
“ฝ่าบาทท่านอย่าเพิ่งกระอักเลือดตาย ข้ายังพูดไม่จบ มา ๆ ฟังต่อ นอกจากยานี่แล้ว องค์หญิงของท่านยังฆ่ารัชทายาท โอรสเพียงองค์เดียวของเจ้าอีกรู้หรือไม่ เดิมทีจ่างซุนหย่งเจี๋ยจะไม่ตายหรอก แต่เพราะน้องรักมอบสมุนไพรล้ำค่าให้ กินไปสามเทียบก็ตายเสียแล้ว ช่างใจเสาะเหลือเกิน” เซี่ยเยียนจงจุ๊ปากส่ายหน้าดูแคลนที่รัชทายาทตายง่ายเกินไป ทว่าไม่ตายจะไหวหรือ อีกฝ่ายโดนเสือตบจนเหลือครึ่งหน้าแล้ว
“เจ้า ๆ เดรัจฉาน” จ่างซุนฮ่องเต้ตวาดลั่น ทว่าเพียงแค่ออกแรง โลหิตก็ทะลักออกปาก ล้มตัวนอนหอบหายใจ
“ฝ่าบาท! ฝ่าบาท” พระนางฮองเฮารีบเข้ามาลูบหลัง น้ำตาไหลพราก ถึงแม้จะรู้ว่าสวามีไม่เคยรัก ทว่าสตรีเช่นนางแต่งให้เขาแล้วก็ย่อมรักไม่เปลี่ยนแปลง
“ไสหัวออกไป หากไม่ใช่เพราะสกุลอวี้มีอำนาจ ข้าหรือจะแต่งหญิงตายด้านเช่นเจ้าเป็นฮองเฮา” แต่ทว่าจ่างซุนฮ่องเต้ก็ผลักนางออกไปอย่างรังเกียจ
“เสด็จพ่อ”
“อย่ามาเรียกเราว่าพ่อ ล้วนเป็นเรื่องดีงามที่เจ้าทำทั้งสิ้นนังสารเลว สามีเจ้าเลือกได้ดียิ่งนัก” ชี้หน้าพระธิดาที่ทำให้ตนตกมาอยู่ในสภาพเช่นนี้
“เซี่ยเยียนจงเจ้าต้องไม่ตายดี” จ่างซุนฮ่องเต้เค้นเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยโทสะแห่งความแค้นใจ พลางไอจนเลือดกระเซ็น
อดีตราชบุตรเขยได้ยินวาจาของอดีตฮ่องเต้ ก็จุ๊ปากเหยียดยิ้ม ดวงตาทอประกายความเหี้ยมโหด เขาหยิบกระบี่จากเอวขององครักษ์ แทงไปที่หน้าอกของฮ่องเต้ โลหิตไหลชุ่มอาภรณ์ออกมาไม่ขาดสาย
“แน่นอนว่าสวรรค์ย่อมลงโทษ ทว่าไม่ใช่ข้า แต่เป็นพวกเจ้า ไหน ๆ เจ้าก็ไม่ชอบธิดาผู้นี้ เช่นนั้นให้ข้าสั่งสอนแทนเจ้าเถอะ” ฮ่องเต้ไม่แม้แต่จะห้าม อาจเพราะพระองค์ก็ปรารถนาให้นางสองแม่ลูกตายกระมัง
“ไม่ เจ้าทำเช่นนั้นไม่ได้ อย่าทำร้ายนาง” ฮองเฮาเห็นว่าอีกฝ่ายพุ่งเป้าไปยังบุตรสาว ก็รีบวิ่งเข้าไปหา แต่ก็ถูกอดีตราชบุตรเขยถีบจนล้มหงายหลัง ศีรษะแตกโลหิตไหล
ก่อนที่กระบี่จะถูกร่างกายขององค์หญิงใหญ่ ร่างกำยำก็ยืนขวางเอาไว้
“อย่าทำ ปล่อยนางไปทุกสิ่งมาลงที่ข้า” จ่างซุนอันหนิงมองแผ่นหลังเหยียดตรง ถึงแม้แขนจะหายไปหนึ่งข้าง แต่เขาก็ปกป้องนางมิได้ลดน้อยลง ยังเต็มไปด้วยความห่วงใย
“คุกเข่าขอร้องข้าสิ แล้วข้าจะพิจารณา” ไม่ต้องให้พูดซ้ำ ซูจิ้งเฟิ่งคุกเข่าลงทันที ศีรษะที่ตั้งตรงแนบไปที่พื้น ก้มตัวต่ำต้อยยิ่งนัก
จ่างซุนอันหนิงส่ายหน้า กระตุกชายเสื้อห้าม แต่ก็รั้งเอาไว้ไม่อยู่
“ฮ่า ๆ จะปล่อยนางก็ใช่ว่าจะไม่ได้ เพียงแค่เจ้ายอมถูกพันมีดเฉือนเนื้อ เพื่อนางเจ้ากล้าหรือไม่” สีหน้าที่เย้ยหยันราวกับคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่กล้า ทว่าเซี่ยเยียนจงกลับคิดผิด!
“ได้! ข้าตกลงขอแค่ปล่อยนางไป”
พันมีดเฉือนเนื้อ! ไม่เพียงแค่คนฝั่งองค์หญิงที่ตกใจ แม้แต่ทหารทรราชก็ตกใจจนขนหัวตั้งชัน แต่ที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่านั้น ก็เป็นวาจาขององครักษ์แขนด้วน เขาถึงกับตกลง
ต้องรู้ว่าการลงทัณฑ์เช่นนี้ คนที่ถูกเฉือนจะไม่ได้ตาย คนลงมือจะเฉือนเนื้อทั้ง ๆ ที่เหยื่อยังมีลมหายใจ เขาจะรับรู้ถึงคมมีดที่กรีดเนื้อทุกครั้ง
“ไม่! อย่าทำ จิ้งเฟิ่งอย่ารับปาก ข้าไม่เป็นไร ตายเสียได้ก็ดี เจ้าอย่าทำเพื่อข้าอีกเลยจิ้งเฟิ่งข้าไม่ต้องการ อย่าทำอีกเลย” ซูจิ้งเฟิ่งไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
เขาใช้มืออีกข้างเลื่อนไปกุมมือนาง และใช้นิ้วมือหยาบ ๆ ของตนเองเกลี่ยเบา ๆ คล้ายถ่ายทอดความอบอุ่นสุดท้ายให้กับนาง นั่นยิ่งทำให้อันหนิงบ้าคลั่ง ในอกกลัดหนองเต็มไปด้วยโลหิต
องครักษ์แขนเดียวถูกจับนั่งบนเก้าอี้ กระดานลงทัณฑ์ถูกลากเข้ามา ทหารหน้าเหี้ยมผู้หนึ่ง ใช้มีดเล่มเล็กเฉือนเนื้อสด ๆ จากร่างกายของชายหนุ่มออกชิ้นแล้วชิ้นเล่า
ทว่าซูจิ้งเฟิ่งไม่มีแม้แต่เสียงร้อง เขากัดฟันแน่น ขอเพียงแค่นางปลอดภัย ความเจ็บปวดนี้นับเป็นอันใดได้
“กรี๊ด ๆ ไม่นะ ปล่อยจิ้งเฟิ่งไป ปล่อยเขาไป”
ในขณะที่นางกำลังกรีดร้องด้วยความเสียสติ หันไปอีกทีก็เห็นเสด็จพ่อของนางที่ยังคงถูกกระบี่ปักคาอก เซี่ยเยียนจงหัวเราะเมื่อไร ปลายกระบี่ก็แทงลงไปลึกเพียงนั้น นางถลาเข้าไปกอดขาเขาเอาไว้
“หยุดได้แล้ว พอได้แล้ว” องค์หญิงผู้สูงศักดิ์บัดนี้คุกเข่าโขกศีรษะลงจนหน้าผากปริแตก
จ่างซุนฮ่องเต้ถูกพิษมานาน ร่างกายได้รับความทรมานจึงทนต่อความเจ็บปวดไม่ไหว กระบี่แทงเข้าไปอีกเพียงหนึ่งชุ่น เขาก็ขาดใจตายแล้ว ฮองเฮาไม่อยากให้ตนเองถูกทรมานเพื่อให้บุตรสาวเสียใจ นางเหนื่อยมากพอแล้ว
“หนิงหนิงแม่ไปก่อน พวกเราเจอกันชาติหน้าเถอะ แม่ไม่โทษเจ้า อย่าได้โทษตัวเอง ในชีวิตแม่ สิ่งที่ภูมิใจที่สุดก็คือเจ้ากับหย่งเจี๋ย แม่รักเจ้า” คำพูดสุดท้ายลอยมาพร้อมกับลมหายใจขาดห้วง อวี้ฮองเฮากัดลิ้นฆ่าตัวตาย ริมฝีปากเผยรอยยิ้มออกมา
ทว่านั่นยิ่งทำให้จ่างซุนอันหนิงคลุ้มคลั่งและเสียใจจนหัวใจแหลกสลาย
“หยุด! อ๊ากกก หยุดได้แล้ว ฮือ ๆ ข้ายอมแล้ว ยอมแล้ว” นางโขกหัวจนเลือดไหลอาบแก้ม ใบหน้าสยดสยองราวกับปีศาจ
“เจ้าอดทนกว่าที่ข้าคิด เหลือเพียงกระดูกแต่กลับไม่ตาย น่าเสียดายจริง ๆ เอาละข้าเบื่อจะเล่นแล้ว พานางออกไปเถอะ ทหารของข้าต้องการรางวัล หญิงงามเช่นองค์หญิงใหญ่นับว่าเป็นรางวัลที่ดี ปรนนิบัตินางให้ดีเล่า” เซี่ยเยียนจงโบกมือ พลางหมุนตัวเดินออกไป
ทว่าองครักษ์ซูกลับดึงอาภรณ์เอาไว้ เอ่ยถามเสียงเหี้ยม ดวงตาเต็มไปด้วยไอสังหาร
“เจ้ารับปากแล้วจะปล่อยนาง” เซี่ยเยียนจงปัดมือนั้นออก เหยียดริมฝีปากเย้ยหยัน
“ข้าบอกแค่เพียงจะพิจารณา” ซูจิ้งเฟิ่งเบิกตาขึ้น มือที่เหลือเพียงกระดูก แย่งมีดจากทหารแทงคนตรงหน้าจนขาดใจ เขากระโจนเข้าไปจะแย่งองค์หญิงอันหนิง แม้จะเหลือเพียงเศษเสี้ยวของเรี่ยวแรง เขาก็จะช่วยนาง
ทว่าก็ไม่อาจเข้าถึงได้ ร่างกำยำล้มคว่ำลงกับพื้น จ่างซุนอันหนิงสลัดทหารได้ก็วิ่งเข้ามาหาอย่างไม่คิดชีวิต เซี่ยเยียนจงยกกระบี่ขึ้นเขวี้ยงออกไป แทงเข้าที่แผ่นหลังของนางทะลุออกด้านหน้า นางล้มลงดวงตาสีแดงฉานจ้องมองชายหนุ่มต่ำต้อย แต่ปกป้องนางยิ่งกว่าชีวิต
“ข้าขอโทษจิ้งเฟิ่งข้าขอโทษ” ยิ่งพูดเลือดก็ยิ่งไหลออกมาราวกับสายลม หยาดไข่มุกกลิ้งออกมาจากดวงตาคู่สวย
“ได้ตายเพื่อพระองค์ กระหม่อมยินดี องค์หญิงกระหม่อมทูลลา”
คนทั้งสองคลานเข้าหากันช้า ๆ โลหิตไหลเจิ่งนองเป็นทางยาว คล้ายเส้นทางของหนุ่มเลี้ยงวัวและสาวทอผ้า ปลายนิ้วเกือบจะสัมผัสกันได้แล้ว แต่กระนั้นลมหายใจก็พลันดับลง!...
‘แม้แต่ครั้งสุดท้ายข้าก็สัมผัสเจ้าไม่ได้ จิ้งเฟิ่งเอาไว้ชาติหน้าเถอะนะ ข้าจะดีต่อเจ้า ข้าจะรักเจ้า ข้าจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้า รอข้านะ’