เวลาเกือบเที่ยงคืน รถสปอร์ตสีดำคันสวยของเวลเลโอเคลื่อนผ่านมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐแห่งหนึ่งที่ตติยะเคยเรียนมาถึงสี่ปี ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะหันไปมองป้ายชื่อมหาวิทยาลัย และป้ายรถเมล์ใกล้ๆ ซึ่งผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งมายืนรอรถเมล์ที่นี่ ถ้าเขาขับรถผ่านก็มักจะพาเธอขึ้นไปด้วย หากเมื่อวานไม่ได้เห็นเธอ การผ่านหน้ามหาวิทยาลัยในวันนี้คงไม่สร้างความรู้สึกคิดถึงจับใจถึงเพียงนี้
‘แซนด์’ เป็นเพื่อนผู้หญิงคนเดียวที่เป็นเพื่อนกับเขาจริงๆ ตลอดระยะเวลาสี่ปีที่คบกัน ตติยะสามารถเรียกเธอว่า ‘เพื่อน’ ได้เต็มปาก เพราะเทียบกับผู้หญิงคนอื่นๆ แล้ว มีเพียงเธอเท่านั้นที่ไม่เคยมีสัมพันธ์ทางกายกับเขา
“มองอะไรคะทิว”
ภรวีเอียงหน้ามาซบต้นแขนกำยำอย่างออดอ้อนเรียกร้องความสนใจ หลังจากที่รถเลยมหาวิทยาลัยมาไกลแล้วเพราะเห็นว่าเขาหยุดพูดคุยกับเธอ
“ไม่มีอะไรครับ แค่มองที่ที่ผมเคยเรียน”
“จริงด้วย”
หญิงสาวยกมือทาบอกที่คอเสื้อกว้างโค้งลงเห็นเนินอวบอย่างจงใจให้เขามองตาม
“วีวี่ก็ลืมไปเลยว่าทิวเคยเรียนที่นี่ก่อนไปอเมริกา วีวี่ขอโทษนะคะที่กวนใจทิว”
“ไม่เลยครับ วีวี่ไม่เคยกวนใจผมเลยสักนิด แต่กวน...”
เขาเงียบก่อนส่งสายตาเจ้าเสน่ห์มาที่หญิงสาวอย่างบอกความนัยแล้วหันไปสนใจถนนต่อ
เวลานี้ไม่ใช่เวลารถติดถนนจึงว่างการเคลื่อนที่ของรถสมรรถนะแรงสูงนั้นรวดเร็วเป็นพิเศษก็จริง แต่ใจเขายังคิดว่ามันช้าอยู่ดี เพราะอยากไปให้ถึงคอนโดของภรวีโดยเร็ว ด้วยความหวามไหวจากการเต้นรำเคล้าคลอเสียดสีกันมาก่อนหน้าเรียกร้องความต้องการจนทั้งคู่ตัดสินใจกลับมาที่ห้องของภรวี
“แหม...ทิวน่ะ เซี้ยวจริงเชียว”
ภรวีทำเสียงแง่งอนไม่จริงจัง พร้อมกับตีลงบนอกกว้างเบาๆ แล้วก็ถูกมือหนาคว้าขึ้นมาพรมจูบหนักๆ สร้างความวาบหวาม
“เพราะวีวี่ทำให้ผมอดใจไม่ไหวทุกทีที่อยู่ใกล้น่ะสิครับ”
เสียงของเขาเริ่มสั่นพร่า
“คุณต่างหาก ที่หว่านเสน่ห์ใส่วีวี่”
แม้เพียงแค่เขาจูบไล้ที่มือ ก็ส่งผลให้หญิงสาวสั่นทั้งตัวจนเอ่ยเสียงเบาหวิว ตติยะยิ้มมุมปากเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายตอบรับอารมณ์อย่างที่จงใจสร้างขึ้น แม้จะเหลือเพียงเลยไฟแดงหน้าไปก็จะเลี้ยวเข้าซอยคอนโดมิเนียม แต่ขณะนี้ไฟแดงอยู่ เขาจึงหยุดรถและหันมาหาคนที่คลอเคลียข้างตัว ฝ่ามือหนาเริ่มลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างอวบอัด เมื่อหญิงสาวเบียดตัวเข้าหาและจูบเขาก่อน ตติยะจึงไม่ปฏิเสธที่จะสานต่อทันที
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะกระจกถี่รัวไม่มีหยุดยั้ง ฉุดอารมณ์ที่กำลังลุกโชนของชายหนุ่มหญิงสาวให้ชะงัก ร่างสองร่างซึ่งนัวเนียไม่รู้มือใครเป็นมือใครแยกออกจากกันทันที มือของตติยะกดเลื่อนกระจกลงโดยอัตโนมัติด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ ตั้งใจจะโวยกลับคนที่เคาะให้ได้อาย โทษฐานมาแอบดูชาวบ้านทำอะไรกัน
ชายหนุ่มหันไปด้านข้างของตัวเอง เมื่อกระจกสีดำเลื่อนลงก็เห็นชัดว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนพูดบางอย่างอยู่ข้างนอก
“นี่คุณ...คิดจะควักจะล้วงอะไรกันก็ไปทำที่อื่นไม่ได้หรือไง ฉันไม่ว่าอะไรหรอกนะ รู้ว่าของแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้ และในรถก็เป็นที่ส่วนตัวของพวกคุณ แต่ต้องไม่ใช่ตรงแยกไฟแดงนี่ เพราะมันทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน เข้าใจไหม”
เธอพูดพร้อมกับชี้ไปที่สัญญาณไฟจราจร
“โน่น...ดูสิ ไฟเขียวจนกำลังจะแดงอีกรอบแล้ว หวังว่าเขียวครั้งต่อไปฉันคงจะได้ไปนะ รอให้คุณไปก่อนตั้งนานก็ไม่ยอมไป บีบแตรแล้วก็เฉย คิดว่าเป็นอะไรซะอีก ที่ไหนได้...”
สีหน้าของเธอบอกชัดว่ารังเกียจก่อนจะถอยออกไป หากไม่ทันไรก็หันกลับมาใหม่แล้วทิ้งท้าย
“ขอโทษที่มารบกวนเวลาแห่งความสุขนะคะ”
พูดประชดจบร่างบางก็เดินจากไป ไม่เปิดช่องให้สองคนได้โต้กลับเลยแม้แต่น้อย
ภรวีได้แต่สูดลมหายใจเข้าออกอย่างแรงด้วยความไม่พอใจที่ถูกด่าแต่ทำอะไรไม่ได้ หรือพูดให้ถูกก็คือ ยังปรับอารมณ์หวามให้เปลี่ยนเป็นโกรธไม่ได้ จึงอ้าปากโต้ไม่ทันนั่นเอง
แต่คนที่คิดว่าจะโวยวายตั้งแต่ต้นกลับนิ่งอึ้งตะลึงตาค้าง รู้สึกหน้าร้อนขึ้นมาจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี เมื่อคนที่เอาแต่พูดๆๆ แล้วก็ไปนั้น คือคนที่เขาเพิ่งนึกถึงเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
แซนด์...เอื้อมทราย
เขาเห็นหน้าเธอชัดเพราะแสงไฟจากด้านนอกส่องกระทบเข้าใบหน้าสวยหวานพอดี แต่เธอจะจำเขาที่นั่งอยู่ในรถมืดๆ ได้หรือไม่ เขาไม่แน่ใจ
“ไม่น่าเชื่อ”
เสียงพึมพำเป็นภาษาอังกฤษดังมาจากริมฝีปากหนาหยักได้รูป
“ล้อกันเล่นหรือเปล่าครับคุณทิว”
จากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังตามมา
หมอนใบย่อมลอยละลิ่วปะทะหน้าหล่อของลูกผู้พี่ตติยะอย่างแรง แต่ก็ไม่สามารถหยุดเสียงหัวเราะห้าวๆ นั่นลงได้เลย ปกติหมอนี่ก็ไม่ค่อยจะหัวเราะสักเท่าไร แต่หัวเราะทีไร เขาก็ต้องรู้สึกเหมือนกำลังถูกสมน้ำหน้าอย่างนี้ทุกทีสิน่า
“หุบปากนายไปซะ ฉันไม่น่าเล่าให้นายฟังเลย ให้ตาย แทนที่จะให้กำลังใจว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ หรือไม่ก็จิตใจฉันมัวแต่คิดถึงเรื่องอื่นมากเกินไป แต่นายกลับมาหัวเราะเยาะว่าฉันไม่มีน้ำยาพาสาวๆ ขึ้นสวรรค์”
“ผมยังไม่ได้พูดสักคำ”
แต่เรฟก็ยังทำเสียงหัวเราะที่แปลความหมายได้แบบนั้นอยู่
ใบหน้าคมหล่อหันขวับ สายตาคมกริบจับจ้องด้วยอารมณ์กรุ่น ชักอยากยกเท้ายันคนที่นั่งอยู่บนโซฟาอีกตัวแบบไม่ต้องหาคำมาบรรยายถึงเหตุผลว่าทำไม
“ไม่พูด แต่การกระทำนายมันบอกชัด รู้ไว้ซะด้วย”
“แต่ใครจะเชื่อว่าคนอย่างคุณทิว จะเสื่อมสมรรถภาพ”
“ฉันไม่ได้เสื่อมเว้ย! ไอ้เรฟ!”
ปากก็พูด มือก็ปาหมอนอีกใบตามไปทันที แต่คราวนี้เรฟรับไว้ได้
“ตอนนั้นฉันไม่มีจิตใจมาคิดถึงเรื่องนั้น แต่...ฉันไม่อยากให้วีวี่คิดว่าฉันไม่สนใจเค้า”
“ก็เลยสนองกลับแบบงั้นๆ แล้วไงล่ะครับ เธอไม่ได้ว่าอะไรคุณไม่ใช่เหรอ”
“วีวี่ไม่ว่า แต่ฉันรู้สึกผิดไงไม่รู้ว่ะ”
คิ้วหนาเหนือดวงตาคมสีอ่อนขมวดมุ่น เมื่อต้องกลับมานั่งระบายเรื่องที่พูดไปแล้วอีกครั้ง หลังจากรีบแล่นมาหาเรฟที่โรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างด้วยความอัดอั้นตันใจที่เขาสนองตอบอารมณ์ภรวีไม่ดี จนเธอต้องเป็นฝ่ายคุมเกมเองจนจบ...ยิ่งคิดก็ยิ่งอาย
“แล้วตอนนั้น คุณทิวคิดถึงอะไรอยู่ล่ะครับ”
“ฉันคิดถึง...แซนด์”
ปลายเสียงเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
“พอคิดถึงหน้าแซนด์ที่ด่าฉันตรงสี่แยก อารมณ์มันก็ไม่มีเลย ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ ว่ะเรฟ”
“คุณแซนด์คนนี้ที่บอกว่าเป็นเพื่อนสมัยมหา’ ลัยน่ะเหรอครับ”
หนุ่มลูกเสี้ยวพยักหน้ารับ
“งั้นผมก็บอกได้แค่ว่า คุณแซนด์มีอิทธิพลต่อจิตใจของคุณทิวมากกว่าคุณวีวี่ หรืออาจจะมากกว่าผู้หญิงทุกคน เพราะในบรรดาผู้หญิงทั้งหมดคุณวีวี่ร้อนแรงที่สุดแล้ว”
ตติยะมองเพื่อนคนสนิทที่เป็นเหมือนพี่ชายด้วยความอึ้งระคนแปลกใจ ไม่อยากเชื่อใจในสิ่งที่เรฟพูดสักเท่าไร เพราะมั่นใจว่าไม่เคยคิดกับเอื้อมทรายแบบนั้นเลยแม้สักครั้งเดียว
เขายอมรับว่าเธอเป็นเพื่อนผู้หญิงที่สนิทมากที่สุด แต่เอื้อมทรายก็เป็นเพื่อนซี้จริงๆ แบบที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะเข้าใกล้และรู้ใจเขาได้มากเท่าเธออีกแล้ว เขาคบเธอตรงจิตใจล้วนๆ ไม่ใช่ผิวเผินทางด้านร่างกายเช่นผู้หญิงทั่วไป และเวลานี้ก็มีคนที่เข้ากับเขาได้ในทุกๆ เรื่องอย่างภรวีแล้ว หากจะกลับไปเจอเพื่อนอย่างเอื้อมทรายอีกครั้งก็ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกันเลยนี่นา
ที่สำคัญกว่านั้นก็เพราะเขากับเอื้อมทรายไม่เคยมีอะไรกัน จึงไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกับภรวีได้
ตติยะพบกับภรวีเมื่อสามปีก่อนที่อเมริกา ช่วงที่หญิงสาวไปเรียนต่อปริญญาโทที่นั่น แล้วเธอก็กลับมาก่อนเขา แต่ก็ยังบินไปหาอยู่บ่อยครั้ง แม้ว่าเขาจะมีใครอีกหลายคนแต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ก็ไม่เคยจืดจางลง และยังต่อติดง่ายดายเสมอ
แต่นั่นคือความสัมพันธ์ทางกาย ทว่าความสัมพันธ์ทางใจฉันเพื่อนล่ะ จะต่อติดไหม หากเขากับเอื้อมทรายกลับมาเจอกันอีกครั้ง สัญญาที่เคยให้ไว้เขายังจำได้ แล้วเธอล่ะ ยังจะจำมันได้หรือเปล่า...แต่ถึงเธอจะจำไม่ได้แล้ว เขาก็ยังจะรักษามันไว้อยู่ดี
“ฉันเห็นแซนด์แถวๆ คอนโดวีวี่สองครั้งแล้ว”
ตติยะเปรยออกมา
“ครับ?”
เรฟถามย้ำ เหมือนไม่แน่ใจว่าพูดกับตนหรือไม่
“แซนด์น่าจะอยู่ไม่ไกลจากคอนโดวีวี่เท่าไร หาให้หน่อยแล้วกันนะ ฉันอยากรู้ว่าเขามีปัญหาอะไรหรือเปล่าถึงต้องย้ายบ้าน”
คราวนี้ตติยะหันมาพูดกับเรฟอย่างจริงจังเป็นเรื่องเป็นราวกว่าทุกครั้ง ซึ่งท่าทางแบบนี้จะมีให้เห็นเฉพาะเวลาทำงานเท่านั้น แต่ถ้าช่วงปกติเขาดูจริงจังนั่นหมายความว่าเป็นเรื่องที่ใส่ใจอย่างยิ่ง
เพราะชายหนุ่มจำได้ว่า บ้านของเอื้อมทรายที่เขาไปส่งตลอดสี่ปีเต็มไม่ได้อยู่แถวนั้น
“ได้ครับ”
“ส่วนรูปฉันไม่มีให้นะ คงต้องกลับไปบ้านกันก่อน เพราะที่นั่นมีรูปที่ถ่ายด้วยกันเก็บไว้อยู่ รอเย็นนี้ เพราะวันนี้ฉันจะเข้าออฟฟิศไปฟังการตกลงของเรากับคนที่จะฟ้องร้องเรื่องรถมีปัญหา”
ฟังตติยะพูดแล้วเรฟก็ถึงกับสะดุ้ง เอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ
“คุณทิวจะกลับบ้านวันนี้เหรอครับ”
“งั้นสิ”
คนตอบยักไหล่กวนๆ ให้อีกฝ่ายที่ได้แต่หน้าจ๋อย ชายหนุ่มจึงถอนหายใจ ก่อนจะตบบ่าคนที่เป็นเหมือนเพื่อน พี่ชายและบอดี้การ์ดส่วนตัวในเวลาเดียวกัน
“เอาน่า...อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ป้าอรเขาเกลียดลุงรูเพิร์ท ไม่ได้เกลียดนายสักหน่อย ฉันว่าป้าต้องดีใจมากๆ เลยที่ได้เจอหน้านาย”
คนฟังพยักหน้ารับแต่ก็แอบถอนหายใจ เพราะแม้เรฟอยากจะเชื่อตามที่ตติยะปลอบแต่มันก็อดหวั่นใจไม่ได้อยู่ดี
เสียงหญิงสาวที่พูดขึ้นหลังกระจกบานขุ่นในห้องใหญ่ทำให้ร่างสูงใหญ่ซึ่งนั่งฟังเรื่องราวอยู่อีกห้องหนึ่งที่สามารถเชื่อมถึงกันได้ลุกขึ้นยืนกะทันหัน แต่เรฟเอื้อมมือมาฉุดไว้ก่อนจะกระซิบ
“คุณทิวบอกว่าจะนั่งฟังเฉยๆ แล้วให้คนของเราจัดการเองไม่ใช่เหรอครับ”
ตติยะหันกลับมามองหน้าเรฟ แล้วก็นึกได้ว่าตนเองกำลังทำเรื่องไม่สมควรอยู่ นั่นคือการแอบฟัง เพราะฉะนั้นหากเขาเดินออกไปเวลานี้ ทุกคนยกเว้นคุณวิชัยที่เป็นคนจัดให้เขามาอยู่ในห้องนี้ต้องแปลกใจแน่ ที่สำคัญอาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามคิดไปว่าพวกเขาตั้งใจจะเล่นไม่ซื่อก็ได้ จึงจำต้องนั่งลงตามเดิมอย่างขัดใจ ทั้งที่สาเหตุของการจะเข้าไปในห้องนั้นไม่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องรถไม่ได้มาตรฐานแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มนั่งนิ่ง มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางลงบนโต๊ะ นิ้วเรียวสวยแต่ใหญ่ของผู้ชายสี่นิ้วเคาะลงรัวเร็วไล่ระดับ ตาสีน้ำตาลอ่อนเพ่งมองกระจกขาวขุ่น ราวกับจะให้มันทะลุจนสามารถมองเห็นเจ้าของเสียงพูดหวานใสนั้นได้ เพราะต่อให้อีกกี่ปีหรือตลอดชีวิต เขาก็ไม่มีวันลืมเสียงนี้ไปได้ แถมเพิ่งได้ยินเธอต่อว่ามาสดๆ ร้อนๆ อีกด้วย
เสียงของเอื้อมทราย...เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
ขณะนี้เสียงหวานใสที่ชี้แจงเสริมเรื่องราวอย่างฉะฉานของเอื้อมทรายเงียบลงแล้ว และมีเสียงทุ้มของผู้ชายอีกคนกำลังต่อรองกับทนายฝ่ายของตติยะอยู่ ใจของชายหนุ่มเต้นรัวเร็วจนแทบจะรอไม่ไหว อยากให้การเจรจานี้จบลงโดยเร็ว เขาจะได้ออกไปเจอกับเธอ ‘เพื่อนคนดี และเพื่อนผู้หญิงเพียงคนเดียวในชีวิตของเขา’ สักที
แม้จะแปลกใจว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกตื่นเต้นมากมายขนาดนี้ แต่ชายหนุ่มก็ไม่คิดอะไรมาก อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้เจอเอื้อมทรายนานมากเหลือเกิน จึงคิดถึงเธอ และยิ่งได้พบกันแบบที่โดนต่อว่าอยู่ฝ่ายเดียว โดยไม่ได้อธิบายอะไรเลยยิ่งทำให้ชายหนุ่มอยากพูดอยากบอกเล่าเรื่องต่างๆ ให้เธอฟังมากเป็นพิเศษ
เขาก็แค่ต้องการอธิบาย ไม่ได้คิดจะแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น ชายหนุ่มยืนยันกับตัวเอง
และแล้วการรอคอยที่แสนจะอึดอัดของตติยะก็สิ้นสุดลง เมื่อฝ่ายตรงข้ามตกลงรับข้อเสนอของพวกเขาและขอตัวกลับไป คุณวิชัยให้ทุกคนรออยู่ในห้อง ก่อนจะเปิดประตูเล็กเข้ามาหาชายหนุ่มผู้เป็นท่านประธานกรรมการภาคพื้นเอเชีย เพื่อให้เขาเอ่ยปากคุยกับคนที่ทำงานได้สำเร็จลงด้วยดี แต่ตติยะกลับลุกขึ้นและเดินสวนอีกฝ่ายออกไปอย่างรวดเร็ว
“เอ่อ...คุณตติยะครับ แล้ว...”
เลขาหนุ่มซึ่งอายุมากกว่าเอ่ยอ่อนน้อม หากก็ได้แต่อ้าปากค้างพูดไม่ทันเจ้านาย
“ผมยังไม่มีอะไรจะคุยกับพวกคุณตอนนี้ เอาเป็นว่าทำได้ดีมาก ผมมีธุระ ขอตัวก่อน”
พูดจบตติยะก็ออกไปจากห้องนั้น ท่ามกลางสายตาตกใจแกมสงสัยของบรรดาลูกน้อง ที่ไม่รู้ว่าท่านประธานมาแอบอยู่ในห้องเล็กข้างๆ ห้องประชุมใหญ่ตั้งแต่เมื่อไร
คุณวิชัยหันมามองรองประธานกรรมการที่มีตำแหน่งแต่แทบจะไม่เอ่ยปากอะไรในเรื่องงานเลยแทน ทว่าเรฟมองหน้าเลขากลับแล้วยักไหล่อย่างไร้คำอธิบาย แต่ด้วยความที่ไม่อยากให้คนในที่ทำงานมองว่าเขาหยิ่งจึงบอกออกไป
“ก็อย่างที่บอกแหละครับ ว่าเขามีธุระสำคัญ”
ชายหนุ่มเน้นเสียงตรงคำท้าย
“แล้วเขาก็ชมพวกคุณนี่ ไม่ได้ต่อว่าอะไร ไม่มีอะไรน่าสงสัยสักหน่อย ผมว่าแยกย้ายกันไปทำงานดีกว่านะครับ”
จากนั้นชายหนุ่มก็เดินล้วงกระเป๋าลอยชายออกจากห้องไปอีกคน
คุณวิชัยได้แต่ส่ายหน้าระอากับพฤติกรรมของเจ้านายทั้งสองคน แม้ว่าเวลาทำงานจะดูจริงจังและทำออกมาได้ดีไม่มีที่ติ แต่นิสัยส่วนตัวที่รักความสนุก ความสบาย และติดเที่ยวจนเคยตัวนี่สิ แก้ไม่หายสักที เลขาหนุ่มคิดอยู่ในใจคนเดียวเงียบๆ หลังบอกให้ทุกคนออกไป เพราะเขาได้รับคำสั่งจากท่านประธานใหญ่ให้ดูแลสองคนนี้ให้เลิกนอกลู่นอกทาง ตั้งใจทำงานและมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ เขารับปากท่านมาแล้วและจะต้องทำให้ได้
“แซนด์!”
เสียงเรียกจากทางด้านหลังที่ฟังดูกระหืดกระหอบ ทำให้หญิงสาวหนึ่งเดียวของกลุ่มหยุดการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้หันกลับมา ราวกับไม่แน่ใจว่าเป็นชื่อของตนเองหรือไม่ ตติยะจึงเอ่ยเรียกอีกครั้ง ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้เธอและคนในกลุ่มมากขึ้น
“แซนด์...”
น้ำเสียงชายหนุ่มทุ้มละมุนลงกว่าเดิมอีกเท่าตัว
เบื้องหลังบอบบางในชุดสูทสีเทา สีเดียวกันกับกระโปรงทรงสอบปกปิดเรียวขาสวยหันกลับมา เผยให้เห็นใบหน้านวลใสมีเครื่องหน้าอยู่บางเบาดูสวยเป็นธรรมชาติ เสริมความสง่างามและลงตัวให้ใบหน้าสวยหวานดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นด้วยผมที่รวบขึ้นหมดและถูกมวยไว้อย่างเรียบร้อย ไร้ไรผมระเกะระกะ เปลี่ยนจากหญิงสาวที่เคยดูสวยหวานในสายตาเขาอยู่ตลอดเวลาไปราวกับเป็นคนละคน จนตติยะเองยังเกรงว่าเขาจะทักคนผิด
หากเมื่อเธอมองมายังเขาด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความตกตะลึงและคาดไม่ถึงอย่างยิ่ง ก็ทำให้ชายหนุ่มเชื่อได้ว่าไม่ผิดคนอย่างแน่นอน
“ติว”
เสียงสดใสที่คุ้นหูเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากสีพีชสวยอิ่ม ก่อนจะแย้มยิ้มพร้อมๆ กับคิ้วเรียวที่กันไว้อย่างสวยงามยกขึ้นเล็กน้อย
“กลับมาตั้งแต่เมื่อไร แล้วรู้ได้ยังไงว่าเรามาที่นี่”
คำถามนั้นทำให้ตติยะอดที่จะยิ้มกว้างไม่ได้ เธอยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง คุยเก่ง พูดเก่ง ช่างซัก ช่างถามสารพัด จนกระทั่งเมื่อก่อนเขาเคยจ้างให้เธอหยุดพูดสักวันด้วยซ้ำ แต่เอื้อมทรายก็ทำไม่ได้ เงินค่าจ้างนั้นจึงถูกเขาปลอบใจด้วยการพาไปเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ และเธอยังขอเขาห่อกลับบ้านอีกต่างหาก
“กลับมาได้ประมาณอาทิตย์หนึ่งแล้วล่ะ”
คราวนี้ผู้ชายอีกสามคนในกลุ่มของเธอหันมามองเขาเป็นตาเดียว และยังทำท่าทางเหมือนจะคุ้นหน้าคุ้นตาเขาอีกด้วย แม้ว่าตติยะจะไม่ค่อยเข้าสังคมกับพวกไฮโซเท่าไรนัก แต่ก็น่าจะพอมีข่าวคราวของเขาให้เห็นกันอยู่บ้าง ด้วยเขาเป็นคนเดียวในตระกูลเวลเล่ที่อยู่เมืองไทย ซึ่งนั่นไม่ใช่ความต้องการของตติยะ
ชายหนุ่มไม่อยากจะให้ใครมาเข้าใจผิดว่าที่เรื่องนี้จบลงโดยง่ายอาจเพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเอื้อมทราย แม้เขาจะไม่แคร์สายตาชาวบ้าน ทว่าคนที่เขาแคร์ความรู้สึกมากกว่าใครคือเพื่อนสาว
ชายหนุ่มยังจำข่าวไม่ดีเกี่ยวกับเอื้อมทรายกับนักศึกษาหนุ่มหลายคนที่มาตามจีบเธอแล้วไม่ติด เลยเอาเธอไปนินทาต่างๆ นานาด้วยเรื่องเสียหายไม่เว้นแต่ละวันได้ดี เพราะหลังจากที่ โอม หรือ อานินท์กับหญิงสาวเลิกกันก่อนจบปีสอง ขึ้นปีสามเอื้อมทรายก็เนื้อหอมสุดๆ แต่เธอก็ไม่เคยเลือกคบใครเป็นพิเศษ ในขณะนั้นเขาทนไม่ไหวจนถึงขั้นเคยมีเรื่องกับรุ่นพี่คณะวิศวะที่เขาเรียนอยู่ด้วยซ้ำ แต่เอื้อมทรายเป็นคนห้ามและดึงเขาออกมา แต่ก็หลังจากที่เขาซัดรุ่นพี่คนนั้นไปแล้วสามหมัด แถมยังถีบจนหมอนั่นหงายหลังอีกด้วย
และเวลานี้เขาไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เขาสงสารเธอ เพราะเอื้อมทรายมักจะแสร้งทำเหมือนไม่แคร์คำพูดของใคร แต่ตอนที่เธออยู่คนเดียว เขาจะเห็นเธอทำหน้าเศร้าและถอนหายใจอยู่เสมอๆ
ตติยะหันไปก้มศีรษะให้ชายหนุ่มทั้งสามเล็กน้อยอย่างมีมารยาท
“ขอโทษนะครับ เราเป็นเพื่อนเก่ากัน ไม่ได้เจอกันนาน ผมอยากขอตัวเอื้อมทรายไปคุยด้วยสักหน่อย พวกคุณกลับก่อนก็ได้ครับ ส่วนเอื้อมทรายผมจะไปส่งเธอเอง”
ชายหนุ่มเอ่ยบอก เขาไม่แนะนำตัวกับใครทั้งนั้น และตัดสินใจเองเสร็จสรรพจนคนที่ฟังได้แต่เหวอ และหันไปมองหญิงสาวคนเดียวเท่านั้น
เอื้อมทรายยิ้มให้ทั้งสามเล็กน้อยอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร ด้วยแน่ใจว่าอย่างไรเสียตติยะก็จะต้องพาเธอไปด้วยให้ได้อย่างแน่นอน อีกอย่างการได้กลับมาเจอเขาอีกครั้ง เธอก็ดีใจและอยากพูดคุยให้มากกว่านี้เช่นเดียวกัน
“ขอโทษนะคะคุณสมุทร คุณเอนก พี่ชวิน ดิฉันคงต้องขอตัวก่อน แต่เดี๋ยวดิฉันจะสรุปงานส่งไปให้คุณเอนกที่สำนักงานนะคะ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ เอาไว้ค่อยเข้าไปที่สำนักงานวันหลังก็ได้”
ชายอาวุโสที่สุดในกลุ่มเอ่ยบอกอย่างใจดี
“งั้นก็น่าเสียดาย วันนี้ผมกะว่าจะพาคุณชวิน คุณเอนก แล้วก็คุณ
เอื้อมทรายไปเลี้ยงขอบคุณที่ช่วยต่อรองกับทางเวลเลโอให้สักหน่อย”
สมุทรชายหนุ่มเจ้าของรถเอ่ยขึ้น
“เชิญพวกคุณดีกว่า ดิฉันไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากอ่านคำชี้แจงให้ทุกคนฟัง คงต้องขอตัวค่ะ”
เอื้อมทรายออกตัวอย่างเกรงอกเกรงใจ ที่สำคัญเธอกลัวว่าคนบางคนจะเริ่มรำคาญขึ้นมา
“อะไรกันครับ คุณช่วยผมตั้งหลายอย่าง ถ้าไม่มีคุณเข้ามาแนะนำให้ผมรู้จักกับสำนักทนายความของคุณเอนก ผมคงแย่ โดนเอาเปรียบไปแล้ว...”
“ขอโทษอีกครั้งนะครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมคงจะต้องพาคุณเอื้อมทรายไปก่อน เพราะผมยังมีธุระที่ต้องไปทำต่อ”
ตติยะเอ่ยแทรกขึ้นอย่างไม่เกรงใจ
เอื้อมทรายได้แต่ทำหน้าระอา ด้วยรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนของเธอจะต้องรำคาญแบบนี้ เพราะตติยะไม่เคยรอใคร ไม่เคยต้องขอความคิดเห็นจากใคร เขาอยากได้อะไร อยากทำอะไรเขาจะตัดสินใจเองทันที
เพราะมัวแต่จมอยู่กับความคิดของตัวเอง จึงไม่ทันได้ตั้งตัวหรือเห็นว่าใครมีสีหน้าเช่นไรกันบ้าง หญิงสาวมารู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อมือใหญ่ของตติยะจับข้อมือของเธอดึงให้เดินตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว จนเอื้อมทรายหันกลับมาบอกลาชายหนุ่มที่เป็นหัวหน้ากับเพื่อนรุ่นพี่ที่พาเธอเข้ามาทำงาน และคนเป็นลูกค้าแทบไม่ทัน
ตติยะพาเอื้อมทรายมาขึ้นรถสปอร์ตยี่ห้อเวลเลโอคันสวยของตนเอง แล้วขับมันเลี้ยวโค้งลงมาตามชั้นต่างๆ เพื่อออกจากตึกสูงใหญ่ที่มีสัญลักษณ์ของ
เวลเลโลอย่างเร็วและชำนาญ หากแต่คนที่นั่งไม่ได้รู้สึกดีไปด้วยเลยแม้แต่น้อย
“ติว...จะรีบไปไหน ขับช้าๆ ก็ได้”
เหมือนคำพูดของเธอจะทำให้เขารู้ตัวว่าไม่ควรเอาอารมณ์ขุ่นมัวมาใส่ในเวลาขับรถ อีกอย่างคนที่ทำให้เขาไม่พอใจก็ไม่ใช่คนที่นั่งอยู่ข้างตัวในเวลานี้ แต่เป็นผู้ชายที่พยายามส่งสายตาเจ้าชู้ใส่เพื่อนเขาต่างหาก
จากสายตาที่เห็น นายเอนกอาจจะเอ็นดูเอื้อมทรายตามประสาเจ้านายกับลูกน้องจริง เขาจึงพอยกประโยชน์ให้ไปได้ แต่ผู้ชายที่ชื่อชวินไม่ใช่อย่างแน่นอน เป็นผู้ชายด้วยกันทำไมเขาจะดูสายตานั้นไม่ออก นายชวินนั่นชอบเอื้อมทรายแน่ แต่ก็นิ่งและแสดงความสงสัยมาทางเขาแค่เพียงสายตาเท่านั้น ไม่พูดอะไรมาก ส่วนไอ้เจ้าของรถคนนั้นนี่สิ สายตามันกะลิ้มกะเหลี่ยชัดเจน ซ้ำยังทำท่าพูด
หว่านล้อมจะไม่ให้เอื้อมทรายมากับเขาอีกด้วย
โธ่...เขาเป็นเพื่อนนะ ยังไงเธอก็ต้องมากับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานอย่างเขาแน่ ตัวเองทำเจ้าชู้ไก่แจ้ใส่แบบนั้น คิดหรือว่าเอื้อมทรายจะดูไม่ออก
“ไปรู้จักกับไอ้เจ้าของรถคนนั้นได้ยังไงน่ะแซนด์ ท่าทางไม่น่าไว้วางใจเลย”
คิดแล้วก็ถามออกไปทันที
“เขา...เอ่อ เป็นเพื่อนกับคนรู้จักน่ะ เห็นบอกว่ารถที่เพิ่งซื้อมาใหม่มีปัญหา แซนด์ก็เลยบอกให้มาลองปรึกษาคุณเอนก เจ้าของสำนักงานทนายความที่ทำงานอยู่ดู ไม่คิดว่าเขาจะมาวุ่นวายกับเราแบบนี้”
หญิงสาวบอกเสียงอ่อย เข้าใจในเจตนารมณ์ของสมุทรดี
“แล้วนายคนที่ชื่อชวินนั่นไม่ว่าอะไรหรือไง”
“ทำไมพี่ชวินต้องว่าอะไรด้วย”
เอื้อมทรายเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจพร้อมกับหันมามองเขา ตติยะเพียงแต่เหลือบมองหญิงสาวเล็กน้อย ก่อนจะมองทางต่อและพูดขึ้น
“อย่าบอกนะว่าดูสายตาเขาไม่ออก”
เพียงเท่านั้นก็ได้ยินเสียงถอนหายใจยาวเหยียดออกมาจากคนตัวเล็ก เธอลดตัวลงพิงพนักเต็มที่พร้อมกับหลับตาลง เหมือนได้กลับมาอยู่ในที่ที่ปลอดภัย ไว้ใจได้ ไม่จำเป็นต้องระแวดระวังสิ่งใดอีกแล้ว ก่อนจะค่อยๆ ระบายคำพูดออกมา
“พี่ชวินเป็นคนดี เขาช่วยแซนด์ทุกอย่างตั้งแต่สมัยเรียน จนกระทั่งเรียนจบก็พามาทำงานที่สำนักงานทนายความที่เขาเป็นทนายอยู่ แต่...เขาเป็นคนดีเกินไป”
“ดีเกินไป”
ชายหนุ่มหลุดขำพรืดออกมา
“ไม่อยากเชื่อเลย ว่าจะได้ยินคำน้ำเน่าพวกนี้หลุดออกจากปากทนายคนเก่งที่แสนจะมั่นใจในตัวเอง”
“แซนด์พูดจริงนะติว พี่ชวินดีเกินไป ไม่เหมาะกับแซนด์ แล้วแซนด์ก็ไม่ได้คิดกับพี่เขาแบบนั้น”
หญิงสาวพยายามอธิบาย แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ได้ฟังในสิ่งที่เธอพูดเลยสักนิด เพราะเขายังออกความเห็นในแง่มุมของตนเองต่อไป
“มิน่าล่ะ แซนด์ไม่เปิดโอกาสให้เขาแบบนี้นี่เอง หมอนั่นถึงได้หงอ ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของสักนิด เออ...ว่าแต่ ชวิน พี่รหัสแซนด์น่ะเหรอ”
“อืม...คนนี้แหละ”
“น่าแปลก...ติวเป็นเพื่อนแซนด์มาสี่ปี เขาเป็นพี่รหัสแซนด์อยู่สามปี แต่ติวไม่เคยเห็นหน้าเขาเลย”
“ก็คุณชายติวมัวแต่ควงสาวเที่ยว ไม่เคยเข้าห้องสมุด จะไปเจอพี่ชวินคนที่วันๆ เอาแต่ติวแล้วก็อ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดได้ยังไงล่ะเจ้าคะ”
พอได้พูดคุยกันหลายประโยคมากขึ้น เอื้อมทรายก็เผยความเป็นตัวของตัวเองออกมา กล้าเล่นกล้าแซวชายหนุ่มและพูดตรงๆ ไม่เกร็งเหมือนในช่วงแรกๆ
ความเป็นเพื่อนหลายปีก่อนผูกพันกันมาอย่างไร ขณะนี้ก็ยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น ตติยะยิ้มที่มุมปาก รู้สึกเต็มตื้น เมื่อเขายังมีเพื่อนคนนี้อยู่เคียงข้างเหมือนเช่นเคย ความรู้สึกทุกอย่างยังเหมือนเดิม ดีใจยิ่งนักที่ได้เพื่อนรักกลับมา
“ก็ติวมันไม่ใช่พวกหนอนหนังสือนี่นา”
เขาบ่นอย่างไม่จริงจังนัก
“จ้า...ไม่ใช่หนอนหนังสือหรอก แต่จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเนี่ยนะ”
“บอกแล้วไง ว่าคนมันฟลุก”
เขายังบอกเธอคำเดิมไม่เปลี่ยน
“นี่แน่ะ!”
พูดปุ๊บมือบางก็กระทบเข้าที่ศีรษะของชายหนุ่มปั๊บ
“ก็บอกแล้วไงล่ะ ว่าถ้าเชื่อนาย มีหวังได้ออกลูกเป็นลิงแน่”
คนถูกตบหัวแบบไม่ทันได้รู้เนื้อรู้ตัวชะงักกึก พอดีกับที่รถติดไฟแดง ทำให้เขาหยุดรถแล้วหันมามองหน้าหญิงสาวที่ขณะนี้หน้าซีดไปแล้ว เพราะลืมตัวทำเหมือนสมัยยังเรียนอยู่ ทั้งที่ก็โตๆ กันแล้ว
เขาอาจจะโกรธที่เธอไปลามปามเขาขนาดนั้น เอื้อมทรายคิดอย่างเศร้าๆ แต่แล้วความคิดนั้นก็สะดุด เมื่อหัวของเธอถูกสั่นคลอนจนแทบหลุด เป็นผลจากมือใหญ่ที่ขยี้ลงมาทั้งสองข้างพร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มนุ่มดังขึ้นที่ข้างหู ทำให้เธอต้องใช้มือปัดใบหน้าขาวคมกับมือใหญ่เป็นพัลวันด้วยความรำคาญ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ยอมแพ้ จึงเกิดการยื้อยุดกันชั่วขณะหนึ่ง
“อย่ามาทำแบบนี้นะ รู้ไหมว่ากว่าจะทำทรงนี้ได้มันใช้เวลานานแค่ไหน”
แม้เธอจะแหวกลับเสียงดัง แต่มือใหญ่ก็ยังขยี้ไม่หยุดจนหญิงสาวหน้าบูดบึ้ง
“โกรธจริงเหรอเนี่ย เดี๋ยวพาไปกินอาหารญี่ปุ่น เอาไหม”
“ไม่ต้องมาถาม เพราะนายต้องชดใช้อยู่แล้ว”
มือเล็กผลักหน้าที่ยื่นมาจนใกล้อย่างกระเซ้าเย้าแหย่ออก แต่คนชอบแกล้งก็ยังขยี้หัวเธอใหม่อีก มือเล็กปัดออก มือใหญ่ก็ขยี้ใหม่อย่างกวนอารมณ์
เมื่อไฟเขียวขึ้นมานั่นแหละ การต่อสู้ถึงสิ้นสุดลงเพราะชายหนุ่มต้องมุ่งมั่นกับการขับรถ แล้วสองคนก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน เมื่อหลายสิ่งหลายอย่างในตัวของทั้งสองยังคงเดิม มิตรภาพของเพื่อนยังไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา แม้ว่าคนทั้งคู่จะอยู่ในชุดที่เนี้ยบตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า แต่ความเป็นตัวตนของตัวเองก็ยังคงอยู่
======