แหวน
‘ปรวีร์ อาภาภัทร’ หญิงสาวหน้าตาสวย ดวงตากลมโต จมูกโด่ง เครื่องหน้าคมเข้ม รูปร่างสมส่วน บุคลิกดูดี เพราะเธอรู้ตัวดีว่าไม่ได้เป็นคนที่ฉลาดมากนัก หากจะเอาดีทางด้านวิชาการคงไม่รอด แต่ถ้าเป็นเรื่องแฟชั่นเธอมั่นใจว่าไม่ด้อยไปกว่าใคร เมื่อจบมัธยมต้นจึงบินไปยังอิตาลีเพื่อเรียนด้านการออกแบบตามที่ตัวเองถนัด
และเพราะความเชี่ยวชาญทางด้านนี้ เธอจึงจบด้านการออกแบบตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบ หลังจากหาประสบการณ์ในยุโรปได้เกือบสองปี ก็กลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทย นามสกุลอาภาภัทรที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ดีเก่า สืบเชื้อสายขุนน้ำขุนนางมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น แค่เพียงมีนามสกุลนี้พ่วงท้าย ก็มีหน้ามีตาในสังคมแล้ว
แต่นอกจากจะมีนามสกุลที่ทรงเกียรติ พ่อแม่ของเธอยังมีฐานะดีเพราะเป็นเจ้าของบริษัทตัวแทนจำหน่ายสินค้าแฟชั่นนำเข้าจากยุโรปหลายแบรนด์ ปรวีร์จึงกลายเป็นดาวเด่นในวงสังคม ไม่ว่าจะออกงานไหนเธอก็มักจะเป็นที่สนใจของผู้คน จนเป็นที่หมายปองของบรรดาชายหนุ่มมากมาย และหลังจากพ่อแม่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอก็ยิ่งเนื้อหอมมากขึ้นอีก เพราะกลายเป็นเศรษฐินีตั้งแต่อายุยังไม่เต็มยี่สิบห้า
ทว่าตอนนี้สิ่งที่เคยเป็นดังร่างทองห่อหุ้มตัวของเธอนั้นได้อันตรธานหายไปหมดแล้ว เพราะหลังจากที่พ่อแม่เสียชีวิตไป ปรวีร์ก็ตั้งใจว่าจะเรียนต่อด้านการบริหารเพื่อกลับมาบริหารบริษัทที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ แต่เมื่อเรียนจบกลับมาบริษัทที่ฝากให้ลุงดูแลแทนกลับอยู่ในสถานะกำลังจะถูกฟ้องล้มละลาย
แต่ที่ทำให้เจ็บใจมากก็คือสาเหตุที่บริษัทย่ำแย่ก็เพราะถูก ‘ปกป้อง อาภาภัทร’ ลุงแท้ๆ ยักยอกเงินไปเป็นของตัวเองจนหมด หลังจากกลับออกมาจากบ้านพี่ชายของผู้เป็นพ่อ เพื่อไปถามว่ายังมีความละอายอยู่บ้างไหม ถ้าหากยังมีความละอายก็ให้คืนเงินที่ยักยอกบริษัทไปกลับมา แต่คำตอบที่ได้ก็คือ ถ้าอยากได้คืนก็ไปฟ้องร้องเอาเอง
สิ่งที่ได้ยินจากปากของปกป้องทำเอาเธอแทบกระอัก เพราะปกป้องรู้ดีว่าเธอห่วงเกียรติ และชื่อเสียงของอาภาภัทรมากแค่ไหน ถ้าฟ้องร้องก็คงเป็นขี้ปากของคนในวงสังคมที่จ้องจะเหยียบซ้ำนามสกุลของเธออยู่แล้ว แต่ถ้าจะปล่อยให้บริษัทถูกฟ้องล้มละลาย ผลที่ตามมาก็คงไม่ต่างกัน ไม่ว่าทางไหน เกียรติของอาภาภัทรที่เธอรักก็ย่อมมัวหมองเพราะเธออยู่ดี ในตอนนี้ปรวีร์รู้สึกเหมือนกับตัวเองอยู่ในโลกใบนี้เพียงลำพัง
‘หนูขอโทษนะคะแม่ หนูไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้วจริงๆ บริษัทที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้ หนูก็รักษาเอาไว้ไม่ได้ ญาติเพียงคนเดียวที่มีกลับมาโกงกันหน้าด้านๆ ตอนนี้หนูรู้สึกเหมือนอยู่ลำพังในโลกใบนี้จริงๆ” ปรวีร์ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่เริ่มไหลลงแก้ม “หนูจะทำยังไงดีคะ หนูจะทำยังไงดี”
ท่าเรือข้ามฟากริมน้ำเจ้าพระยา ที่ตอนนี้เหลือเพียงเธอยืนอยู่คนเดียว ปรวีร์ยืนอยู่ที่นี่นานแล้วตั้งแต่เรือข้ามฟากเที่ยวสุดท้ายหมดตอนสี่ทุ่ม กระทั่งเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาของวันใหม่ และทุกๆ ครั้งที่คำพูดของปกป้องที่ว่าถ้าอยากได้เงินที่ยักยอกไปคืนก็ให้ไปฟ้องร้องเอาเองดังก้องขึ้นในหัว ปลายเท้าของเธอก็ขยับเข้าใกล้แม่น้ำมากขึ้นทุกที
ซึ่งตอนนี้ ปลายเท้าของปรวีร์มาหยุดอยู่ตรงขอบท่าเรือแล้ว เธอจ้องมองใบหน้าเศร้าๆ ของตัวเองที่สะท้อนผิวน้ำแล้วยิ้มเยาะให้กับความโง่ของตัวเอง
“ถ้าหนูขอไปหาพ่อกับแม่ตอนนี้ จะได้ไหมคะ”
ไม่!
ปรวีร์เบิกตาโพลง แล้วมองไปรอบๆ เพื่อหาเจ้าของเสียง แต่ก็ไม่เห็นใคร แต่เสียงที่ได้ยินเมื่อครู่เธอมั่นใจว่าไม่ได้เป็นเพราะหูแว่ว และก็ไม่ใช่เสียงลมแน่ๆ จะเป็นเสียงคนที่อยู่บนฝั่งก็ไม่น่าจะใช่อีก เพราะเสียงที่ได้ยินเมื่อกี้มันแทบจะเหมือนมาพูดอยู่ข้างๆ หูเลยด้วยซ้ำ
ปรวีร์หันกลับไปมองแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้ง ตอนนี้เธอกำลังชั่งใจระหว่างถอยหลัง กับเดินไปข้างหน้า หากถอยหลัง ไม่นานเธอก็คงต้องเผชิญกับคำดูถูกจากการที่เป็นคนไม่เหลืออะไรติดตัวอีกแล้ว ปรวีร์ อาภาภัทร ที่เคยเป็นที่พูดถึงในวงสังคมถึงความเพียบพร้อม ผู้หญิงที่ใครต่อใครต่างอิจฉา กำลังจะเผชิญโลกอีกด้านที่เพียงแค่คิดก็ทำให้เธออยากหายไปจากโลกนี้ และเพียงแค่ก้าวไปข้างหน้า ทุกอย่างก็จะจบสิ้นตรงนี้ จบสิ้นทุกๆ อย่าง
“หนูขอโทษนะคะ แต่หนูกลัวเหลือเกิน หนูขอไปหาพ่อกับแม่นะคะ” ปรวีร์กลืนน้ำตาลงคอ แล้วตัดสินใจก้าวเท้าไปข้างหน้า หากอย่างน้อยมีที่พึ่งพึงเพียงสักนิด เธอคงไม่เลือกทางนี้ แต่เพราะไม่เหลือใครแล้วจริงๆ เธอจึงมองไม่เห็นทางที่จะเดินต่อไปข้างหน้าได้อีก
กริ๊ง! กริ๊ง!
ขณะที่กำลังจะทิ้งตัวลงไปยังผืนน้ำเบื้องหน้า ปรวีร์รู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างมากระทบส้นรองเท้า จากที่ตกอยู่ในภวังค์ของความทดท้อ ทำให้หญิงสาวได้สติ เธอรีบก้าวถอยหลังอย่างเร็ว ดวงตากลมโตเบิกออกกว้าง
“นี่เรากำลังจะทำอะไร เรากำลังจะฆ่าตัวตายจริงๆ หรือเนี่ย”
ตอนนี้ปรวีร์รู้สึกสับสนไปหมด เธอยิ้มเยาะตัวเองที่แม้แต่ฆ่าตัวตายก็ยังไม่กล้า แต่ถ้าจะดำเนินชีวิตต่อก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งแล้วปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างสุดฝืน “แม่คะ พ่อคะ หนูจะทำยังไงดี หนูจะทำยังไงดี” เธอยกมือขึ้นปิดตาเอาไว้ เพราะไม่อยากเห็นใบหน้าของตัวเองที่กำลังร้องไห้สะท้อนอยู่บนผิวน้ำ
เธอร้องไห้อยู่นาน ร้องไห้จนเริ่มหมดแรง ร่างเล็กๆ ค่อยๆ เอนไปทางด้านหลังนอนราบไปกับพื้นท่าเรือข้ามฟากที่ทำจากเหล็ก แต่เมื่อแผ่นหลังสัมผัสพื้นท่าเรือ คิ้วของหญิงสาวก็กระตุกเข้าหากันอย่างสงสัย เพราะเหมือนว่าเธอนอนทับบางอย่างอยู่จึงดันตัวลุกขึ้นนั่งเพื่อมองว่าเป็นสิ่งใด
“แหวน” ประกายแสงวิบวับที่สะท้อนออกมาจากหัวแหวนทำให้หญิงสาวเพ่งมองอย่างฉงน เพราะเธอเคยเห็นประกายวิบวับแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เวลาที่แม่ของเธอเอาเครื่องเพชรออกมาทำความสะอาด เธอมักจะเห็นแสงวิบวับลักษณะแบบนี้
“บ้าน่ะ เป็นไปไม่ได้” ปรวีร์รีบหยิบเพชรขึ้นมาแล้วใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบสกปรกออกแล้วยกขึ้นส่องกับแสงพระจันทร์ แก้วใสส่องประกายสีชมพูดูสวยงาม คาดคะเนขนาดด้วยสายตาไม่น่าจะต่ำกว่าห้ากะรัต พิงค์ไดมอนด์ขนาดนี้ถ้าเป็นของจริงละก็แทบจะประเมินราคาไม่ได้เลยทีเดียว และปรวีร์ก็มั่นใจว่าเป็นเพชรแท้แน่นอน