หนึ่งเดือนต่อมา ณ คฤหาสน์ตระกูลริค
ลัคกี้ออกจากโรงพยาบาลและรับตำแหน่งหัวหน้าแก๊งมาเฟียริคเป็นคนต่อไป หัวหน้าคนใหม่ จัดงานงานเลี้ยงรื่นเริงขึ้นภายในคฤหาสน์ตระกูลริค เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่าสมาชิก ทั้งเครือญาติในตระกูล และลูกสมุนฝีมือดีทั้งหลาย ตัวเขานั่งอยู่กับบุตรชายวัยหกปี และภรรยาวัยยี่สิบหกปี
“พ่อยังเจ็บแผลอยู่ใช่มั้ยครับ” วิลเฟรโดเด็กชายวัยหกปีเอ่ยถามบิดาซึ่งทำหน้าเหยเกเวลาขยับตัว มือเล็กๆ จับที่ท่อนแขนใหญ่ราวกับว่าจะช่วยคลายเจ็บให้
“ไม่ต้องห่วง อีกไม่กี่วันพ่อก็หาย” ลัคกี้ลูบศีรษะเด็กชายแสดงความรัก แต่แววตานั้นกำลังคิดถึงการตายของบิดา เพราะปาฟิเลสเล่นไม่ซื่ออาศัยจังหวะยิงพร้อมกับโมเดรโตลั่นไก
“ฉันว่าคุณไปพักก่อนดีกว่าค่ะ” แพททริเซียเอ่ยกับสามีด้วยแววตาห่วงใย
“ผมไม่เป็นไร วิลเฟรโดลูกจงจำไว้ ว่าตระกูลลูซาโนมันฆ่าปู่ของลูก” ลัคกี้บอกกับภรรยาแล้วหันไปพูดกับบุตรชายเสียงเหี้ยม แพททริเซียเห็นแววตาของสาวมีจึงไม่กล้าห้ามปราม
คฤหาสน์ตระกูลลูซาโน
หลังจากเสร็จสิ้นงานศพของบุตรชายและสะใภ้ โมเดรโตก็มีแต่ความเศร้าโศก เขาไม่เข้าประชุมกับบรรดาสมาชิกซึ่งเป็นเครือญาติ และต่างก็ถือหุ้นกันคนละยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของธุรกิจผิดกฎหมาย
จนผ่านมาถึงวันนี้เป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว บาดแผลจากการถูกยิงที่แขนซ้ายหายปกติ ดวงตาสีเทาเหลือบมองหลานชาย และได้เห็นเอนซิโอในวัยเจ็ดปี มีแต่ใบหน้าเคร่งขรึมเกินวัย เด็กชายต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าพร้อมกับพรากเอาความร่าเริงสดใสในวัยบริสุทธิ์หายไปด้วย
“เอนซิโอ” โมเดรโตเรียกหลานชายให้เดินตามเขาเข้าไปในห้องหนังสือ
“ปู่มีอะไรหรือครับ” เอนซิโอพูดจาสุขุมผิดไปเป็นคนละคน
“พรุ่งนี้หลานไปประชุมกับปู่ ตื่นแต่เช้าล่ะ” หัวหน้าแก๊งวัยสี่สิบแปดปีบอกสั้นๆ แล้วส่งหนังสือเคล็ดลับการบริหารงานโรงแรมให้หลานชายเอาไปอ่าน
เช้าวันต่อมา
โมเดรโตนั่งหัวโต๊ะในห้องประชุมโดยมีหลานชายนั่งบนเก้าอี้ข้างกัน สมาชิกทั้งหกคนมาครบหมดแล้ว ดวงตาสีเทาของคนที่เป็นหัวหน้ามองผู้ร่วมประชุมทีละคน แววตาคาดหวังของสมาชิกทำให้โมเดรโตต้องถอนหายใจออกมา
“การเจรจาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ล้มเหลวไม่เป็นท่าทุกคนคงรู้ดี” เสียงทรงพลังของมาเฟียผู้มีอิทธิพล แม้แต่เครือญาติยังเกรงกลัว ทุกคนในที่ประชุมต่างพยักหน้ารับ ประธานจึงกล่าวต่อ
“ความผิดพลาดทั้งหมด เกิดจากลูกชายของฉันเอง ทำให้เกิดความสูญเสียมากมาย และเพื่อจบความแค้นระหว่างแก๊งของพวกเราและแก๊งริค ฉันขอเสนอให้แก๊งลูซาโนเลิกค้าของผิดกฎหมาย” พูดไม่ทันจบ สมาชิกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นน้องชายของปาฟิเลสก็ค้านขึ้น
“เรื่องอะไรพวกเราต้องหลบทางให้มันล่ะพ่อ ไอ้ลัคกี้มันก็ฆ่าคนของเราไปถึงสองคน ฝ่ายเราควรจะเอาคืนมันมากกว่า” เสียงของอันแบรโตแสดงความไม่พอใจชัดเจน และยังมีสมาชิกอีกสามคนต่างก็ส่งเสียงเห็นด้วยกับอันแบรโต
คนที่เป็นหัวหน้าต้องรีบยกมือขึ้นห้ามบุตรชาย ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยช่วยงานของครอบครัว การตัดสินใจที่ค่อนข้างเสี่ยงของเขาทำเพื่อหลานชายเพียงคนเดียว อนาคตไม่มีใครรู้ได้ ถ้าคนอย่างโมเดรโตหมดอำนาจเป็นแค่ตาแก่ไร้อิทธิพล หรือถึงขั้นเสียชีวิต หลานกำพร้าคนนี้จะทำอย่างไร เขาทบทวนเป็นครั้งสุดท้าย และยื่นมือไปรับพิมพ์เขียวแบบแปลนโรงแรมจากซีโอมาร์ มากางให้สมาชิกดู
“ทุกคนฟังฉันก่อน แก๊งของเราจะยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่เราจะทำธุรกิจโรงแรม ถ้าใครไม่เห็นด้วยจะถอนหุ้นไปทำกิจการอะไร ฉันยินดีสนับสนุน แต่ถ้าเรายังรวมกันเป็นแก๊งอยู่อย่างนี้ โรงแรมที่กำลังจะสร้างขึ้นในไม่ช้า จะต้องยิ่งใหญ่มีอิทธิพลไม่ต่างจากธุรกิจที่พวกเราได้ทำกันมา” เสียงหนักแน่นเด็ดขาดกอปรกับแววตาดุดัน ยากที่ใครจะกล้าคัดค้าน
เมื่อโมเดรโตพยักหน้าให้ที่ปรึกษา หรืออีกตำแหน่งหนึ่งของซีโอมาร์คือว่าที่ทนายประจำตระกูลลูซาโน ซึ่งเขาเรียนใกล้จะจบแล้ว
ซีโอมาร์คนหนุ่มผู้มีมันสมองปราดเปรื่องเริ่มบอกแนวทางการบริหารธุรกิจโรงแรม ความสำเร็จและผลประกอบการที่จะมีขึ้นในอนาคต สมาชิกหลายคนเคยเห็นความสามารถของหนุ่มคนนี้ ทำให้ทุกคนเริ่มคล้อยตามและในที่สุดก็เห็นด้วย
มีเพียงอันแบรโตเพียงคนเดียวที่คิดค้านอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าแสดงออกมา เพราะเกรงบารมีของบิดา อีกเหตุผลหนึ่งคือสมาชิกทุกคนต่างสนับสนุนกันหมด เขาจึงเก็บความไม่พอใจไว้ภายใน สิ่งที่เคยคาดหวังไว้พังลงไม่เป็นท่า เขาวาดฝันว่าเมื่อโมเดรโตสูญเสียทายาทอันดับหนึ่ง อนาคตเขาอาจจะได้ขึ้นเป็นหัวหน้าแทนปาฟิเลสผู้เป็นพี่ชาย
อีกสิบปีข้างหน้าหากโมเดรโตจะสละตำแหน่ง หลานชายซึ่งเป็นทายาทสายตรงก็ยังไม่โตพอจะรับตำแหน่งได้ แน่นอนว่าตำแหน่งหัวหน้าต้องให้ทายาทที่มีสายเลือดใกล้ชิดกันในลำดับถัดไป ซึ่งก็คือเขาเองที่เป็นลูกชายคนเล็กของหัวหน้า
แต่ความไม่พอใจของอันแบรโตก็เป็นได้เพียงคลื่นใต้น้ำ ที่ไม่มีวันม้วนตัวบนผิวน้ำ และคนเป็นพ่อไม่อาจรู้ได้เลย ว่าลูกชายคนเล็กคิดอย่างไรกับการตัดสินใจหลีกทางให้แก๊งมาเฟียริคมาเป็นใหญ่ในธุรกิจผิดกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว