พ่อจ๋า... หนูขอกอดหน่อย

2408 Words
สองวันผ่านไปแล้ว พี่รฐาอาการดีขึ้นมาก จะเหลือก็แค่น้ำเกลือที่ติดหลังมือ ผิดกับฉันที่แผลอักเสบมากขึ้นจนแทบไม่มีแรงแล้ว  จากการกระแทกที่กิ่งผลักวันนั้น บวกกับการไม่ยอมไปหาหมอของฉันเอง  ใจหนึ่งอยากที่จะไปหาหมอ เพราะฉันอยากดูแลพี่รฐาเต็มที่ แต่ก็ยังหาโอกาสไมได้ คงใช้เวลามากกว่าสามชั่วโมง หรือไม่ก็อาจต้องนอนโรงพยาบาล หมอบอกว่าพรุ่งนี้พี่รฐาก็กลับบ้านได้แล้ว และฉันจะไปหาหมอหลังจากนั้น ถึงองุ่นจะฟ้องพ่อหรือถูกเรียกตัวกลับ รฐาก็คงจะกลับไปด้วยอย่างแน่นอน ตอนนี้ฉันกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังจากที่คุณลูกตาลทักว่า... เสื้อของฉันเปื้อนเลือด มันมีเลือดซึมออกมาตลอดเวลา และเริ่มปวดหนักกว่าเดิม อาการของฉันไม่สู้ดีเท่าไหร่ เมื่อประเมินจากสถานการณ์แล้ว “หนูพิมพ์... หนูพิมพ์อยู่ไหน” เสียงพี่รฐาร้องเรียก มันทำให้ฉันต้องทิ้งเสื้อผ้าเปื้อนเลือดไว้ในห้องน้ำ ก่อนที่จะวิ่งออกมาหาพี่รฐา “พี่รฐาจะเอาอะไรเหรอคะ หนูจะไปเอามาให้” “หนูพิมพ์ไม่สบายรึเปล่า ทำไมหน้าซีด” “หน้าหนูเหรอคะ” จับที่หน้าตัวเองก็พบว่ามันเย็นมาก แต่ความเจ็บก็ทำให้ฉันเม้มปากแน่นตลอดเวลา พี่รฐาลุกจากเตียงคนไข้ ก่อนที่จะเอามือมาอังที่หน้าผากของฉัน ไม่ทันได้ตั้งตัวในตอนแรก บวกกับถอยหลังไม่ทัน ขยับร่างกายเร็ว ๆ ไม่ได้  “ตัวก็ไม่ร้อน ออกจะเย็นด้วยนะคะ หรือว่านอนน้อย” “ค่ะ หนูคงนอนน้อย...” “ไปหาหมอหน่อยดีไหมคะหนูพิมพ์ พี่เป็นห่วง” “อย่าเลยค่ะ หนูพิมพ์เรียนพยาบาลนะคะ” ฉันกัดฟันแน่นเพราะความเจ็บ พยายามยิ้มให้กับคนตัวสูง “หนูซื้อโจ๊กร้อน ๆ มาให้พี่ด้วย พี่รฐารอแปบนะจ๊ะ” ฉันสาวเท้าไปอีกด้าน จัดการกับอาหารที่ตั้งใจซื้อมาเมื่อเช้า เมื่อพ้นจากสายตาพี่รฐา ฉันก้ต้องพ้นลมหายใจออกมาแรง ๆ เจ็บมาก ปวดมากด้วย อย่างที่ฉันบอก... นี่จะเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายของฉันแล้ว จะพยายามให้ถึงที่สุด ถ้ามันไม่สำเร็จฉันก็จะพอ... จะหยุดหัวใจให้มันพอเท่านี้ ระหว่างที่ฉันกำลังเทโจ๊กใส่ถ้วย ไม่ทันได้สังเกตว่าพี่รฐากำลังทำอะไรอยู่ ก่อนที่ฉันจะหมุนตัวเดินกลับไปหาพี่รฐา ก็เขากำลังถือเสื้อของฉันที่มันเปื้อนเลือด มันทำให้ฉันตกใจเล็กน้อย ร่างกายชาไปทั้งตัว ควรจะบอกว่าอะไร แก้ตัวแบบไหน “อ๋อ!! พอดีหนูทำซอสหกค่ะ แล้วเสื้อตัวนี้มันก็เก่า หนูก็เลยเอาไปเช็ด พี่รฐากินโจ๊กดีกว่านะคะ พรุ่งนี้ก็จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว” ฉันพยายามหาข้ออ้างพร้อมกับการเปลี่ยนเรื่อง หวังว่ามันจะทำให้พี่รฐาเชื่อ แต่เขานิ่งมาก นิ่งและมองหน้าฉันอยู่แบบนั้น โดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ จนเวลาผ่านไปอึดใจหนึ่ง พี่รฐาเดินเข้ามาใกล้ ความนิ่งของเขาทำให้รู้สึกกลัว ทำตัวไม่ถูก แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะคุกคามอะไร  “พี่รฐาไม่อยากกินโจ๊กใช่ไหมคะ เดี๋ยวหนูจะออกไปซื้ออย่างอื่น” ฉันพูดเมื่อถ้วยโจ๊กถูกแย่งไป พี่รฐาวางมันลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงได้หันมาเผชิญหน้า “เลือดนี่ของใคร” พี่รฐาถามเสียงขรึม “ซอสค่ะ... มันเป็นซอส” “หนูพิมพ์ หนูพิมพ์เป็นแผลตรงไหน ทำไมถึงมีเลือดออกมากขนาดนี้ บอกพี่มาเดี๋ยวนี้!” ฉันยังนิ่งและไม่ยอมตอบรับคำถาม จนกระทั่งองุ่นเข้ามาในห้องพร้อมกับผลไม้ที่ฉันให้ไปซื้อ “องุ่น!! นี่เลือดของใคร” “ไม่ใช่เลือดผม แต่เอ๊ะ!! พี่หนูพิมพ์แผลฉีกเหรอครับ” องุ่นไม่มองหน้าฉันเลย ทำไมปากเร็วขนาดนี้ “ลุงภาคด่าผมแน่ แผลโดนแทงมันอันตรายนะพี่” “องุ่น!!” ฉันร้องว่าองุ่นพร้อมกับสายตาพี่รฐาที่มองสบ สายตาของเขาดุดันและคาดคั้นฉันมาก “ใครทำ บอกพี่หนูพิมพ์ พี่ถามว่าใครทำร้ายหนูพิมพ์คะ” “ก็ผู้หญิงคนนั้นของพี่ไงครับพี่รฐา” องุ่นพูดแทรก  “ผู้หญิงของพี่อ่ะ แทงพี่หนูพิมพ์ แล้วก็หนีไป พี่หนูพิมพ์เกือบตาย นอนโรงพยาบาลตั้งหลายวัน ออกจากโรงพยาบาลมาก็มาดูแลพี่เลย... แผลคงฉีกเพราะมาดูแลพี่นั่นแหละ” “องุ่น พูดมากไปแล้วนะ ออกไปจากห้องเลย” ฉันร้องว่าและพยายามพยุงตัว เมื่อพี่รฐารู้เรื่องทุกอย่าง ร่างกายก็เหมือนจะประท้วง มันไม่ยอมทำตัวเข้มแข็งแล้ว ทั้งที่พยายามได้ดีมาตลอด เมื่อองุ่นเดินออกไปจากห้องฉันก็เลี่ยงพี่รฐาไปอีกด้าน แต่เขาจับมือของฉันไว้ มันทำให้ฉันเดินหนีเขาไม่ได้ “ทำไมไม่บอกพี่ค่ะหนูพิมพ์” “คือ... มันไม่มีอะไรหรอกค่ะพี่รฐา ว๊าย... พี่รฐาอุ้มหนูทำไม ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ เดี๋ยวแผลพี่อักเสบ พี่รฐาปล่อยหนู...” ร่างกายของฉันลอยขึ้นสู่อากาศ ด้วยฝีมือคนที่ป่วยจากการโดนยิง และไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย ไม่ว่าฉันจะร้องโวยวายมากแค่ไหน  “อยู่เฉย ๆ หนูพิมพ์ ยิ่งดิ้น แผลพี่ก็ยิ่งเจ็บ แผลหนูพิมพ์ก็ยิ่งเจ็บนะคะ ดังนั้นอย่าดิ้นค่ะ” “หนูพิมพ์ยอมแล้ว แต่ปล่อยหนูเถอะ” “อยู่นิ่ง ๆ ค่ะ ถ้าไม่นิ่งพี่จะเป็นคนเปิดดูแผลนั้นเอง” ประโยคนั้นทำให้ดีใจมากกว่าตกใจหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะนิ่ง ยินยอมทุกอย่างแล้ว ฉันถูกอุ้มไปหาหมอเพื่อรักษาบาดแผล มีพี่รฐาคอยเฝ้าด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึมมาก เขาอยู่เฝ้าแม้ตอนที่พยาบาลเปิดหน้าท้องทำแผล จากตอนแรกที่เอาเรื่องนี้มาพูดขู่ สุดท้ายตนเองก็อยู่ดู รู้สึกขัดเขินเล็กน้อย แต่สัมผัสได้ถึงความห่วงอย่างบอกไม่ถูก แม้เขาไม่พูดอะไรออกมา เอาแต่มอง ฉันยังรับรู้ว่าเขาอบอุ่นเหลือเกิน  เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเต็ม ฉันกลายเป็นคนที่นอนบนเตียงคนไข้ ส่วนพี่รฐานั่งข้างเตียงสะได้ และตั้งแต่เข้ามาในห้องนี้ พี่รฐาก็ยังไม่พูดอะไรเลย เอาแต่ทำหน้าดุตลอดเวลา ยิ่งกว่าพ่อฉันเสียอีก “พี่รฐา หนู...อื้ม...” มือหนาของผู้ชายที่นั่งข้างเตียงปิดปากฉันไว้ ขณะที่อีกมือของเขาเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาเอาโทรศัพท์แนบหูบ่งบอกว่ากำลังโทรหาใครบางคน “ฉันออกจากโรงพยาบาลแล้ว อาการดีขึ้นแล้วแหละ แต่ยังกลับไปทำงานไม่ได้ น้องสาวของฉันไม่สบาย” “เห้ย...” น้องสาวอีกแล้ว ฉันพลิกตัวนอนตะแคงให้กับคำว่าน้องสาว ฉันไม่ชอบคำนี้เอาสะเลย ฉันไม่สามารถเป็นอย่างอื่นแล้วหรือไง “ขอบใจมาก อื้ม ๆ” ดูเหมือนว่าพี่รฐาจะวางสายแล้ว ฉันนอนตะแคงหันหลังโดยรู้ดีว่ามีพี่รฐา และเขาก็ไม่พูดอะไรออกมาทั้งนั้น เอาแต่เงียบ ฉันเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูกจึงหลับตา คงเพราะยาที่หมอฉีดให้ อาการง่วงจึงได้มาอย่างรวดเร็ว สุดท้ายฉันก็หลับยาวจนกระทั้งเช้า ลืมตาตื่นในห้องที่ว่างเปล่าโดยไร้เงาของพี่รฐา ทั้งที่คิดว่าจะต้องเจอเป็นคนแรก มีองุ่นนอนอยู่บนโซฟา ไม่ได้สนใจฉันที่ลืมตาตื่นเงียบ ๆ  ฉันคิดเข้าข้างตัวเองอีกแล้วสินะ เข้าใจว่าจะมีพี่รฐาอยู่ดูแล หลงคิดว่าตัวเองสำคัญ แต่ไม่เลย เขาคงมีอะไรที่สำคัญกว่า หรือไม่ก็ไปหาโยธกาแล้ว เนิ่นนานจนหมอเข้ามาตรวจร่างกาย เลยเวลาอาหารเช้ามื้อแรกของวัน ฉันก็ยังไม่มีวี่แววของพี่รฐา ผู้ชายที่ฉันคิดถึง ทำได้เพียงนอนนิ่ง ๆ บนเตียงผู้ป่วย ทำตามที่หมอบอกทุกอย่าง จ้องมองหยดน้ำเกลือที่หยดลงมาช้า ๆ พร้อมกับจับลมหายใจเข้าออกอย่างอ่อนแรง  บางครั้งฉันก็รู้สึกเหนื่อยกับการรอ  การรอเป็นสิ่งที่เจ็บปวด หากเพราะเรารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดอะไรกับเรา การรอที่ฉันเข้าใจว่ามีความหวัง เพราะการเข้าข้างตัวเอง สักวันหนึ่งพี่รฐาจะรักฉัน ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ “พี่หนูพิมพ์ ผมบอกลุงภาคตามที่พี่บอกทุกอย่างเลยนะ และบอกลุงภาคด้วยว่า พี่จะกลับในอีกสองวัน ไม่งั้นลุงภาคขึ้นมาหาพี่แน่” “อืม... พี่คงหายพอดีแหละ” ฉันว่าก่อนจะขยับตัวนอนตะแคงไปอีกด้าน จากนั้นก็หลับไปในที่สุด มันไม่มีอะไรทำมากกว่านี้นี่น่า ผ่านไปสองวันที่ฉันไม่เจอหน้าพี่รฐาเลย และมันก็ถึงเวลาที่จะต้องออกจากโรงพยาบาลแล้ว เขาก็ยังไม่มาเยี่ยม รู้สึกเศร้ามาก ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความเศร้าสร้อย ทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่ฉันคิด เมื่อนอนเจ็บอยู่คนเดียว แม้จะมีองุ่นดูแลตลอด แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการเลย “เอ้า!! พี่หนูพิมพ์จะไปแล้วเหรอ” ฉันหยุดนิ่งเมื่อได้ยินเสียงทักทวง หากไม่ไปจะอยู่รอใครละ ฉันไม่ได้เอ่ยพูดหรอก แค่หันไปมองหน้าเท่านั้น “ไม่รอพี่รฐาเหรอ เขาบอกว่าจะไปส่งนะพี่” “พี่รฐาบอกเหรอ” ฉันพูดออกไปด้วยความดีใจ “พี่รฐาบอกกับองุ่นตอนไหน ทำไมพี่ไม่รู้ พี่รฐามาตอนไหน” “อ้าว... ผมคิดว่าพี่รฐาบอกพี่แล้ว ก็เมื่อคืนนี้ตื่นมา... ก็เห็นพี่รฐานั่งเฝ้าพี่อยู่ข้างเตียง แล้วบอกกับผมว่าเช้านี้จะไปส่งที่บ้าน  ให้พี่รอด้วย” “เมื่อคืนเหรอ ตอนที่พี่หลับ พี่รฐามาเฝ้าพี่อย่างนั้นเหรอ” “ใช่... อ้าว!! ผมคิดว่าพี่รู้ตัวสะอีก” หัวใจที่มันห่อเหี่ยวกลับพองโตขึ้นมาอีกครั้ง ฉันนั่งลงกับเตียงผู้ป่วยอีกครั้ง รอคอยคนที่รับปากว่าจะไปส่งที่บ้าน ฉันอาจไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเอง แต่ก็เพราะหลับยังไงเล่า จึงไม่รู้ว่าพี่รฐามาเยี่ยม มาเฝ้า ฉันไม่น่าโกรธพี่เขาเลย ความหวังเกิดขึ้นเล็ก ๆ ในใจ ฉันนั่งรอพี่รฐา มีองุ่นที่แอบมองห่าง ๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าฉันรักพี่รฐา จะแปลกตรงไหนที่นั่งยิ้มเล็กยิ้มน้อยอยู่คนเดียว แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปร่วมสองชั่วโมง ยังไม่มีทีท่าว่าพี่รฐาจะมาอย่างที่รับปาก หัวใจที่มันพองโตในตอนแรกก็เริ่มหวั่นไหว รู้สึกว่าองุ่นอาจเข้าใจผิดไปเอง หรือไม่ก็หูฝาดที่ได้ยินแบบนั้น เขาคงไม่ได้อยากจะมารับฉันจริง ๆ ยิ่งเวลาเดินไปข้างหน้ามากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งเศร้าใจมากขึ้นเท่านั้น เหมือนกำลังพยายามจ่ายยาเพื่อหล่อเลี้ยงหัวใจของตัวเองไปวัน ๆ  ทั้งที่มันน่าจะตายด้านได้แล้ว ควรหยุดที่จะพยายามได้แล้ว ผ่านมายังไม่เกินพออีกหรือ “กลับเถอะองุ่น เดี๋ยวเราจะถึงบ้านค่ำ พี่ไม่อยากให้พ่อเป็นห่วง ส่วนพี่รฐา” ฉันถอนหายใจออกมาแรง ๆ ฉันควรที่จะตัดใจเสีย  “เขาคงลืมไปแล้วละมั้ง ว่าพี่จะออกจากโรงพยาบาลวันนี้... เขาคงงานยุ่งแหละ” “เอาอย่างนั้นเหรอครับพี่หนูพิมพ์” “อืม... ไปเถอะ” สุดท้ายแล้วฉันก็กลับบ้านกับองุ่นแค่สองคน  เราแวะไปเก็บของที่บ้านป้าแก้ว ซึ่งไม่ได้มีข้าวของอะไรมากมาย หลังจากที่มีปัญหากันในวันนั้น ของหลาย ๆ อย่างก็ถูกเอาไปเก็บไว้ในรถ มันไม่ค่อยสบายใจเท่าไร ไม่อยากทำให้คนในบ้านอึดอัด โดยเฉพาะป้าแก้วที่ไม่ค่อยแข็งแรง เข้าไปก็ไม่พบกิ่งเช่นเดิม ฉันก็ได้แต่ลาป้าแก้วพร้อมกับให้เงินช่วยเหลือค่าน้ำค่าไฟ ซึ่งพวกเราก็อยู่แค่ไม่กี่วัน ระหว่างเดินทางกลับฉันก็ไม่ได้พูดอะไรกับองุ่นเลย ตัวองุ่นเองก็เหมือนจะรู้ ว่าฉันไม่พร้อมที่จะคุยอะไรกับใครในตอนนี้  จนกระทั่งมาถึงบ้านที่เป็นอู่ซ่อมรถ ทันทีที่รถจอดสนิท ฉันก็เห็นใบหน้าของพ่อที่ดีใจมาก ใบหน้าของพ่อแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม มันเป็นแบบนี้ทุกครั้งเมื่อท่านมองมายังฉัน  “อ้าว... พวกมึงหลบ! ลูกสาวกูกลับมาแล้ว หลบ! หลบ!” พ่อส่งเสียงบอกลูกน้อง ซึ่งทุกคนต่างพากันหัวเราะและยกข้าวของหลบทางให้ฉันเดิน ทุกอย่างเป็นเรื่องสนุกสนาน ทำให้ฉันยิ้มออกมาจนได้ คนเดียวที่ทำให้ฉันมีความสุขได้เสมอก็คือพ่อสินะ “เป็นไงบ้างลูก อ้วนขึ้นนะเนี้ย ไอ้งุ่นมันขับรถดีไหม... นั่งสบายรึเปล่า อยู่ที่นั่นเป็นยังไง ใครรังแกลูกพ่อไหมหนูพิมพ์” “ใครจะกล้ารังแกลูกพ่อละคะ อยู่ที่นั่นดีมากจ๊ะพ่อ” ฉันหันไปหาองุ่นและยิ้มจาง ๆ ให้  หวังว่าเจ้าเด็กหนุ่มจอมพูดมากจะไม่ปากสว่าง “พ่อจ๋า... หนูขอกอดหน่อย ได้ไหม” “ไม่ได้ พ่อตัวเปื้อน เดี๋ยวไปอาบน้ำก่อน แล้วค่อยกอด...อึก” ร่างกายของฉันโผลเข้าไปกอดพ่อโดยไม่รีรอ คิดถึงกอดของพ่อจะแย่ ใครไม่รักฉันก็ยังมีพ่อที่รักฉันมากที่สุด ผู้ชายคนนี้ต่างหากที่ฉันต้องทุ่มทั้งใจรัก “เขินนะเนี้ย... มากอดต่อหน้าไอ้พวกนี้ ไม่อยู่กับพ่อไม่กี่วัน ทำเป็นอ้อนจัง อยากได้อะไรรึเปล่า หือ...” อ้อมกอดที่แสนอุ่นของพ่อกระชับกอดเข้าหาฉัน มันเป็นกอดที่ดีที่สุด ฉันควรจะเห็นคุณค่ามากที่สุดเช่นกัน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD