“ทำไมถึงพึ่งมาตื่นเอาป่านนี้กัน”
“มีอะไรหรือเปล่าคะแม่?” นับดาวที่ตื่นขึ้นมาและเห็นรถของพ่อขับออกไปเช้ากว่าปกติ ทั้งครั้งนี้แม่ก็ไม่ได้ไปด้วยกัน
“ก็ป้าเจนกับกันต์ พึ่งจะออกไปเมื่อกี้นี้น่ะสิ” ดุจดาวบ่นให้ลูกสาวฟังที่นอนขี้เซาเกินไป
“ไปไหนเหรอคะ? เข้าเมืองเหรอ?” นับดาวยังถามด้วยหน้าตาใสซื่อไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรแม้แต่น้อย
“เข้าเมืองอะไรกัน ทั้งสองคนย้ายไปอยู่กรุงเทพกันแล้ว” ดุจดาวอธิบายให้ลูกสาวได้รับรู้เอาไว้ ถึงแม้ว่าเธอจะรู้ดีว่านับดาวแอบชอบกันต์มากแค่ไหน แต่การห่างกันครั้งนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดีต่อลูกสาว
“แม่ แม่ว่าอะไรนะ?” นับดาวที่ตอนแรกยังตื่นไม่เต็มตาตอนนี้ตาสว่างขึ้นมาในทันที
“เด็กคนนี้ ยังไม่ทันจะแก่เลยหูก็ไม่ดีซะแล้ว”
“แม่!! คุณป้ากับพี่กันต์ไปแล้วจริงเหรอ?” เธอถามขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน ทั้งยังไปแบบไม่ร่ำลากันและกะทันหันไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าให้เธอได้ทำใจเลย
“จริงสิ พ่อพี่กันต์เสียทั้งสองคนเลยต้องไปจัดการธุระ” ดุจดาวพยายามอธิบายให้ลูกเข้าใจเหตุผลจำเป็น
“ฮึก ฮือ แล้วใครจะอยู่เป็นเพื่อนเล่นดาว อึก” นับดาวพยายามกั้นเสียงสะอื้นไห้เอาไว้
“ไม่ต้องร้องแล้ว เดี๋ยวสักวันพี่เขาก็กลับมา” ดุจดาวได้แต่พูดปลอบใจลูกสาว ทั้งที่ไม่รู้ว่าสองคนแม่ลูกจะกลับมาเมื่อไหร่
“ดาว จะรอให้พี่กันต์กลับมา” นับดาวปาดน้ำตาออกอย่างลวกๆ ทั้งเธอยังมีต้องไปเรียนวันนี้
“แต่งตัวไปโรงเรียนได้แล้ว” เธอได้แต่ส่ายหน้าให้ลูกสาวตัวดีที่ความเป็นกุลสตรีถูกกลืนหายไปหมดแล้ว
“รับทราบ ดาวจะรีบไปเดี๋ยวนี้” นับดาวที่รู้ว่าตัวเองยังมีความหวังอยู่จึงได้ฝืนยิ้มออกมา ก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในบ้านด้วยความรีบร้อน
“ลูกคนนี้” เธอได้แต่บ่นลูกสาวเสียงอุบอิบ แต่เห็นลูกสาวไม่เศร้านานเธอก็สบายใจ
“แม่หนูไปโรงเรียนก่อน” นับดาวพูดกับแม่ที่กำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน
“อย่าวิ่ง ค่อยๆ เดิน”
“ไม่ได้เดี๋ยวสายกันพอดี”
นับดาวที่มาถึงโรงเรียนก่อนเวลาเคารพธงชาติแค่ไม่กี่นาทีได้แต่ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหอบ ทั้งที่ปกติเธอจะต้องมาพร้อมกับกันต์เสมอ แต่ครั้งนี้กลับแตกต่างจากเดิม
“ทำไมแกมาคนเดียวล่ะ แล้วพี่กันต์สุดหล่อของแกไปไหน?” แนนนี่เอ่ยถามเพื่อนพลางชะเง้อคอมองหาคนที่ต้องมากับเพื่อนเป็นประจำ
“หนีไปแล้ว” น้ำเสียงประชดพูดขึ้นด้วยความหงุดหงิด เมื่อพูดถึงอีกฝ่าย
“เขาคงรำคาญแกแล้วมั้ง” แนนนี่พูดติดตลกอย่างไม่รู้สถานการณ์ในตอนนี้
“ฮือๆๆๆ” นับดาวถึงกับปล่อยน้ำตาลงมา เพราะเธอถูกอีกฝ่ายทิ้งอย่างไร้เยื่อใยจริงๆ
“แกเป็นอะไรเนี่ย ร้องไห้ทำไม?” น้ำเสียงแตกตื่นขึ้นทันที ด้วยไม่คิดว่าเพื่อนจะเป็นเอามากขนาดนี้
“พี่กันต์ไปกรุงเทพแล้ว โดยไม่บอกกันสักคำ” นับดาวพูดระบายออกมาเบาๆ
“เทพบุตรของฉัน” แนนนี่ได้แต่พูดพร่ำเพ้อ
“พี่กันต์เป็นของฉันแค่คนเดียวเท่านั้น!!” นับดาวพูดด้วยความหงุดหงิดใจ ทั้งเธอไม่คิดให้ใครมาแย่งคนของเธอเด็ดขาด
“ไร้สาระ แกยังมีโอกาสที่จะเจอคนอีกตั้งเยอะแยะ” แนนนี่พูดเตือนสติเพื่อน
“ฉันคิดมาดีแล้ว แกไม่ต้องมาคิดแทนฉันเลย” น้ำเสียงดื้อรั้นพูดขึ้นสีหน้าบูดบึ้ง
“ตั้งใจเรียนนะจ๊ะ”
จากนั้นทุกอย่างก็ตกสู่ความเงียบ เมื่ออาจารย์เข้ามาพอดีทำให้ทั้งสองต้องเงียบเสียงกัน
“เมื่อไหร่จะเลิกเรียนเนี่ย หิวข้าวจะแย่แล้ว” นับดาวบ่นอุบอิบแต่ยังทำเหมือนตั้งใจเรียน
“เดี๋ยวก็เลิกแล้ว แกก็เบาๆ หน่อยสิ”
“ฉันจะพยายามแล้วกัน”
“เอาล่ะค่ะ ทุกคนเลิกเรียนได้” อาจารย์ที่สอนพูดจบก็เดินออกจากห้องไป
“ไปกินข้าวกันเถอะ ฉันหิวจนจะกินข้าวได้สามจาน” เสียงหวานพูดบอกกับแนนนี่ลากแขนให้เดินไปด้วยกัน
“ถ้าเธออ้วนเป็นหมูคงไม่มีใครเอาเธอแล้วล่ะ?” แนนนี่พูดล้อเลียน
“เธอก็ต้องเป็นหมูเหมือนกันนั่นล่ะ?” เธอโต้กลับด้วยความสาแก่ใจ
“เธอนี่มันพูดเพราะกับแค่ผู้ชายหรือไงกัน!!”
“ไปเถอะ ฉันไม่อยากคุยอะไรแล้ว”
นับดาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมกับทักข้อความหากันต์ด้วยความคิดถึงและเป็นห่วง เพราะตลอดเวลาที่เจอหน้ากันมันเหมือนกับเป็นความเคยชินไปแล้ว
ดาว: พี่กันต์ทำอะไรอยู่คะ?
ดาว: ทำไมไปไม่บอกดาวบ้าง
ดาว: ถ้าว่างตอบดาวหน่อยนะ
นับดาวได้แต่ลอบถอนใจด้วยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเย็นชาใส่กันได้มากขนาดนี้ ทั้งที่เธอทั้งรักและห่วงใยเขามาก
“เป็นอะไรดาว?” แนนนี่เอ่ยถามพลางยื่นหน้าไปทางหน้าจอโทรศัพท์ที่กำลังหนักขวาอยู่ตอนนี้
“แกมาแอบอ่านแชทฉันทำไมเนี่ย?” เธอรีบใช้นิ้วกดปิดหน้าจอไม่อยากให้เพื่อนเห็นสิ่งที่เธอคุยกับอีกฝ่าย
“ก็ฉันอยากรู้นี่นา”
“แกไม่ต้องเลย…ตั้งใจกินไปซะ!!” นับดาวแสร้งทำหน้าตาบึ้งตึง เพื่อหวังให้เพื่อนรู้ว่าเธอกำลังไม่พอใจเอามากๆ
“ขอโทษคราวหลังไม่ทำแล้วสัญญา” นิ้วก้อยรีบยื่นไปยังเบื้องหน้าของนับดาวอย่างต้องการบอกว่าเธอสำนึกผิดตามที่พูดออกมาจริงๆ
“ดีมาก แบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย”
ทางด้านของกันต์ที่เข้ามาในกรุงเทพก็ต้องยุ่งกับงานศพของพ่อ จนเขาไม่ได้มีเวลาไปสนใจอย่างอื่นและยังมีเรื่องพินัยกรรมเข้ามาเกี่ยว ซึ่งคนที่ได้รับมรดกทั้งหมดก็คือเขา แต่ด้วยอายุแม่จึงเป็นคนดูแลทุกอย่าง
ส่วนเรื่องบริษัทก็มีมืออาชีพเข้ามาดูแลก่อนในช่วงนี้ นั้นจึงทำให้กันต์ต้องมานั่งเครียดกับเรื่องการย้ายโรงเรียนด้วย ซึ่งมันค่อนข้างหนักกับเด็กหนุ่มอายุสิบแปดอย่างเขามากทีเดียว
“เป็นยังไงบ้างกันต์มาอยู่ที่นี่เริ่มชินบ้างหรือยัง?” เจนจิราที่เห็นลูกชายนั่งอยู่ริมสระน้ำก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงและอยากรู้ความคิดของลูก
“ก็ดีครับ อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องอยู่บ้านเดียวกับคุณปู่คุณย่า” กันต์พูดตามสิ่งที่คิดด้วยความไม่มีอะไรผูกพันกับใครทั้งสิ้น ส่วนแม่เขาก็ยังรักพ่ออยู่โดยที่เขาไม่ต้องถามให้เสียเวลาเลย
“ทำไมถึงคิดแบบนั้น เดี๋ยวปู่กับย่าต้องมาหาลูกแน่นอน” เจนจิราลูบหัวลูกอย่างต้องการปลอบโยน
“ถ้ามาผมก็ทักทายเท่าที่จำเป็นครับ” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยบอกกับแม่ที่เขารักมากที่สุดแล้ว
“ตามใจลูกแล้วกัน” เธอที่รู้ว่าบังคับลูกไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ทั้งลูกยังมีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว เธอควรเคารพการตัดสินใจของลูก
“งั้นผมขอตัวขึ้นห้องก่อนนะครับ” กันต์ยกยิ้มมุมปากพร้อมกับลุกขึ้นเดินจากไปด้วยความสุขุมและมีความโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่าอาทิตย์ก่อน
“ลูกชายฉันโตแล้วจริงๆ นะเนี่ย?”