สองปีต่อมา
“ฮึก ฮือ พ่อ แม่” เสียงหวานร้องสะอื้นน้ำตาไหลพรากด้วยความเสียใจ เพราะมันเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้
“ดาวแกอย่าร้องไห้เลย” แนนนี่พูดปลอบเพื่อนสนิทที่ไม่มีญาติสนิทที่ไหนอีกแล้ว
“พ่อแม่ ไม่อยู่แล้ว” นับดาวจ้องมองรูปหน้าศพของพ่อและแม่ด้วยความเสียใจ เพราะไม่คิดว่าพ่อกับแม่จะจากไปเร็วโดยที่เธอไม่ทันได้ตั้งตัวสักนิดเดียว
“แกยังมีฉันนะ อย่าร้องไห้”
“อึก ฉันจะอยู่ต่อไปได้ไหมแนน อึก” เธอได้แต่เอียงหน้าซบอกเพื่อนที่เป็นเหมือนกับที่พึ่งพิงสุดท้าย
“แกต้องอยู่ให้ได้สิ”
“หนูดาว เป็นยังไงบ้างลูก” เจนจิราที่ได้ทราบข่าวก็รีบเดินทางกลับมาทันที เพราะคิดว่านับดาวคงจะต้องกำลังทุกข์ใจอยู่แน่นอน
“คุณป้า!!” นับดาวหันไปตามต้นเสียงพร้อมกับลุกขึ้นไปกอดกับคนที่เธอเคารพรองลงมาจากพ่อแม่
“หนูดาวเป็นยังไงบ้างลูก” หญิงวัยกลางคนเอ่ยถามพลางกอดปลอบโยนคนที่เธอเอ็นดูมาตั้งแต่เล็ก
“เธอกินข้าวบ้างหรือยังเนี่ย?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แม้แววตาจะไม่ได้สะท้อนถึงความห่วงใยอย่างออกนอกหน้า แต่เขาก็ไม่ใช่คนใจดำที่ไม่คิดสนใจนับดาวเลย
“พี่กันต์” นับดาวที่เห็นคนด้านหลังอย่างกันต์ยืนอยู่ด้วยความชัดเจน
“เดี๋ยวป้าไปดูตรงนั้นให้นะ” เจนจิราผละร่างเล็กของเด็กสาวออกพร้อมกับเดินออกไปจากตรงนี้
“หนูไปด้วยค่ะป้าเจน” แนนนี่รีบพูดขึ้น
“พี่กันต์ ฉันคิดถึงพี่จัง” นับดาวโอบร่างสูงด้วยความคิดถึง ทั้งยังต้องที่พึ่งทางจิตใจมากที่สุดในตอนที่ไม่เหลือใครแบบนี้
“นี่…ช่างเถอะ” กันต์ที่เห็นว่าอีกฝ่ายร้องไห้ก็มีแต่ความสงสารเห็นใจ
“อึก พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว” น้ำเสียงแผ่วเบาเอ่ยบอกกับร่างสูงที่เธอรู้สึกอุ่นใจเหมือนได้รับการโอบกอด
“ฉันให้เธอกอดแค่วันนี้เท่านั้น”
“ขอบคุณนะคะ” เธอเช็ดน้ำตาลงยังเสื้อผ้าสีขาวของชายหนุ่มจนเปียกชุ่มอย่างไม่คิดรังเกียจสักนิด
“ไปกินข้าวก่อนเถอะ เธอควรจะกินข้าวให้เยอะกว่านี้หน่อย” กันต์พูดพร้อมกับดันร่างสูงออกห่างจากตัว
“พี่อย่าทิ้งฉันนะ” นับดาวเกาะแขนแกร่งให้เดินไปด้วยกัน เพราะถ้าไม่มีกันต์เธอคงกินข้าวอิ่มหรือมากกว่านี้ก็คงดีไม่น้อย
“ฉันก็ยืนหัวโด่อยู่นี่เธอตาบอดเหรอ?”
“ใช่ ร้องจนตาบวมหมดแล้ว” นับดาวพูดด้วยใจจริงไม่ได้มีอย่างอื่นแอบแฝง เพราะเธอไม่มีอารมณ์คิดอย่างอื่นนอกจากการคิดถึงพ่อกับแม่
“หนูดาวกินข้าวสิลูก” เจนจิราเอ่ยพร้อมกับวางจานข้าวลงตรงหน้าของเด็กสาวอย่างห่วงใยและอบอุ่น ทั้งเรื่องที่เด็กสาวเจอก็เป็นเรื่องค่อนข้างหนักพอสมควร
“คุณป้าคะ หนูไม่ได้ฝันไปใช่ไหม ทำไมพ่อกับแม่ถึงต้องทิ้งหนูไปด้วย” หยดน้ำตาเม็ดโตร่วงหล่นมาอีกครั้งด้วยความเสียใจ ทั้งเธอยังอยากใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหลังเดิมไม่ได้อยากไปอยู่ที่อื่น
“ต่อจากนี้ก็ไปอยู่กับป้านะลูก” เจนจิราได้แต่เอ่ยตามสิ่งที่สมควรพูด ทั้งเธอยังเห็นนับดาวมาตั้งแต่เล็กและนพกับดุจดาวก็คอยช่วยเหลือดูแลเธอกับลูกดีมาก
“ฮือ หนูไม่อยากไป” นับดาวปฏิเสธอย่างไม่แม้แต่จะเสียเวลาคิด เพราะยังไงเธอก็ยังมีบ้านและมีเงินประกันอยู่ เธอไม่จำเป็นต้องพึ่งคนอื่น
“ดาวแกลองคิดดูให้ดีก่อน” แนนนี่ช่วยพูดอีกแรง เมื่อเห็นว่าเพื่อนรีบตัดสินใจเกินไป
“อยู่กับแม่ฉันมันไม่ดีตรงไหนกัน?” กันต์ที่ยืนเงียบอยู่นานเอ่ยถามขึ้น ทั้งที่ถ้าเป็นปกตินับดาวคงได้ตอบตกลงอยากไปอยู่กับเขาจนตัวสั่น การไม่ได้เจอกันสองปีทำให้คนตัวเล็กเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ได้ยังไงกัน
“แต่ดาวไม่อยากไป” นับดาวยังคงยืนยันคำเดิม เพราะการที่เธอต้องไปอยู่กับเขาก็เท่ากับว่าเธอกำลังเป็นภาระกันต์กับคุณป้า
“หนูดาวลองคิดดูก่อนเถอะลูก อยู่คนเดียวป้าว่าไม่ค่อยปลอดภัย” เจนจิราพยายามพูดโน้มน้าวใจ เพราะงานศพเหลือเพียงแค่สองวันเท่านั้น
“ขอบคุณคุณป้ามากนะคะ”
“แกกินข้าวก่อนเถอะจะได้มีแรง” แนนนี่พูดย้ำอีกครั้ง ด้วยกลัวว่าเพื่อนจะเป็นอะไรไปซะก่อน
“ฉันไม่หิวเลย”
“ถ้าเธอไม่กินอีกนิดหนึ่งลมคงได้พัดเธอปลิวแล้วล่ะ” น้ำเสียงประชดประชันพูดขึ้นมาลอยๆ อย่างต้องการเรียกสติคนตัวเล็กที่กำลังทำให้คนที่เสียไปแล้วนอนตาไม่หลับ
“ดาวจะกินก็ได้ค่ะ” เธอได้แต่ตอบเสียงแผ่วราวกับคนไม่มีแรงในการใช้ชีวิต
หลังจากนั้นเจนจิราก็เดินออกไปให้ลูกชายช่วยดูแลนับดาวไปก่อน ส่วนเธอคงจะต้องคุยกับญาติทางฝั่งนพที่เหลือเพียงคนเดียว ทั้งยังมีภาระมากมายไม่สามารถพานับดาวไปอยู่ด้วยกันได้
“ฉันจะขอดาวไปดูแลต่อ ถึงยังไงเธอก็ต้องเรียนต่ออยู่ดี” เจนจิราพูดตามตรงอย่างไม่คิดอ้อมค้อม
“เอาไปเถอะครับ ผมคงดูแลเธอได้ไม่ดี” ชายวัยกลางคนพูดบอกตามตรง
“ได้ค่ะ คุณไม่ต้องห่วงฉันจะดูแลอย่างดีแน่นอน” เธอเน้นย้ำอีกครั้งเพื่อหวังให้อีกฝ่ายได้สบายใจ
“ครับ ผมขอไปดูทางนั้น”
“ได้เลยค่ะ” เจนจิราได้แต่หันมองไปทางนับดาวและลูกชายตัวเอง
“เธอไม่คิดจะพูดกับฉันหน่อยหรือยังไง?” กันต์ที่ไม่เคยเห็นนับดาวเงียบเท่านี้มาก่อน มันก็เริ่มทำให้เขาทำตัวไม่ถูก
“ไม่รู้จะพูดอะไรคะ” นับดาวตอบสั้นๆ เพราะตอนที่เธอทักข้อความหาเขา เขาแทบจะไม่ตอบเธอเลยด้วยซ้ำ
“ช่างเถอะ แต่ฉันคิดว่าเธอควรไปอยู่กรุงเทพนะ” กันต์พูดตามหลักการ เพราะอย่างน้อยก็คงดีกว่าการต้องอยู่ที่นี่คนเดียว
“แล้วพี่จะไม่รำคาญฉันเหรอ?” นับดาวย้อนถามด้วยหน้าตาใสซื่อ ทั้งคิดว่าการอยู่ที่นี่ก็เหมือนการได้อยู่กับพ่อแม่ตลอด
“หึ สำหรับฉันมีหรือไม่มีเธออยู่มันก็เหมือนกัน” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยตามสิ่งที่ใจคิด เพราะถึงยังไงเขาก็ไม่ใช่คนใจร้ายที่จะปล่อยผู้หญิงไว้คนเดียว
“แต่ฉันยังชอบพี่อยู่นะ” ถึงแม้ในสถานการณ์นี้จะไม่เหมาะกับการพูดเรื่องนี้ แต่การต้องไปอยู่บ้านของกันต์มันก็เหมือนกำลังให้ความหวังเธออยู่
“ฉันไม่ชอบเธอซะอย่าง เธอจะกลัวอะไรกัน” น้ำเสียงเย็นชาพูดตอบกลับอย่างชัดถ้อยคำไม่หวังให้นับดาวได้คิดเกินเลยกับเขาเป็นอันขาด
“อึก พี่อยากเห็นฉันร้องไห้อีกรอบเหรอ?” ดวงตาแดงก่ำเอ่ยถามขึ้น ทั้งเธอก็ไม่มีอารมณ์มาเสียใจกับคำพูดปฏิเสธของกันต์จริงจังนัก
“เด็กน้อยอย่างเธอไม่เหมาะกับฉันหรอก!!”