เพราะเจ้าของเรือนสั่งชัดเจนว่าไม่ให้เข้าเรือน วิญญาณเยื้อนจึงทำอันใดมิได้ ได้แต่ล่องลอยไปมาระหว่างวัดกับเรือน ราวดอกหญ้าที่ปลิวไปตามลมอย่างไม่มีสติสัมปชัญญะ สำนึกเดียวที่มีก่อนตาย คือที่บอกตนเองไว้ว่า จะกลับมาเรือนให้ได้ จะมาอยู่กับทุกคน
เนิ่นนานผ่านไป จนผ่านวันที่แก้วกล้ากับเมขลาแต่งงาน เยื้อนแม้เป็นวิญญาณ แต่ยังจดจำภาพโคมประทีปที่จุดเฉลิมฉลองในยามค่ำคืนได้ วันนั้นเมขลาให้ทำบุญใหญ่ นางอุทิศให้เยื้อนโดยเฉพาะเพียงผู้เดียว ทำให้วิญญาณของเยื้อนมีสติขึ้นมาอีกนิด และไม่อยู่ในสภาพน่าอนาถ
ต่อมาอีกหลายเดือน ก็เป็นวันสมรสของขวัญแก้วเมืองกับนกยูง แม้เยื้อนจะเข้าอาณาเขตเรือนไม่ได้ก็จริง แต่เพราะขบวนขันหมากไปตั้งอยู่หน้าเรือนเจ้าคุณเพิ่ม วิญญาณของนางจึงอยู่กับขบวนขันหมากด้วย นี่คือสิ่งที่เยื้อนเคยอยากเห็นมากที่สุด นางรู้ตั้งแต่คุณๆ ยังเป็นเด็กแล้ว ว่าขวัญแก้วเมืองมีใจรักชอบนกยูง และนกยูงเองก็เช่นกัน การที่ทั้งสองได้ลงเอยกัน จึงเป็นเรื่องที่สร้างความปลาบปลื้มให้วิญญาณเหลือเกิน
“นี่แนะนางเยื้อน ในที่สุด สาวที่ข้าปีนเรือนเข้าหาตั้งแต่เด็ก สุดท้ายก็ได้เป็นเจ้าสาวของข้าแล้วหนา” ขวัญแก้วเมืองพูดคนเดียวขณะกวาดสายตาไปยังขบวนขันหมากตัวเอง “ถ้าเอ็งยังอยู่ สงสัยจะเป็นคนถือต้นกล้วยต้นอ้อยเป็นแน่ เสียดายแท้ เฮ้อ ถ้าวิญญาณเอ็งยังอยู่ ก็เข้าเรือนไปดูข้าสวมแหวนให้นกยูงเสียหน่อยปะไร ข้าอยากให้เอ็งได้เห็นเหลือเกิน”
เพราะขวัญแก้วเมืองแท้ๆ ขวัญแก้วเมืองอีกแล้ว ที่พูดอะไรแบบนั้นออกไป ทำให้ลุงเจ้าที่ปรากฏกายขึ้น แน่นอนว่าไม่มีใครเห็น นอกจากวิญญาณของเยื้อนเอง
“เจ้าของเรือนเขาให้เอ็งเข้าไปได้แล้วหนา นางเยื้อน” ลุงเจ้าที่เองก็เห็นหญิงสาวมาแต่เด็ก ย่อมรู้จักมักคุ้น และที่ผ่านๆ มา ก็เห็นวิญญาณนางมานั่งร้องไห้หน้าเรือนเสมอเพราะเข้าไม่ได้ “พ่อขวัญเขาอยากให้เอ็งเห็นตอนเขาแต่งงาน เอ็งอยากดูก็เข้าไปดูเสีย แต่อย่าก่อเรื่องวุ่นวายหรือหลอกหลอนใครก็แล้วกัน เพราะอีกไม่นานเอ็งก็จะหมดบุญต้องไปเกิดใหม่แล้ว”
“จริงหรือจ๊ะลุง” นางยกมือไหว้อย่างดีใจ หันไปหาขวัญแก้วเมืองที่มีสีหน้าเบิกบานเพราะเป็นวันแต่งงานของตน ปกติขวัญแก้วเมืองเป็นคนทำอะไรไม่ค่อยเข้าท่า ก่อเรื่องเนืองๆ แต่เด็ก นี่คงเป็นครั้งแรกที่เยื้อนคิดว่าเขาก่อเรื่องได้ดีที่สุด เพราะทำให้ตนเข้าไปในอาณาเขตได้เสียที
สุดท้ายเยื้อนก็ได้เข้าไปอยู่ในเรือนสมใจ และทำตามที่รับปากกับลุงเจ้าที่อย่างดี ไม่เคยปรากฏกาย ไม่เคยหลอกหลอนใคร ได้แต่เฝ้ามองแม่นายใหญ่และคุณๆ แม้จะไม่มีใครเห็นตน แต่แค่ตนยังได้อยู่ในเรือน ก็เหมือนยังได้อยู่กับครอบครัวอันเป็นที่รัก
กระทั่งภาพเหตุการณ์เดิม วนกลับมาอีกครั้ง เมื่อมีโจรมาบุกเรือน นางเยื้อนอยู่ใกล้ห้องนกยูงที่สุด จึงพุ่งไปที่นั่นก่อน ก็เห็นนางควายด่อนที่เคยเป็นลูกน้องตน กำลังจับมือนกยูงที่ประคองครรภ์วิ่งออกมานอกห้องด้วยสีหน้าตื่นตกใจ
“เกิดอะไรขึ้น คุณนกยูง โจรคือผู้ใดเจ้าคะ” นางถามแต่ไม่มีใครได้ยินเสียงอยู่แล้ว มีบ่าวเล็กคนหนึ่งวิ่งถลามาอีกทาง
“แม่นายนกยูงเจ้าคะ แม่นายใหญ่เจ้าค่ะ...แม่นายใหญ่...น้ำเดินแล้วเจ้าค่ะ!”
เพียงคำนั้นคำเดียว เยื้อนก็พุ่งไปที่ห้องพุดพราวทันที เมื่อไปถึง ก็พบท่านลุงเจ้าที่ กำลังยืนอยู่กับใครบางคน
“ลุงเจ้าที่เจ้าคะ แม่นายกำลังจะคลอดหรือเจ้าคะ ทำอย่างไรดี บัดนี้มีโจรมาขึ้นเรือนด้วย” นางละล่ำละลักอย่างร้อนรน แต่เจ้าที่กลับหันมาบอกอย่างสงบ น้ำเสียงเหมือนเกรงใจคนข้างๆ
“อีเยื้อน หมอบต่ำลงไปเสีย เอ็งเป็นสัมภเวสี อย่าได้ยืนเสมอท่าน...” ลุงเจ้าที่บอก “ท่านเทพบุตรกำลังจะมาเกิดแล้ว เอ็งมิต้องเป็นห่วงแม่นายพุดพราวดอก แม่นายเอ็งเขากำลังจะให้กำเนิดท่านเทพผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่องค์ที่สองแล้วในชีวิตนี้ จากนี้ไปชีวิตจะอยู่ดีมีสุขไปจนหมดสิ้นอายุขัย จะไม่มีสิ่งใดแผ้วพาลแม่นายเอ็งได้อีก”
คำอธิบายนั่นทำให้เยื้อนทรุดลงไปกับพื้นทันที หันไปมองท่านเทพบุตรอย่างตั้งใจ ก็มิอาจเห็นรูปหน้าเรือนกายได้ ด้วยทั้งองค์ล้วนเป็นทองอร่าม สมกับเป็นเทพบุตรมาจากชั้นฟ้า นางจึงทำได้แต่ประนมมือกราบไหว้อย่างศรัทธา
“เป็นบุญเหลือเกิน เป็นบุญเหลือเกินเจ้าค่ะ” แม้จะหลงเหลือเพียงรูปวิญญาณ แต่การยินดีกับผู้อื่นจากใจจริง กลับเป็นบุญมหาศาล เทพบุตรองค์นั้นผายมือด้านหน้า ไม่มีคำพูดใดๆ แต่มีละอองทองคำสีเดียวกับเรือนกายของท่าน โปรยปรายสู่ศีรษะนางเยื้อน พลันนางรู้สึกได้ถึงพลังบุญที่โอบอุ้มตนไว้ จนมีสติมากขึ้นมาอีก
“ท่านให้พรสุดท้ายในฐานะเทพบุตรกับเอ็ง เป็นบุญหัวเอ็งแล้วอีเยื้อนเอ๋ย” ลุงเจ้าที่พนมมือสาธุยินดีไปด้วย “เอ็งยินดีกับการเกิดเป็นมนุษย์ของท่าน ท่านจึงให้พรเอ็งกลับคืนไปบ้าง ขอให้เอ็งได้เกิดใหม่และได้อยู่ในครอบครัวที่พรั่งพร้อมบริบูรณ์”
“สาธุ สาธุเจ้าค่ะ” นางเยื้อนพร่ำพูด “แต่ข้าอยากอยู่ที่นี่ อยากเกิดเป็นคนในเรือนนี้ อยากอยู่กับแม่นายและพวกคุณๆ”
“เอ็งไปดูแลแม่นกยูงดีกว่า นางอุ้มครรภ์ที่หนักหนากว่าแม่นายพุดพราวมากนัก ที่นางแบกไว้ มีอยู่ถึงสามวิญญาณเชียว...” ลุงเจ้าที่เป็นกังวล “อีเยื้อน ข้าจำได้ ก่อนพ่อขวัญจะเข้าหน่วยตำรวจลับ เขาเคยบอกเอ็งมิใช่หรือว่าห่วงแม่นกยูงนักว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะถูกใครรังแกหรือไม่หากเขาไม่อยู่ปกป้อง และที่เขาไม่อยู่เรือนในวันเวลาแบบนี้ ก็เพราะเขาไปทำหน้าที่ตำรวจพิเศษอยู่ ดังนั้นเอ็งก็ควรไปดูแลปกป้องแม่นกยูงแทนพ่อขวัญเถิด ภัยร้ายมาถึงตัวนางแล้ว”
เพียงได้ยินว่าภัยร้ายมาถึงนกยูง เยื้อนก็ได้สติทันที พุ่งออกไปหา เห็นพวกนางควายด่อนรุมล้อมนกยูงไว้
“แม่นายนกยูง ต้องรักษาครรภ์ให้ได้นะเจ้าคะ พวกบ่าวก็เหมือนพี่เยื้อน ได้รับการอุปถัมภ์จากแม่นายใหญ่ถึงได้มีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้ หากนี่จะเป็นวันที่สามารถทดแทนคุณได้ พวกบ่าวก็จะทำสุดความสามารถเจ้าค่ะ”
นางควายด่อนคนหนึ่งพูดขึ้น เยื้อนได้ยินแล้วก็จุกแน่นในอก ตายไปนานขนาดนี้ ยังมีคนระลึกถึงตนอีก เยื้อนรู้ดี หากพวกมันพูดแบบนี้ แปลว่าคิดจะแลกด้วยชีวิตแล้ว
“แม่นาย...รีบไป พวกบ่าวจะถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุดเจ้าค่ะ”
นกยูงวิ่งย้อนกล้บไปทางห้องทำงานที่อยู่ด้านในสุดของเรือน เสียงต่อสู้ดังเพียงไล่หลัง เยื้อนพุ่งติดตามนกยูงไป มิวายหันกลับไปมองพวกพ้องตัวเองที่อยู่ข้างหลัง ทุกคนมิได้หันไปทางศัตรู แต่กลับมองภาพนกยูงไปจนลับสายตา นางเยื้อนเข้าใจความรู้สึกของพวกนางควายด่อนได้เป็นอย่างดี
“พวกเอ็งทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว หากข้ายังอยู่ ข้าก็จะทำแบบพวกเอ็งเช่นกัน”
ประตูห้องทำงานถูกกระแทกไม่กี่ครั้งก็พังลงไปทั้งบาน พวกศัตรูในชุดสีเข้มปกปิดกายมิดชิดกรูกันเข้ามาในห้อง นกยูงกำดาบชี้ไปข้างหน้าอย่างให้เห็นว่านางไม่ยอมแพ้ง่ายๆ น้ำตาไหลพรากด้วยความกลัวสุดขีด เยื้อนมายืนขวางหน้าไว้ แม้จะทำอะไรไม่ได้ แต่เห็นว่านกยูงคอยจะมองไปที่ปุ่มอาวุธลับที่อยู่ด้านหลัง
“เฮ้ย อันใดวะนั่น” เพราะอาการพิรุธละล้าละลังของนาง ทำให้ฝ่ายศัตรูจับสังเกตได้ พวกมันพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว
นกยูงกลับหลังหัน ทุบลงไปที่ปุ่มหัวดอกพุดเต็มแรง แต่ทว่า ปุ่มกลับฝืด
เยื้องพยายามจะช่วยเอามือกอบกุมและทุบ แต่เพราะตนเป็นวิญญาณ ไม่มีกายหยาบ ไม่อาจทำได้ นางคว้าไปก็ทะลุปุ่มท่าเดียว นกยูงเริ่มร้องไห้หนักขึ้น ทุบปุ่มนั้นอย่างบ้าคลั่งจนมือถลอกแต่ก็ไม่ยอมขยับ
วงดาบกำลังจะตวัดลงมาแล้ว เยื้อนหลับตาและรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี พลันอยู่ๆ ส่วนของมือนางเกิดมีพลังและปรากฏขึ้น นกยูงตะโกนเรียกหาขวัญแก้วเมืองด้วยคิดว่าเป็นคำสุดท้ายที่จะได้พูดในชีวิต แต่วินาทีเดียวกัน นกยูงเห็นมือปริศนาคู่หนึ่ง วางทับบนมือของตน และช่วยออกแรงผลักปุ่มค่ายกล เพียงครั้งเดียว ปุ่มก็เลื่อนออก แล้วมีดจากช่องลับก็พุ่งออกไปมากมายนับร้อยเล่ม ก่อนที่หญิงสาวจะล้มลงไปที่พื้น ร่างศัตรูกำลังจะล้มทับ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก เพราะนางเห็นร่างใครคนหนึ่งปรากฏขึ้น อยู่กั้นกลางระหว่างตนกับศพคนร้าย
“พี่...เยื้อน...”
แม้จะตกใจ แต่นกยูงไม่ได้กลัว นางก็รักเยื้อนเหมือนที่ทุกคนรัก นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเยื้อนตายได้อย่างไร คนที่นี่บอกแค่ว่าตายแล้วระหว่างปฏิบัติหน้าที่ นางก็ไม่กล้าถามอะไรต่อเพราะทุกคนดูเศร้ามากและหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง ดังนั้นการได้พบเยื้อนแม้จะไม่ใช่ตอนยังมีชีวิต สำหรับนกยูงจึงเป็นเรื่องที่ดีใจที่สุด
สองสายตาสบประสานกัน ร่างวิญญาณที่อยู่ๆ เกิดฤทธิ์ขึ้นของเยื้อนที่กั้นกลางไว้ทำให้นกยูงไม่ถูกคนร้ายทับครรภ์จนเป็นอันตราย นกยูงพยายามเอื้อมมือไปหา แต่ไม่อาจสัมผัสได้
“พี่เยื้อน ข้าออกเรือนแล้วหนา ข้าได้ตบแต่งกับพี่ขวัญ พี่เยื้อนดีใจหรือเปล่า”
เยื้อนได้ยิน แต่ไม่อาจตอบกลับ ทำได้เพียงพยักหน้าให้ นกยูงก็น้ำตาร่วงพราว
“พี่เยื้อนเจอคุณแม่ประยงค์ของข้าบ้างหรือเปล่า ข้าไม่เคยเจอคุณแม่เลย ถ้าพี่เยื้อนพบคุณแม่ บอกคุณแม่ให้ข้าด้วยหนา ว่าข้ารักและคิดถึงคุณแม่ที่สุด บอกคุณแม่ให้ข้าด้วย ว่าข้าหาครอบครัวของตัวเองเจอแล้ว ข้ามีสามีที่แสนดี และกำลังจะมีลูกๆ ที่น่ารัก คุณแม่จะได้ไม่ต้องห่วงข้าอีก...”
“นกยูง...นกยูง...แม่อยู่ไหน พี่กลับมาแล้ว” เสียงขวัญแก้วเมืองแว่วๆ เหมือนจะเรียกสติคืนให้หญิงสาว “นกยูง แม่อยู่ไหน...ตอบพี่ที”
“พ...พี่ขวัญ” นางเริ่มละล่ำละลัก แต่ร่างที่ถูกเบียดแน่นทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ “พี่ขวัญ นกยูงอยู่นี่...”
กำลังฤทธิ์ของเยื้อนเริ่มอ่อนแรงลง มิช้านานนางคงหมดพลัง และศพคนร้ายสามร่างจะทับตัวนกยูง เยื้อนจึงพยายามรวบรวมพลังอีกครั้งไปที่ปลายนิ้ว นางทำได้เท่านั้น และพยายามจะเคาะนิ้วที่พื้น
เสี้ยววินาทีสุดท้าย ก่อนวิญญาณจะหมดแรง ก็เป็นตอนที่ขวัญแก้วเมืองกระชากศพทั้งสามออกไปแล้วเจอนกยูงพอดี
“คุณขวัญ...คุณนกยูง...”
วิญญาณริบหรี่ได้แต่มองภาพคนที่รักเป็นน้องทั้งสองกอดกันร้องไห้ ก่อนทุกอย่างจะวูบไหว เพราะนางใช้พลังบุญไปทั้งหมดที่มี จนตอนนี้กลับไปเป็นวิญญาณที่ล่องลอยไร้สติเหมือนเดิม
เนิ่นนานเท่าใดไม่อาจรับรู้ได้ ที่ลอยไปลอยมาอยู่ในเรือนอาณาเขต จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ทุกอย่างเหมือนอยู่ในห้วงฝัน กระทั่งแสงสีทองที่อยู่ๆ ก็กระจ่างแจ้งขึ้นมากลางเรือนทำให้ได้สติขึ้นมาวูบหนึ่ง เยื้อนจึงพุ่งไปหา พบว่าเป็นแก้วกล้าที่คว้าดาบแล้วออกไปจากเรือนโดยมีขวัญแก้วเมืองในชุดพร้อมรบติดตามประชิด
“เกิดอะไรขึ้น...” แสงสีทองมาจากเรือนกายของแก้วกล้า นางเยื้อนได้สติรับรู้และคิดถึงคำลุงเจ้าที่เคยบอก ว่าแม่นายพุดพราวได้ให้กำเนิดเทพบุตรสององค์ ดูท่าองค์แรกคงจะเป็นคุณแก้วนี่เอง เขาถึงได้มีรูปทองซ้อนอยู่ในกายเนื้อ แต่...ทำไมเมื่อครู่มันถึงได้เผยออกมากัน
“คุณหนูเมขลาท่าจะแย่แล้ว” ลุงเจ้าที่ปรากฏขึ้นข้างๆ เยื้อนและบอกเล่า “คุณหนูเมขลาเข้าวังไปอยู่กับทูลกระหม่อมนวลชั่วคราว แต่เมื่อครู่มีคนมาแจ้งว่า ฝ่ายในกำลังถูกคนร้ายเข้าถล่ม เห็นว่าคงพุ่งเป้าไปที่ตำหนักพระองค์ พ่อแก้วกับพ่อขวัญเลยจะไปช่วย เมื่อครู่พ่อแก้วควบคุมตนเองไม่ได้”
“ข้าจะไปช่วยคุณหนูเจ้าค่ะ” เยื้อนทำท่าจะพุ่งออกไป “ข้าจะช่วยคุณๆ ทุกคน จะต้องไม่มีใครเป็นอะไรทั้งสิ้น ทุกคนจะต้องอยู่รอดปลอดภัย”
เพียงแต่วิญญาณเยื้อนยังไม่ทันได้ออกพ้นอาณาเขต อยู่ๆ ก็มีลำแสงสีทองมาจากท้องฟ้า ตรงเข้าหล่อล้อมกายนางไว้
“ถ้าพี่เยื้อนไม่ปลอมตัวเป็นข้า ก็คงไม่ตาย วันนี้ข้าต้องมาปลอมตัวเป็นทูลกระหม่อม มิรู้ว่าข้าจะตายหรือเปล่า”
เป็นเสียงเมขลาไม่ผิดเพี้ยน นางเยื้อนจำได้แม่น ขณะที่ละอองสีทองโอบรัดร่างนางแนบแน่นขึ้นเรื่อยๆ และพาหมุนจนขึ้นไปในอากาศ เสียงของเมขลาที่ไม่รู้ดังมาจากที่ไหน แต่กลับแจ่มชัดในห้วงของเยื้อน
“พี่เยื้อน บุญใดๆ ที่ข้าเคยทำ ข้าขออุทิศให้พี่ พี่จะได้ไปเกิดใหม่ยังภพภูมิที่ดี ข้าขอโทษด้วยนะที่เป็นสาเหตุให้พี่ต้องตาย ถ้ามีโอกาสข้าจะตอบแทนพี่ให้ได้อย่างแน่นอน”
เสียงระฆังแก้วดังขึ้นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย เป็นเสียงที่ไพเราะเสนาะกังวานที่สุด ราวกับดังมาจากสรวงสวรรค์ วิญญาณเยื้อนค่อยๆ ลอยขึ้นสูงไปเรื่อยๆ นางมองลงมาก็เห็นลุงเจ้าที่ยกมือไหว้ที่มาของลำแสงสีทอง นางเลยหันไปมองบ้าง จึงเห็นว่าลำแสงนั้นมาจากพระราชวัง ที่ตอนนี้คุณหนูเมขลาคงอยู่ที่นั่น
“คุณหนู ไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองแบบนั้นเลย” เยื้อนได้แต่รำพัน “มิรู้ว่าบุญของคุณหนูกำลังจะพาบ่าวไปที่ไหน แต่ขออย่าให้บ่าวไปไกลจากแม่นายใหญ่และคุณๆ เลยนะเจ้าคะ ขอให้บ่าวได้กลับมาอีกครั้ง บ่าวไม่อยากไปไหน อยากอยู่ที่นี่ อยากอยู่กับทุกคนตลอดไป”