บทนำ ความตายมิอาจพราก 1/1
หญิงสาวมองภาพตรงหน้าด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่ครั้งนี้นางกลับรู้สึกแปลกพิกล
มองออกไปจากหน้าห้องก็คือนอกชาน เสียงปะทะกันของกองกำลังควายด่อนหมีหมาและพวกศัตรูไม่ปรากฏนามดังขึ้นมาถึงบนเรือน แสงไฟคบไต้วูบวาบและเหมือนจะไหม้บางอย่างที่อยู่ในอาณาเขตเพราะมันก่อให้เกิดเพลิงไฟใหญ่โต มือที่กุมดาบไว้สั่นสะท้านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หันไปหาคนข้างๆ
“น้าช้าง ข้ากลัว” บอกแก่คนที่นับถือเป็นทั้งญาติและอาจารย์ที่สอนการต่อสู้ให้ “ข้าจะตายหรือเปล่า ข้าไม่อยากตาย ข้าเป็นห่วงแม่นายใหญ่”
“อีนี่ พูดอะไรของเอ็งหา” หนุ่มใหญ่ที่ยืนกุมดาบข้างๆ เฝ้าหน้าประตูอยู่ด้วยกันหันมาตวาด “ผ่านมากี่หนแล้วเรื่องพรรค์นี้ อยู่ๆ จะมากลัวตาย ปากเอ็งนี่มันน่าโดนนัก”
“ไม่รู้สิน้า ข้าเหมือนใจคอไม่ค่อยดีเลย...” นางกวาดสายตาไปรอบๆ เรือน ยี่สิบปีก่อนหลังเหตุจลาจลในกำแพงอโยธยายุติลง ทุกอย่างย่อยยับเสียหาย หลายครอบครัวพลัดพรากจากคนที่รัก นางเองก็เช่นกัน เวลานั้นนางอายุเจ็ดขวบ ถูกไล่ตบตีมาตามท้องถนนจนมาล้มตรงหน้าแม่นายพุดพราว ท่านจึงสงเคราะห์ขอซื้อตัวให้เป็นอิสระ ให้มาอยู่ในอาณาเขตเป็นบ่าวคนหนึ่ง แต่กลับให้การเลี้ยงดู ทั้งให้เรียนเขียนอ่าน ให้เรียนต่อสู้ วิชาการบ้านการเรือนเบื้องต้นอย่างที่ผู้หญิงควรจะทำเป็น และให้ดูแลลูกๆ ของท่าน ทั้งคุณกัลยา คุณแก้วกล้า คุณเมขลา โดยเฉพาะคุณขวัญแก้วเมือง ที่นางรักมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นคนที่น่าห่วงที่สุด ด้วยทั้งดื้อและซนกว่าใครๆ
นางไม่เคยจากเรือนนี้ไปไหน อยู่จนเลยวัยจะออกเรือนของหญิงชาวบ้านจนแทบจะกลายเป็นสาวเทื้อ คิดอยู่เสมอว่าจะรับใช้แม่นายใหญ่ไปจนตาย จะไม่พรากจากท่านและลูกๆ ของท่านไปเด็ดขาด จะอยู่จนได้เลี้ยงลูกๆ ของคุณๆ ให้ด้วยซ้ำ จะอยู่จนได้เป็นหัวหน้าควายด่อนคนต่อไปต่อจากน้าช้าง เพราะท่านเจ้าคุณเดช สามีของแม่นายใหญ่ เคยชมนางอยู่บ่อยๆ ว่าเก่งกาจผิดสตรีทั่วไป ชนิดที่หากกรมเวียงรับผู้หญิงเข้าเป็นตำรวจได้ นางคงได้เป็นตำรวจหญิงคนแรกแน่นอน
ทั้งที่เป็นคนเก่งมากขนาดนั้น แต่วันนี้กลับเหมือนมีลางสังหรณ์ ใจคอไม่สู้ดีนัก เหมือนจะต้องได้พลัดพรากจากสิ่งที่รักอย่างไรก็ไม่รู้
“น้าช้าง ข้าไม่อยากตาย แต่ถ้าข้าตาย ข้าจะกลับมา” อยู่ๆ นางก็พูดขึ้น พยายามกุมดาบให้แน่นกว่าเดิมเพื่อเรียกความมั่นใจ “ต่อให้ข้าเป็นผี ข้าก็จะกลับมา ข้าจะดูแลแม่นายใหญ่ จะดูแลคุณๆ ทุกท่าน ไปจนกว่ายมบาลจะมาเอาวิญญาณข้าไป”
“เอ็งท่าจะกลัวมาก กลัวจนเพี้ยนขึ้นสมอง” ช้างบ่นอย่างรำคาญเต็มที “จำกฎของควายด่อนได้หรือไม่ เป็นบ่าวเรือนนี้ห้ามตาย เพราะถ้าตาย คนที่เสียใจที่สุด ก็คือคนที่เอ็งรักมากที่สุด ดังนั้นหากไม่อยากให้คนที่เอ็งรักมากที่สุดต้องเสียใจ ก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีควบคู่ไปกับการรักษาชีวิตให้ได้ด้วย เดินทางสายกลางไว้ หากมิได้อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องแลกชีวิตกับคนที่รัก เอ็งย่อมเลือกได้ที่จะถอยออกมาก่อนแล้วค่อยบุกกลับเข้าไปใหม่ เข้าใจหรือไม่ ข้าสอนจนปากเปียกปากแฉะไปหมดแล้ว"
จากที่ไม่กลัว ตอนนี้ช้างเริ่มจะกลัวตาม ไม่ได้กลัวว่าตัวเองจะเป็นอะไร เพราะตัวเองอยู่กับแม่นายพุดพราวมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มรุ่น อยู่มาตั้งแต่พี่พุ่นยังเป็นหัวหน้า ซ้ำยังเคยได้ปลอมตัวยกกลุ่มเป็นราชองครักษ์เพื่อติดตามเจ้านายไปรบในศึกสามเจ้าฟ้าถึงค่ายกาญจนบุรีด่านเจดีย์สามองค์ คนที่ผ่านเหตุการณ์มาขนาดนี้ ย่อมไม่มีอะไรให้ต้องกลัวอีกแล้ว ดังนั้นที่ว่ากล้ว ก็คือกลัวคนข้างๆ นี่เอง ปกตินางเป็นคนใจแข็ง อยู่ๆ มาพูดจาเหมือนสั่งเสีย แบบนี้ไม่ดีเอาเสียเลย
เสียงเอะอะใกล้เข้ามาจนประชิดตีนเรือนแล้ว ช้างเห็นว่าจวนตัวเกินไป พวกลูกน้องข้างล่างน่าจะต้านไม่ไหว ด้วยที่ตระเตรียมซ้อนแผนไว้กับท่านเจ้าคุณ ดูท่าตำรวจจะมาช้าเกิน ต้องบอกแม่นายก่อนให้รู้ตัว
“แม่นาย พวกมันมาถึงหน้าเรือนแล้วขอรับ!”
“ไอ้ช้าง อีเยื้อน เข้ามานี่เร็ว แล้วปิดประตูลั่นดาลด้วย!”
เสียงตอบกลับแทบจะทันที ช้างหันหลังกลับแล้วผลักประตูอย่างรวดเร็ว เห็นแม่นายใหญ่เพิ่งจะเดินออกมาจากห้องด้านหลัง นางชี้มือไปที่หีบ
“ไอ้ช้าง เอ็งออกไปทางช่องลับ แล้วเอาหีบนี้ไปไว้ในห้องไอ้พุ่น ที่เรือนมัน รีบไปเสีย ไอ้พุ่นมันจะเดินทางไปพิษณุโลกคืนนี้ อย่าให้มันรู้ตัวเด็ดขาด หากรู้มันคงไม่ยอมไปและคงจะย้อนกลับมาช่วยเรา เอ็งทำอย่างไรก็ได้ให้หีบนี้ไปกับขบวนเดินทางของไอ้พุ่นมันให้ได้”
“ขอรับ”
ช้างไม่รอช้า วิ่งเข้าไปแบกหีบ มันรู้ตอนนั้นทันทีว่าคุณหนูเมขลาอยู่ข้างในแน่ๆ เพราะได้ยินเสียงร้องไห้กระซิกๆ ดังมาจากข้างใน แม่นายคงจะส่งคุณหนูให้ไปอยู่กับคุณแก้ว เพื่อความปลอดภัยอย่างที่สุด และจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงกันอีก ซึ่งมันเห็นด้วย
“อีเยื้อน มานี่” พุดพราวเรียกหญิงสาวที่ยังยืนมือสั่นอยู่ใกล้ๆ และส่งมีดสั้นที่ตีตราสัญลักษณ์ของพระยาชาญณรงค์สงคราม หรือเจ้าคุณเพิ่ม ผู้เป็นต้นแบบวิชาการต่อสู้ของทั้งองครักษ์ในวังและพวกควายด่อนให้ น้าช้างเคยเล่าให้นางฟังว่า เจ้าคุณเพิ่มแต่เดิมเป็นหัวหน้าองครักษ์ เป็นคนเก่งมากถึงขั้นคิดค้นกระบวนท่าต่อสู้ทั้งดาบและมวยจนพวกราชองครักษ์มีรูปแบบการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ และท่านได้นำทั้งหมดมาประยุกต์เล็กน้อยก่อนจะสอนให้แก่กองกำลังควายด่อนหมีหมาของแม่นายใหญ่ ทำให้ทั้งราชองครักษ์และกองกำลังควายด่อนแทบจะมีวิธีการต่อสู้เหมือนกันไม่มีผิดชนิดเป็นตัวตายตัวแทนกันได้ทุกกระบวนท่า หากไม่สังเกตก็แทบจะแยกความแตกต่างไม่ออกด้วยซ้ำ
“เอ็งไปเอาเสื้อผ้าชุดเก่าที่เปื้อนเลือดคุณหนูมาสวม เอามีดนี้เหน็บไว้ที่ตัว แล้วไปนอนบนเตียงนั่น จงทำทีเป็นคุณหนูเมขลา ทำให้ได้นานที่สุด เท่าที่เอ็งจะทำได้...”
“รับทราบเจ้าค่ะแม่นาย” หญิงสาวรับมีดไปอย่างแข็งขัน แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว นางไปนอนบนเตียงตามคำสั่ง ก่อนจะหันกลับมา
“บ่าวจะทิ้งหลักฐานให้ได้มากที่สุดเจ้าค่ะ”
“ดีมาก ฝากเอ็งด้วย แต่อย่าถึงขั้นแลกชีวิต หากถูกจับได้จวนตัวเมื่อไร ก็ออกมาเลยทันที เข้าใจหรือไม่ ห้ามตายเด็ดขาด”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ เป็นบ่าวเรือนนี้ห้ามตายเจ้าค่ะ”
“ใช่ ห้ามตายเด็ดขาด” แม่นายใหญ่กำดาบในมือแน่น สายตามองไปแต่ที่ประตู เมื่อได้ยินเสียงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“คราวก่อนข้าพลาดเรื่องที่ไม่ได้หมั่นซ้อมการต่อสู้ประชิดตัว ข้าจำฝังใจว่าเกือบตายเพราะหมดแรงสู้ แต่มันจะไม่ใช่กับคราวนี้แน่นอน”
“แม่นายเจ้าคะ” อยู่ๆ หญิงสาวก็เรียกขึ้นอย่างไม่มั่นใจนัก แต่หัวใจมันสั่งให้ทำ พุดพราวจึงหันมาหา “บ่าว...รักแม่นายเจ้าค่ะ ถึงจะอาจเอื้อมเกินไปที่จะพูด แต่บ่าวรักแม่นายเหมือนแม่แท้ๆ เลยเจ้าค่ะ หากไม่มีแม่นาย บ่าวคงตายไปตั้งแต่ยังเด็ก ได้อยู่มาจนถึงวันนี้ ก็เป็นบุญอย่างที่สุดแล้ว ถึงต้องตายไปจริงๆ บ่าวก็จะไม่เสียใจเลยเจ้าค่ะ”
“พูดอะไร ปากช่างอัปมงคลแท้” ทั้งที่กำลังด่า แต่คนด่ากลับทอดเสียงอ่อนลง “ข้าไม่เคยเห็นเอ็งเป็นบ่าวด้วยซ้ำ ถึงได้เลี้ยงมาให้อยู่กับพระชายาและพ่อแก้วเสมอ และที่ข้าฝากให้เอ็งดูแลพ่อขวัญเป็นพิเศษเพราะเขาดื้อมาก ข้าก็ฝากอย่างที่จะให้พี่สาวเป็นคนกำราบน้องชาย”
“อีเยื้อน เอ็งสู้ได้เท่าที่ไหว แต่อย่าตายเพราะการนี้เด็ดขาด หากเอ็งทำอะไรเกินตัวจนเกิดเรื่อง คุณหนูเมขลาของเอ็งจะเสียใจมาก นางเป็นคนใจอ่อน นางจะรับไม่ได้ถ้ามีคนมาตายแทน และข้าด้วย ข้าก็รับไม่ได้เช่นกัน เพราะที่ผ่านมา ข้าก็คิดว่าเอ็งเป็นลูกข้าคนหนึ่งเหมือนกัน”
หญิงสาวจุกแน่นในอกจนไม่มีแม้แต่เสียงจะพูดตอบออกไปได้อีก มิว่าตอนเริ่มต้นของเรื่องราวชีวิตจะเป็นอย่างไร แต่หากตอนนี้คือจุดจบ ก็ถือว่านางได้รับสิ่งที่ประเสริฐที่สุด เท่าที่เกิดมาจะมีได้แล้ว
ครอบครัว
“บ่าวจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปกับแม่นายเจ้าค่ะ” นางพึมพำคนเดียว “บ่าวจะไม่ยอมตาย หรือถ้าตาย บ่าวก็จะกลับมา บ่าวจะไม่ไปไหนทั้งสิ้น บ่าวจะอยู่ที่เรือนนี้ บ่าวจะปกป้องคุณๆ ทุกคนตลอดไป”
หากแต่โลกนี้ย่อมไม่เป็นไปตามใจทุกอย่างที่ใครต้องการได้ ในที่สุดวันหนึ่งซาวาที่ตอนนี้เป็นหัวหน้าแมวเซาแทนเจ้าเพ็ญแล้ว ก็เป็นผู้มาแจ้งกับนายช้าง เพราะไม่กล้าเป็นคนไปบอกพุดพราวเอง แม้ความตายจะเป็นเรื่องสามัญสำหรับเสือหมอบแมวเซาที่คลุกคลีกับความตายของคนใกล้ชิดมาตลอด แต่ซาวารู้ว่าไม่ใช่สำหรับคนในอโยธยา โดยเฉพาะนางเยื้อนที่ซาวาก็เห็นมาแต่เด็ก และยังเคยสอนเรื่องยาพิษเบื้องต้นให้ด้วยซ้ำเพราะความเอ็นดู ตอบแทนที่เยื้อนดูแลเมขลาเป็นอย่างดีอยู่เสมอ
เรื่องที่ซาวาแจ้งช้าง ก็คือแมวเซาพบศพของเยื้อนแล้ว อยู่ในสภาพน่าอนาถ เพราะนางถูกแยกชิ้นส่วนกระจัดกระจายไปในป่า บางส่วนก็หายไปเพราะถูกสัตว์แทะกิน และเมื่อตรวจอย่างละเอียด ก็พบว่าเยื้อนถูกทรมานก่อนตายด้วย แต่บาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตจริงๆ กลับมาจากมีดสั้นของเจ้าคุณเพิ่มที่เยื้อนพกติดตัว ซาวาตรวจแผลของศพแล้ว จึงรู้ว่าเยื้อนเป็นคนลงมือปลิดชีพตัวเอง บางทีนางคงกลัวตัวเองที่ถูกทรมานให้พูดบางอย่างเป็นแน่ เลยชิงลงมือไปเสีย...นี่เป็นวิถีของสายลับอยู่แล้ว ซาวารู้ดี
“ข้าใช้ยารักษาสภาพและต่อร่างให้นางเท่าที่จะทำได้ ก็ดูไม่น่ากลัวเท่าไร แต่ก็...อย่าให้คุณหญิงเห็นจะดีกว่า” ซาวาบอกช้าง “นางเยื้อนใจเด็ดนัก จริงๆ ถ้ามันปาดคอตัวเองคงจะตายเร็วที่สุด แต่แผลที่แขนที่ถูกทรมานมันฉกรรจ์ จึงคงไม่มีแรงจะปาดคอ มันเลยเลือกที่จะแทงหัวใจ ตายช้าหน่อยเพราะกว่าเลือดจะไหลหมด แต่ก็ถือว่ามันเลือกความตายให้ตัวเองอยู่ดี”
ช้างกัดฟันแน่น โทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเยื้อนเอง ที่เอาตัวเองไปอยู่ถึงขั้นนั้น ซาวาพูดต่อ
“แต่เยื้อนได้ทิ้งหลักฐานไว้ให้พวกเรามากมาย นางไม่ตายเปล่า หลักฐานทั้งหมดตอนนี้อยู่กับพวกเจ้าคุณแล้ว อย่างไรไอ้พวกชั่วที่ทำร้ายเยื้อน ก็ไม่มีทางรอดแน่ เจ้าก็อย่าได้เคียดแค้นไปเลย ไปดูแลคุณหญิงให้ดีเถอะ ท่านคงเสียใจมาก”
ทั้งที่ซาวาบอกว่าไม่อยากให้พุดพราวเห็นศพ สุดท้ายนางก็ยืนกรานจะดูให้ได้ ศพเยื้อนถูกย้ายไปที่วัดท่าแจ้ง วัดเดียวที่ทุกคนในเรือนนี้จะได้รับการปลงศพจากหลวงตาเจ้าอาวาส และเก็บเถ้ากระดูกไว้ข้างเจดีย์ใหญ่สีขาวของเจ้านายคนหนึ่งที่ทุกคนไม่เคยเห็นหน้า ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่รู้แค่ว่าชื่อคุณพวงพะยอม และอยู่ใต้ต้นพะยอมในวัดท่าแจ้ง
“ช้าง เอ็งออกไปก่อน” พุดพราวเอ่ยขึ้นเมื่ออยู่หน้าโลงศพ “ข้าอยากอยู่คนเดียวสักพัก”
ช้างแม้ไม่เต็มใจ แต่ก็ถอยออกไปแต่โดยดี เมื่อได้อยู่คนเดียวแล้ว พุดพราวก็เอื้อมมือสั่นๆ ไปเปิดฝาโลง
สภาพศพทำให้นางต้องปิดปากแน่น เพราะความสงสารเวทนามันพุ่งขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม ดูเท่านี้ก็รู้แล้วว่าก่อนตายจะทรมานมากแค่ไหน น้ำตามากมายไหลจนเหมือนใจจะขาด
เนิ่นนานกว่าพุดพราวจะทำใจได้ เปิดหีบใบเล็กๆ แล้วหยิบสายสร้อยที่มีอัญมณีเป็นพลอยสีแดงก่ำแทบจะเป็นม่วงออกมา แล้วใส่ให้กับร่างที่ไร้วิญญาณ
“ข้าตระเตรียมเครื่องประดับเพชรพลอยไว้ให้ลูกหลานทุกคนได้ใช้ตอนจะออกเรือน ของเอ็งข้าก็เตรียมไว้ให้เหมือนกัน แม้เอ็งจะไม่ยอมออกเรือนไปเสียทีก็เถอะ” สวมให้เรียบร้อยแล้วก็ลูบเส้นผมอย่างอ่อนโยน “ข้าจะถือว่าเอ็งออกเรือนไปในครั้งนี้ก็แล้วกัน ไม่ต้องห่วงคนข้างหลังแล้วนะเยื้อน ไปอยู่ในที่ที่เอ็งปรารถนา ไปมีครอบครัวที่ดี ข้าในฐานะแม่ ก็คงจะส่งเอ็งได้เท่านี้”
เพราะพุดพราวไม่มีดวงตาเห็นวิญญาณอีกแล้วหลังผ่านพ้นเหตุการณ์สังหารหัวหน้ากบฏเมื่อยี่สิบปีก่อน วิญญาณสุดท้ายที่พุดพราวมองเห็น คือหลวงประแสผู้เป็นบิดาของตน และเหมือนท่านจะเอาความสามารถในการเห็นวิญญาณทั้งหมดที่เป็นเหมือนคำสาปของพุดพราวไปด้วย จากนั้นมาพุดพราวจึงอยู่ได้อย่างสบายใจ ไม่เห็นผีที่ไหนอีก
เพราะแบบนั้น พุดพราวจึงไม่รู้ว่า วิญญาณของเยื้อนมานั่งกอดขาตนร้องไห้ใจจะขาดอยู่นี่เอง
“แม่นายเจ้าขา...” วิญญาณของเยื้อนวูบไหวไปตามแรงกรรม “บ่าวไม่ไป ไม่ไปไหนทั้งนั้น บ่าวจะอยู่กับแม่นาย ฮือ...”
“แม่นาย เจ้าคุณให้มาตามแล้วขอรับ ท่านว่าต้องรีบกลับไปประชุมได้แล้ว เจ้าคุณเพิ่มเพิ่งกลับมาจากทัพ ก็ให้เรียกหาทันที” ช้างถือวิสาสะเดินมาหาก่อนจะเรียก แต่แล้วมันก็หน้านิ่ว ถูแขนไปมา “ทำไมตรงนี้มันหนาวๆ วะ ขนลุกฉิบ...”
“เออ ข้าก็หนาวๆ แปลกๆ หรือว่า...” พุดพราวคิดอะไรในหัวก่อนสั่นหน้าไล่ความคิด “ไอ้ช้าง ไอ้ปากหมา ทักอะไรให้มันดีๆ ไม่ได้หรือไง”
“บ่าวทักอะไร บ่าวแค่บอกว่าหนาวนะขอรับ” ช้างรู้ทันทีว่าแม่นายคิดอะไรอยู่ รับใช้มานานเป็นสิบๆ ปีขนาดนี้ บางทีไม่ต้องพูด ยังรู้ด้วยซ้ำว่าจะเอาอะไร “กลับดีกว่าขอรับ หลวงตาเตรียมจะเผาอีเยื้อนแล้ว เย็นๆ พวกบ่าวจะมาดูกันอีกที แล้วพรุ่งนี้ค่อยเก็บเถ้ากระดูก”
“เออ พรุ่งนี้ข้าจะมาทำบุญให้มันอีกที” แม้จะโศกเศร้า แต่กิจการงานบ้านเมืองอันสำคัญยังมีอีกมากที่ต้องจัดการ ซึ่งล้วนเกี่ยวกับทั้งครอบครัวตัวเองไปจนถึงไพร่ฟ้าอโยธยา “เยื้อน เอ็งอยู่ที่วัดนี่แหละ มิต้องกลับเรือนดอก หลวงตาเผาเอ็งแล้วเมื่อใด ก็จงไปผุดไปเกิดเถอะ อย่าได้มีอาลัยอีกเลย”
“แม่นาย บ่าวอุตส่าห์ไม่พูด แม่นายมาพูดเสียเอง” ช้างบ่นขณะก้มลงไปฉวยตะกร้าใส่ของทำบุญ รู้สึกหนาวขึ้นไปอีก “อีเยื้อน แม่นายพูดชัดแล้ว เอ็งไม่ต้องตามกลับเรือนเชียวหนา กูกลัว!”