ข้อตกลง

2566 Words
“เลิกเล่นเป็นเด็กๆได้แล้ว” พัชระเดินมานั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามกับยัยตัวแสบพร้อมกับดีดหน้าผากเธอไปทีหนึ่งที่บังอาจเปรียบเขาเป็นหมา “โอ๊ย เจ็บนะ” อาทิตยาลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ “รีบกินซะ เรามีเรื่องต้องคุยกัน” พัชระกล่าวเสียงเรียบ “ใช่ เรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะแยะเลยล่ะ” อาทิตยาไม่สนใจชายหนุ่มตรงหน้าอีกต่อไป เธอตั้งหน้าตั้งตากินบะหมี่ของตัวเองจนหมด เมื่อท้องอิ่มแล้วเธอก็อารมณ์ดีขึ้นมานิดนึง เธอมองดูผู้ชายตรงหน้าที่กำลังกินบะหมี่ด้วยท่าทางผู้ดี๊ผู้ดี คนอะไรแม้แต่ตอนกินยังดูดีมีมารยาท ตัดภาพมาที่ตัวเองที่เป็นผู้หญิงช่างน่าอับอายจริงๆ อาทิตยานั่งรอพัชระอยู่เงียบๆ จนเขาทานเสร็จแล้วจึงคิดจะเก็บชามไปล้าง แต่ก็ช้าไปเพราะคนตัวใหญ่คว้าชามไว้ซะก่อน และบอกเธอว่าจะล้างเองให้เธอไปนั่งรอที่ห้องนั่งเล่น โอเค ดีเหมือนกันเพราะเธอเป็นคนที่ชอบทำกับข้าวนะ แต่ไม่ชอบงานทำความสะอาดสักเท่าไหร่ อาทิตยาจึงเดินตัวปลิวไปนั่งรอตามที่เขาบอก “เรื่องเมื่อคืนผมต้องขอโทษคุณด้วย คุณคงต้องแต่งงานกับผมแล้วล่ะ ผมจะรับผิดชอบคุณเอง” หลังจากล้างจานเสร็จพัชระก็เดินมานั่งตรงข้ามอาทิตยาที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว “คุณไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบฉันหรอก ฉันก็มีส่วนผิดเหมือนกัน” หลังจากที่อารมณ์เธอเย็นลงและมีสติมากขึ้น อาทิตยาก็อยากจะคุยกับเขาดีๆ “ใช่ว่าผมเต็มใจอยากจะแต่งกับคุณ แต่คุณก็เห็นนี่ว่าแม่ผมเห็นตอนเราสองคนอยู่บนเตียงด้วยกันด้วยสภาพที่เราก็รู้ๆกันอยู่ ผมไม่อยากให้แม่มองว่าผมเป็นผู้ชายที่ทำผิดแล้วไม่รับผิดชอบ เพราะฉะนั้นมาแต่งงานกันเถอะ” พัชระมองว่าที่เจ้าสาวพร้อมกับเอ่ยขอแต่งงานอย่างจริงจังแม้จะเป็นแผนการที่เขาวางไว้ก็ตาม เขาจะไม่ยอมให้เธอทำเสียแผนเด็ดขาด “เอ๊ะนี่คุณ ก็บอกว่าไม่ต้องไง ถ้างั้นคุณไม่ต้องแต่งงานกับผู้หญิงทุกคนที่ขึ้นเตียงกับคุณรึไง” จากที่คิดว่าจะคุยกับเขาดีๆ แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วว่ายังจะใจเย็นคุยดีๆกับเขาได้รึเปล่า “ปีเดียว ผมขอแค่ปีเดียวเท่านั้น เราจะแต่งงานกันในนามและเราจะหย่ากันทันทีหลังจากครบ 1 ปี” พัชระพยายาม เกลี้ยกล่อมเธอ ขอเวลาแค่1ปีเท่านั้น เมื่อจัดการกับปัญหาทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาจะปล่อยเธอไป อาทิตยาถึงกับระเบิดหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ พูดแบบนี้เหมือนในละครเป๊ะเลย โอ๊ยหนอชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ไม่คิดว่าชีวิตตัวเองจะตรงตามพล็อตในละคร ถ้าเป็นแบบนี้อีกหน่อยเธอจะต้องตกหลุมรักพระเอกด้วยรึเปล่า เธอได้แต่คิดแล้วส่ายหน้า พัชระไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้อาทิตยาต้องหัวเราะหนักขนาดนี้ ดูท่าจะเป็นบ้าไปซะแล้วล่ะมั้ง เขามองดูเธอหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอย่างไม่เข้าใจ “โทษทีๆ นี่ไปจำมาจากละครเรื่องอะไร” อาทิตยาพยายามกลั้นหัวเราะไปด้วย พร้อมกับเอามือเช็ดน้ำตาตัวเองไปด้วย “ละครอะไร” จู่ๆก็มาพูดเรื่องละครอะไร ยัยคนเพี้ยน “เอาล่ะ อ่ะแฮ่ม บอกมาตามตรงดีกว่าคุณต้องการอะไรกันแน่” อาทิตยาถามเขากลับหลังจากที่เริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองได้แล้ว “ก็แต่งงานกับคุณ” เขาตอบตามความจริง “อย่าอ้อมค้อม! ฉันเป็นคนตรงๆ ฉันรู้ว่าคนอย่างคุณแค่พลาดมีอะไรด้วยกันแค่นี้ ตามจริงคุณไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบด้วยการแต่งงานกับฉันก็ได้นะ แต่คุณกลับเรียกร้องอยากจะแต่งงานด้วย ถึงแม้ว่าจะมีคุณป้ามาเห็นเหตุการณ์ก็ตาม ฉันว่าผู้ชายอย่างคุณไม่น่าจะอยากแต่งงานกับใครเพราะเหตุผลแค่นี้หรอกจริงมั้ย คุณจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงการแต่งงาน บอกมาเถอะว่าทำไมถึงอยากรับผิดชอบฉันขนาดนั้น คุณต้องการอะไรกันแน่” อาทิตยาพยายามอธิบายกับเขาอย่างใจเย็น “โอเคงั้นผมจะพูดกับคุณตรงๆล่ะกัน เมื่อคืนนี้ผมไม่ได้ป้องกัน คุณมีโอกาสตั้งครรภ์ เหตุผลแค่นี้พอมั้ยที่เราสองคนต้องแต่งงานกัน” “นี่คุณว่าอะไรนะ! ไอ้ทุเรศ! คุณเป็นหมอภาษาอะไรเนี่ย ทำไมไม่รู้จักป้องกัน” เมื่อได้ฟังเหตุผลของเขาแล้วอาทิตยาก็อยากจะลุกไปตบตีเขาจัง เสียตัวไม่พอ ยังเสี่ยงท้องอีก แง แม่จ๋าหนูอยากร้องไห้ “คนกำลังจะเข้าได้เข้าเข็มใครจะไปมีเวลาใส่ถุงยางเล่า” เมื่อพัชระตอบกลับมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย อาทิตยาก็ทนไม่ไหวเดินเข้าไปตบตีเขาจนได้ ทั้งๆที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะคุยกับเขาอย่างสงบ “โอ๊ย นี่คุณหยุดตีผมได้แล้ว ไม่เจ็บมือหรือไง ถ้าคุณไม่หยุดผมจะใช้สิทธิ์ว่าที่สามีปล้ำคุณเดี๋ยวนี้แหละ” ถ้าเป็นแบบนี้อีกต่อไปตัวเขาต้องเขียวแน่ ผู้หญิงอะไรชอบใช้กำลัง “ได้! แล้วฉันจะทำยังไงล่ะ ถ้าท้องขึ้นมาจริงๆจะทำยังไงอ่ะ” อาทิตยาหยุดตีแล้วก็นั่งลงข้างคุณหมอหนุ่ม ร่างเล็กนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร “แต่งงานกับผมเถอะ เราจะแต่งงานกันอย่างน้อย 1 ปีหลังจากนั้นถ้าคุณยังอยากหย่า ผมก็จะหย่าให้ หลังจากนี้อีกครึ่งเดือนคุณก็มาหาผมที่โรงพยาบาลเพื่อเช็คว่าคุณท้องรึเปล่า ถึงคุณจะไม่ท้องแต่ผมก็ยังยืนยันว่าเราต้องแต่งงานกัน เพราะยังไงแม่ผมก็รู้เรื่องนี้แล้ว ป่านนี้ท่านคงป่าวประกาศไปทั่วแล้ว คุณคงไม่อยากให้ท่านเป็นผู้ใหญ่ผิดคำพูดหรอกนะ คุณเองก็ทำใจซะเถอะไม่ว่ายังไงก็ต้องแต่งงานกับผมอยู่ดี” พัชระเห็นหญิงสาวร้องไห้สะอึกสะอื้นก็รู้สึกสงสารขึ้นมาทันที แต่ก็ต้องทำใจแข็งไว้ เพราะแผนการนี้จะขาดเธอไม่ได้เด็ดขาด แต่สุดท้ายเขาก็ใจอ่อนเอื้อมมือไปลูบผมเธอเบาๆ และดึงเธอให้พิงไหล่เขาไว้มือใหญ่ก็ลูบแขนของเธอไป เขาพยายามพูดปลอบใจเธอ “ไม่ต้องร้องไห้นะ เรื่องไม่ได้แย่ขนาดนั้น ระหว่างที่เราแต่งงานกันผมจะดูแลคุณอย่างดี ผมจะให้เกียรติคุณในฐานะสามีภรรยา ถึงแม้ว่าเราจะแต่งงานกันในนามก็เถอะ” ดวงตาคู่สวยแดงก่ำเธอมองเขาด้วยความไม่มั่นใจแต่ด้วยเหตุผลทั้งปวงแล้วเธอจำเป็นต้องตอบตกลง “แต่งก็แต่ง แต่ระหว่างนี้คุณห้ามทำอะไรฉันแบบที่สามีภรรยาเขาทำกันนะ แล้วก็ระหว่างที่เราแต่งงานกันฉันไม่อนุญาตให้คุณมีกิ๊กเด็ดขาด ไว้หน้ากันบ้าง อ้อ เราจะนอนแยกห้องกันนะ” หลังจากที่หยุดร้องไห้แล้ว อาทิตยาก็เริ่มพูดในสิ่งที่เธอคิดได้ในตอนนี้ ไม่รู้เป็นอะไรพออยู่ใกล้เขาทีไรต่อมน้ำตาแตกง่ายเหลือเกิน นี่เธอกลายเป็นนางเอกเจ้าน้ำตาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ไหนๆก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ต้องพูดซะให้เคลียร์ตั้งแต่ตอนนี้ “ได้ ผมตกลง ระหว่างนี้เราก็ทำความรู้จักกันให้มากขึ้นแม่ผมจะได้ไม่สงสัย” “อ้อใช่ เรื่องที่คุณขี้ตู่ว่าฉันเป็นแฟนคุณในงานแต่งหญิงฝ้าย ฉันยังไม่ได้จัดการเลยนะ เพราะคุณคนเดียวเลยเรื่องถึงได้เลยเถิดมาถึงขนาดนี้” อาทิตยาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหยิกเอวหนาไร้ไขมันนั่น “โอ๊ย นี่คุณ มันเจ็บนะ ทำไมชอบทำร้ายร่างกายผมจัง” “แค่นี้มันน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ตั้งแต่รู้จักคุณชีวิตฉันก็วุ่นวายไปหมด” “เอาน่า มีแต่คนอยากแต่งงานกับผมเยอะจะตายไป คุณควรจะภูมิใจนะว่าที่สามีทั้งหล่อ รวย แถมยังเป็นคนดีแบบผม” “แหวะ คนหลงตัวเอง ฉันคนหนึ่งล่ะที่ไม่ได้พิศวาสคุณเหมือนแม่สาวๆพวกนั้น” “ถ้ายังไงพรุ่งนี้เราจะไปจดทะเบียนสมรสกัน” ตีเหล็กก็ต้องรีบตีตอนที่ยังร้อน พัชระถือโอกาสตอนที่อาทิตยาอารมณ์เย็นลงแล้ว พูดในสิ่งที่กำลังคิดอยู่ตอนนี้ “ทำไมต้องรีบขนาดนั้น แต่งหลอกๆไม่ต้องจดก็ได้มั้งคุณ” อาทิตยาถลึงตาใส่คนต้นคิด “เพราะหลังจากนี้ผมจะไม่ค่อยว่างน่ะสิ อีกอย่างแม่ผมก็คงไม่ยอมหรอกที่จะไม่จดทะเบียน” เขาโกหกเธอคำโต เพราะเขากลัวเธอเบี้ยวต่างหาก “เอาตามนี้ละกัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมไปรับคุณที่คอนโดตอนบ่าย คุณจะกลับเลยมั้ยเดี๋ยวผมไปส่ง” “เฮ้ นี่คุณฉันยังไม่ได้ตกลงเลยนะ” เหอะ นี่มันมัดมือชกชัดๆ “ต่อไปนี้คุณต้องเรียกผมว่าพี่ คนอื่นจะได้ไม่สงสัย” “ค่ะพี่พัชคนดีของน้องซัน” อาทิตยาแกล้งพูดประชดเขาไป รู้ดีว่าตัวเองปฏิเสธเขาไปไม่ได้ จึงได้แต่ยอมรับอยู่ในใจ ในใจก็ครุ่นคิดว่านี่เธอจะแต่งงานแล้วจริงๆเหรอเนี่ยไม่อยากจะเชื่อเลย ทุกอย่างมันดูเร็วไปหมด “ไปเถอะน้องซันคนดี พร้อมจะกลับรึยัง” พัชระแกล้งแหย่เธอกลับบ้าง ไม่รู้เขากลายเป็นคนขี้แกล้งตั้งแต่เมื่อไหร่ “ขอร้องเถอะ อย่าพูดเลยฉันขนลุก ไปก็ไปฉันเองก็มีงานมีการที่ต้องทำ” ระหว่างทางที่พัชระขับรถมาส่งเธอที่คอนโดเราสองคนก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย เขาบอกแต่ว่าพรุ่งนี้จะมารับตอนบ่ายแล้วก็ขับรถออกไปด้วยกัน นี่เธอควรจะบอกยัยวาดดีมั้ยเนี่ยกับเรื่องที่เกิดขึ้น ถ้านางมารู้ทีหลังนางต้องโกรธแน่ๆ นั่นไงตายยากจริง คนอะไรพูดถึงก็โทรมาเลย “ฮัลโหล มีอะไรจ้ะเพื่อนรัก จะโทรมาทวงงานเหรอ” “มีเรื่องอะไรที่ฉันควรรู้มั้ย อย่างเช่นเรื่องเมื่อวานแกกับคุณพัชไปเป็นแฟนกันตั้งแต่เมื่อไหร่” วาดจันทร์งงมากที่เห็นพัชระอุ้มอาทิตยาออกจากงานและบอกว่าจะไปส่งที่บ้าน เธอนอนไม่หลับทั้งคืนเลยนะเพราะมันคาใจ “เออน่าเรื่องมันยาว ที่จริงฉันมีเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นอีกนะ คือว่า...คือว่าฉันจะแต่งงาน” อาทิตยาตัดสินใจบอกเพื่อนสาวคนสนิท ถึงยังไงนางก็ต้องรู้อยู่ดี “อะไรนะ! แกจะแต่งงานกับพี่พัชเนี่ยนะ แกจะแต่งงานกับคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่ได้นะโว้ย” วาดจันทร์ทั้งตกใจและยินดีกับเพื่อนสาวที่ขายออกแล้วในเวลาเดียวกัน “ที่จริงฉันกับพี่พัชเรารู้จักกันมานานแล้ว เขาเพิ่งขอฉันแต่งเมื่อวาน” อาทิตยาจำเป็นต้องโกหกเพราะเธอรู้ดีว่าเพื่อนคนนี้จะถามไม่หยุดถ้าไม่ได้คำตอบที่พอใจ ‘ขอโทษนะที่ต้องโกหกแก ฉันไม่รู้จะอธิบายให้แกฟังยังไงเรื่องมันซับซ้อนเกินไป’ อาทิตยาบอกเพื่อนในใจเพราะแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังงงๆกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เลย “เฮ้อ แกเองก็โตแล้ว ฉันไม่มีสิทธิ์ไปห้ามแกหรอกถ้าแกจะแต่งงาน แต่ว่าฉันเป็นห่วงแกเพราะพวกแกคบกันได้แปปเดียวเอง อย่าบอกนะว่าที่รีบแต่งเนี่ยเพราะว่าท้องป่องวะ?” “ไอ้บ้า ไม่ใช่โว้ย คิดอะไรบ้าๆแกเห็นฉันเป็นคนยังไงเนี่ย” อาทิตยาใจหล่นไปถึงตาตุ่มตอนเพื่อนสาวเอ่ยทัก ถ้าได้คุยกันต่อหน้าเดาได้เลยว่า ยัยวาดต้องจับไต๋เธอได้แน่ เพราะเธอเป็นคนที่เวลาโกหกจะชอบเผยพิรุธออกมาไม่รู้ตัว คนยิ่งกลัวว่าจะท้องอยู่ด้วย! “ฮ่าๆ ล้อเล่น ฉันแค่เป็นห่วงแกแล้วก็งงนิดหน่อย ยังไงก็ยินดีด้วยนะแก” วาดจันทร์ยินดีกับอาทิตยาด้วยใจจริง ทั้งสองเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเด็ก ดังนั้นความผูกพันของทั้งสองจึงมากกว่าคำว่าเพื่อนสนิท แต่เหมือนกับเป็นพี่น้องกันมากกว่า ถึงแม้ว่าวาดจันทร์จะอายุมากกว่าเพียงไม่กี่เดือน แต่เธอก็มักจะวางตัวเป็นพี่ใหญ่อยู่เสมอ “งงอะไรของแก” “ฉันไม่รู้ว่าควรจะพูดดีรึเปล่า กลัวแกคิดมากว่ะ คือว่ามีข่าววงในเม้าส์มาไง ว่าแฟนเก่าคุณพัชเขากลับมาจากต่างประเทศแล้ว” วาดจันทร์ตัดสินใจพูดในสิ่งที่รู้มา ก็ไม่ได้อยากจะสร้างความร้าวฉาน แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนไร้เดียงสาของเธอจะรู้มั้ย เธอกลัวมันโดนหลอก “แล้วทำไมอ่ะ กลับมาแล้วยังไง” “อ้าวแกนี่ ก็ฉันได้ข่าวมาว่าพอนางกลับมาปุ๊ปก็ตามตอแยคุณพัชหวังจะขอคืนดีด้วยน่ะสิ ฉันกลัวว่าถ่านไฟเก่ามันจะปะทุขึ้นมาซะก่อน นี่คนเขาเม้าส์กันไปทั่ว” “อ้อ เรื่องนี้เองเหรอ ฉันก็พอจะรู้แล้วแหละ พี่พัชเองก็บอกว่าอย่าไปสนใจ เขาไม่มีทางกลับไปคืนดีแน่” อาทิตยาโกหกออกไปอีกครั้ง เรื่องนี้เธอเองก็เพิ่งจะรู้เหมือนกัน เดี๋ยวถ้าเจอเขาจะถามซะให้สิ้นเรื่อง “ได้ยินแบบนี้ ฉันก็เบาใจ ว่าแต่รีบแต่งแบบนี้แกจะมีเวลาเตรียมตัวเหรอยะ” “ก็คงต้องให้แม่วาด ช่วยน้องซันด้วย น้องทำอะไรไม่ถูกเลยเนี่ย ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน” เราสองคนคุยกันต่อเรื่องงานแต่ง ยัยวาดถามเธอว่าอยากได้ธีมอะไร เธอได้แต่บอกไปว่าคุณแม่พี่พัชเขาน่าจะเตรียมให้ เธอเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เธออยากได้งานเรียบง่ายก็พอ เพราะเธอเองก็ไม่ได้มีญาติที่ไหนก็คงจะมีแต่ครอบครัววาดจันทร์ที่คงต้องรบกวนขอให้มาเป็นผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าสาวเท่านั้น ยัยวาดก็บ่นเธอไปหลายอย่างประมาณว่าถามอะไรก็บอกไม่รู้ไปซะทุกเรื่อง และนางยังบอกอีกว่าระดับคุณหญิงศจีคงไม่ได้แค่เรียบง่ายอย่างที่เธอหวังไว้หรอก แล้วนางก็มีเรื่องบ่นอีกมากมาย ส่วนใหญ่เธอเป็นฝ่ายฟังยัยวาดพูดซะมากกว่า จนเธอเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีสายก็ถูกตัดไปนานแล้ว ยัยวาดคงจะโมโหเธอน่าดู ที่ปล่อยให้นางพูดคนเดียวอยู่ได้ตั้งนาน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD