อาทิตยามองดูเบอร์โทรที่ไม่รู้จักที่กำลังโทรเข้ามา เธอช่างใจครู่หนึ่งก่อนจะกดรับสาย “สวัสดีค่ะ”
“พี่เองนะ” น้ำเสียงคุ้นๆ อาทิตยาได้แต่คิดในใจใครวะ? ในชีวิตเธอมีคนโทรหาอยู่ไม่กี่คนหรอกดังนั้นเมื่อเห็นเบอร์โทรแปลกๆโทรเข้ามาจึงแปลกใจนิดๆ
“ไม่ทราบว่าใครคะ ฉันรู้จักคุณรึเปล่า” อาทิตยาไม่ได้ตั้งใจจะกวนโมโหเขานะ แต่นึกไม่ออกจริงๆว่าใคร
“ผ่านไปวันเดียวก็จำว่าที่สามีไม่ได้แล้วเหรอ น้อยใจจริงๆ” ปลายสายตอบกลับเสียงเข้ม
“อ้าวนี่พี่พัชเหรอคะ ใครจะไปรู้เล่า ว่าแต่เอาเบอร์ซันมาได้ไง” อาทิตยาถึงกับงงที่แท้ก็ว่าที่สามีนี่เอง
“เอามาจากไหนไม่สำคัญหรอก ที่โทรมาเพราะจะบอกว่าตอนนี้ออกไปรับไม่ได้แล้วพี่ติดเคสด่วนที่เพิ่งจะรีเฟอร์มาจากโรงพยาบาลอื่น ถ้าจะกรุณามาหาพี่ที่โรงพยาบาลได้จะดีมาก แล้วเราค่อยไปสำนักงานเขตด้วยกัน”
พัชระรีบพูดธุระเพราะว่าเขายังต้องรีบเข้าห้องผ่าตัด มีคนไข้ที่ต้องทำคลอดก่อนกำหนดเนื่องจากคนไข้มีภาวะเสี่ยงที่จะแท้งและยังตรวจพบอาการที่เรียกว่าภาวะรกเสื่อมก่อนกำหนดอีกด้วย
โดยอาการนี้เกิดจากว่าที่คุณแม่อยู่ใกล้ควันต่างๆมากเกินไปจึงทำให้แคลเซียมในรกเสื่อมก่อนกำหนด เขาจึงตัดสินใจให้คนไข้ผ่าคลอดก่อนกำหนดเพื่อนำเด็กออกมาดูแลข้างนอกดีกว่าอยู่ในครรภ์เพราะถ้าเด็กยังอยู่ในครรภ์ต่อไปน้ำคร่ำจะลดน้อยลงจนส่งผลต่อการเจริญเติบโตต่อเด็กในครรภ์
พูดง่ายๆคือเด็กจะไม่โต หากปล่อยไว้นานจะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์
“ช่วยไม่ได้นี่คะ แล้วจะให้ไปรอที่ไหนคะ”
“ถ้ามาถึงแล้วก็ไปเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ละกัน บอกเขาว่ามาหาพี่ พี่จะสั่งคนไว้ถ้าซันมาถึงแล้วเขาจะพามารอที่ห้องทำงานพี่เอง พี่น่าจะทำธุระเสร็จราวๆเที่ยง พี่ต้องไปแล้ว แค่นี้นะแล้วเจอกัน”
พัชระพูดจบก็ตัดสายไปทันที ดูท่าว่าเขาน่าจะยุ่งจริงๆ ที่จริงจะเลื่อนวันก็ได้นะ เธอไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เธอมองดูนาฬิกานี่ก็สิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว จากนี่ไปโรงพยาบาลก็น่าจะถึงเที่ยงกว่าๆ ถ้างั้นออกจากบ้านเลยดีกว่า
*****
ว่าที่คุณแม่อายุ 35 ปี ถูกเข็นเข้ามาในห้องผ่าตัด ภายในห้องที่ไม่เล็กไม่ใหญ่มากมีเพียงไฟบนเพดานที่ส่องสว่างจ้าทั่วทั้งห้อง คนไข้ถูกย้ายตัวให้ลงไปนอนบนเตียงผ่าตัด ปลายเตียงมีเหล่าพยาบาลและแพทย์กำลังเตรียมตัวจะทำการผ่าคลอดให้คนไข้
วิสัญญีแพทย์เริ่มทำการบล็อกหลังคนไข้ และเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 30 นาที พัชระที่ตอนนี้สวมชุดเขียวใส่หมวกใส่หน้ากากเหลือให้เห็นเพียงลูกตาเดินเข้ามาสอบถามคนไข้อีกครั้งว่า
‘ตรงนี้รู้สึกเจ็บมั้ย ตรงนี้ล่ะครับยังเจ็บอยู่รึเปล่า’
เมื่อแน่ใจว่าคนไข้ไม่เจ็บแล้วจริงๆจึงเริ่มลงมือผ่า เวลาผ่านไปสิบนาทีเขาก็ค่อยๆดึงขาเด็กออกมาและตัดสายสะดือออก ‘แจ้งเวลาเกิด 11.36 เพศชาย’
จากนั้นเขาก็ส่งทารกน้อยไปให้หมอเด็กที่ยืนสแตนบายอยู่ด้านข้างทำการดูดน้ำในปากในคอให้เกลี้ยงเพื่อที่จะให้เด็กหายใจได้สะดวก และจัดการเช็ดทำความสะอาดห่อตัวเด็กเพื่อให้ความอบอุ่น ‘เด็กมีอาการตัวเหลืองและซีดถึงแม้จะมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยค่ะ’ เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็เบาใจ
พัชระเริ่มทำความสะอาดมดลูกและจัดการเย็บแผลให้กลับเป็นเหมือนเดิม โดยการเย็บแผลหลังจากการผ่านั้นจะใช้เวลานานกว่าตอนที่เริ่มผ่าเอาเด็กออกมาซะอีก
การผ่าตัดจบลงไปด้วยดีโดยใช้เวลาทั้งสิ้น 50 นาที คุณแม่ถูกส่งตัวไปยังห้องพักฟื้น ตรวจวัดความดัน ตรวจดูอัตราการเสียเลือด เมื่ออาการปกติดีแล้วคนไข้ก็ถูกส่งตัวกลับไปยังห้องพัก
ส่วนทารกน้อยนั้นเนื่องจากคลอดก่อนกำหนดและร่างกายยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ ทารกน้อยจึงถูกส่งตัวเข้าตู้อบหากร่างกายแข็งแรงดีแล้วจึงจะสามารถนำมาเลี้ยงดูได้ตามปกติ
พัชระมองดูนาฬิกาที่ข้อมือนี่ก็เกือบจะบ่ายโมงแล้ว เขารีบจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าทำความสะอาดตัวเองเสร็จแล้วจึงเดินไปยังห้องทำงานของเขา ตอนนี้คาดว่าอาทิตยาคงกำลังรออยู่ที่ห้องแล้ว ขายาวรีบก้าวขึ้นลิฟต์เพื่อที่จะไปห้องทำงานของเขาที่อยู่ฝ่ายบริหาร เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งรอเขาอยู่บนโซฟารับแขกกลางห้อง
“โทษที ที่พี่ไม่ได้ไปรับ รอนานมั้ย” พัชระเดินเข้ามาภายในห้องกำลังจะเดินไปนั่งที่โซฟา แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับลุกขึ้นมาซะก่อน
“พัช พอดีว่าหนิงขับรถผ่านมาแถวนี้ก็เลยมาชวนพัชไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน ได้ยินพี่พยาบาลที่ชื่อเก๋บอกว่าพัชว่างช่วงบ่าย ถ้างั้นทานข้าวเสร็จเราก็ไปดูหนังด้วยกันเป็นไงคะ บ่ายนี้หนิงก็ไม่มีงานที่ไหนแล้วเหมือนกัน”
หนิง กุสุมา เทเลอร์ อดีตดาราสาวสวยชื่อดังที่ลาออกจากวงการบันเทิงไปเมื่อห้าปีก่อนด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ไม่มีใครทราบแม้กระทั่งพัชระที่คบหากับกุสุมามานานถึงแปดปีก็ยังไม่ทราบเช่นกัน
เขาถูกเธอบอกเลิกด้วยเหตุผลที่กุสุมาต้องการไปเป็นนางแบบที่อเมริกาอยากจะไปตามล่าความฝัน ถ้ายังคบกับเขาอยู่เธอจะไม่มีสมาธิในการทำงานเพราะทนคิดถึงเขาที่อยู่เมืองไทยไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะทิ้งเขาแล้วไปทำตามความฝัน
ในช่วงแรกๆที่เธอไปถึงอเมริกาเขาพยายามติดต่อเธออยู่ตลอด แต่เธอกลับบอกว่าไม่ต้องติดต่อมาอีก จนกระทั่งเขาติดต่อเธอไม่ได้อีก จึงตัดสินใจบินตามไปที่อเมริกาจึงได้รู้ว่าที่อยู่ที่เธอให้มานั้นเธอไม่เคยอยู่ที่นั่นเลยตั้งแต่แรก เธอจงใจให้ที่อยู่ปลอมกับเขา เขาเฝ้ารอข่าวการโกอินเตอร์ของเธอ แต่ก็ไร้วี่แวว
เวลาผ่านไปหลายปีสุดท้ายเขาจำต้องตัดใจ พัชระได้ข่าวว่ากุสุมาเพิ่งจะกลับมารับงานอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ อีกทั้งเธอยังคอยหาโอกาสที่จะได้มาพบเขาอย่างเช่นวันนี้ ไม่รู้ใครอนุญาตให้เธอขึ้นมาถึงตรงนี้กัน
“หนิงขึ้นมาที่นี่ได้ยังไง” พัชระเอ่ยเสียงเรียบแฝงความไม่พอใจนิดๆ
“คนของพัชพาขึ้นมาน่ะสิ เราไปกันเลยมั้ยหนิงหิวแล้ว”
กุสุมาพูดออดอ้อนทำตาหวานพลางถือวิสาสะมาคล้องแขนของพัชระ
ทำไมเขาถึงได้รู้สึกถึงความเสแสร้งจากเธอนะ ไม่เหมือนกับอาทิตยาที่ถึงแม้อีกฝ่ายจะดูไม่มีมารยาทไปบ้าง พูดจาโผงผาง แต่เขากลับรู้สึกว่าหญิงสาวเป็นคนน่ารักโดยไม่ต้องฝืนอะไรอยู่กับเธอแล้วก็สบายใจ
นี่เขามัวแต่คิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย ยัยเด็กกะโปโลนั่นอ่ะนะที่น่ารัก เขาเลิกคิดเพ้อเจ้อและคิดว่าจะจัดการกับผู้หญิงตรงหน้าอย่างไรดี
แล้วอาทิตยาล่ะไปไหน หรือว่าเธอจะเบี้ยวนัดเขาซะแล้ว
“ผมคงไปกับคุณไม่ได้ ผมมีนัดแล้ว โทษทีนะ”
พัชระกล่าวพลางดึงแขนที่กำลังเกาะแขนเขาออกอย่างสุภาพ จากนั้นเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของเขาก็ดังขึ้น
“ผมขอตัวก่อน” เขาเดินตรงไปตั้งใจจะรับโทรศัพท์ แต่ก็ถูกกุสุมาดึงรั้งไว้ซะก่อน
“ทำไมพัชต้องเย็นชากับหนิงด้วย เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้เหรอ”
กุสุมาน้ำตาคลอเมื่อถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งหมดเป็นความผิดของเธอเอง เป็นเธอที่ทิ้งเขาไป ถ้าเขาจะโกรธจะเกลียดก็คงไม่แปลก
“ผมขอโทษ เรื่องของเรามันจบลงแล้ว ลืมซะเถอะ”
พัชระเอ่ยเสียงเรียบพลางดึงแขนที่รั้งเขาไว้ออก จริงอยู่ที่เมื่อก่อนเขารักเธอมากแต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ความรักของเขากับเธอมันจบลงไปนานแล้ว
ใบหน้าสวยของกุสุมาเต็มไปด้วยน้ำตา พัชไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ปกติถ้าเขาโกรธก็แค่อ้อนนิดหน่อยเดี๋ยวก็หายโกรธแล้ว เขาไม่เคยปฏิบัติกับเธอเย็นชาแบบนี้มาก่อน หรือว่าเขามีผู้หญิงคนอื่นแล้ว?
เป็นไปไม่ได้...หญิงสาวมองดูเขาที่กำลังเดินออกจากห้องไปด้วยใจสลาย หรือว่ามันจะสายเกินไปแล้วจริงๆ
พัชระเดินออกจากห้องก็ตรงไปที่ลิฟต์เพื่อจะลงไปที่ล็อบบี้ เขาพยายามสลัดภาพที่หนิงกำลังร้องไห้ออกไปจากหัว ในใจเขายังคงเป็นห่วงเป็นใยเธออยู่เสมอถึงแม้เราสองคนจะไม่ใช่แฟนกันแล้ว แต่เรายังอาจจะกลับมาเป็นเพื่อนกันได้ แต่ไม่รู้ว่าหนิงจะยังอยากเป็นเพื่อนกับเขาอยู่รึเปล่า
ลิฟต์พาเขาลงมาถึงล็อบบี้ ก่อนจะเดินต่อไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หากมองจากไกลๆเขาเห็นว่ากำลังมีคนกำลังยืนมุงดูอะไรอยู่ จนกระทั่งเขาเดินไปถึงก็พบต้นเหตุของความชุลมุนที่เกิดขึ้น
“โธ่ พี่ยามหนูไม่ได้โกหกจริงๆนะ คุณพัชเขาให้หนูมาหาจริงๆนะ ปล่อยหนูก่อนได้มั้ย เดี๋ยวหนูโทรหาพี่เขาอีกรอบก็ได้ เผื่อครั้งนี้เขาจะรับสาย”
อาทิตยากำลังอ้อนวอนคุณพี่ยามให้ปล่อยเธอไป เพราะพี่เขาคิดว่าเธอเป็นพวกต้มตุ๋น เนื่องจากว่ามีผู้หญิงก่อนหน้านี้ก็บอกว่ามาพบคุณพัชเหมือนกันและพวกเขาก็ได้พาเธอคนนั้นไปที่ห้องทำงานเขาแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าเธอโกหก
แบบนี้ใครมาถึงก่อนก็เป็นตัวจริงรึไงกัน
“ผู้หญิงที่คุณพัชนัดไว้ เขาขึ้นไปแล้ว น้องพูดไม่รู้เรื่องรึไง ยามจับน้องเขาออกไปเลยค่ะ อย่าให้มาก่อความวุ่นวายอีก คนมองกันใหญ่แล้ว”
พยาบาลวัยกลางคนที่ชื่อเก๋เอ่ยปากพูดพลางมองดู
อาทิตยาด้วยสายตาดูถูก เด็กแบบนี้น่ะเหรอจะมีนัดกับคุณพัช ผู้หญิงคนก่อนหน้านี้ที่เธอเดินขึ้นไปส่งเมื่อสักครู่เธอรู้จักดีเพราะผู้หญิงคนนั้นคืออดีตดาราสาวแฟนเก่าคุณพัช สงสัยถ่านไฟเก่าจะปะทุก็ตอนนี้แหละ
“ขอโทษทีนะน้อง พี่ต้องขออนุญาตพาน้องออกไปก่อน” อาทิตยามองดูพี่ยามที่พยายามช่วยฉันเต็มที่โดยการขอร้องให้พี่พยาบาลอีกคนต่อสายขึ้นไปห้องคุณพัชแต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มีคนรับสาย พี่เขาจึงจำใจต้องพาฉันออกจากโรงพยาบาล
ในขณะที่อาทิตยาหมดหวังที่จะได้พบกับพัชระแล้ว หูก็ได้ยินเสียงคุ้นๆเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” เสียงทุ้มน่าเกรงขามเอ่ยขึ้น หลังจากที่เขาสังเกตการณ์ได้สักพักแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องออกโรงบ้าง ไม่น่าล่ะอาทิตยาถึงไม่ได้ขึ้นไปรอเขาข้างบน เป็นเพราะคนของเขาเข้าใจผิดนี่เอง
“สวัสดีค่ะคุณพัช พอดีว่าเด็กคนนี้น่ะสิคะบอกว่าจะมาขอพบคุณพัชทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เก๋ก็พาคุณหนิงขึ้นไปแล้วเพราะคุณพัชบอกว่าถ้ามีผู้หญิงมาขอพบคุณพัชก็ให้พาไปที่ห้องทำงานของคุณพัชได้เลย แต่เด็กคนนี้ก็ยังยืนยันว่าได้นัดกับคุณพัชไว้แล้ว ทั้งๆที่เก๋ก็บอกไปแล้วว่าแขกของคุณพัชขึ้นไปแล้ว เด็กคนนี้ก็ยังไม่ยอม จะขอพบคุณพัชให้ได้ เก๋เลยให้พี่ยามมาพาน้องออกไปค่ะ”
พยาบาลที่ชื่อเก๋รีบเอ่ยฟ้องผู้เป็นเจ้านาย
อาทิตยาได้แต่เบ้ปาก แหม รีบฟ้องเชียวนะ ระวังจะหน้าแหกแล้วอย่าหาว่าไม่เตือน
เชอะ! เธอยืนฟังเจ๊พยาบาลคนนั้นพูดจนจบก็ถึงกับต้องมองบนที่ท่าทางของนางเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำไมเธอจะดูไม่ออกว่าเจ๊แกดูถูกเธอแค่ไหน แต่ก็ช่างเถอะ เธอไม่อยากจะเก็บมาใส่ใจ
อาทิตยาจึงหันไปส่งสายตาซาบซึ้งขอบคุณไปให้ชายหนุ่มที่ขี่ม้าขาวมาช่วยชีวิตเธอจากกลุ่มไทยมุงได้ทันเวลาพอดิบพอดี เธอมัวแต่ซาบซึ้งจึงไม่ได้สังเกตเลยว่าทำไมทุกคนถึงปฏิบัติกับเขาอย่างนอบน้อม ราวกับเกรงกลัวอะไรสักอย่าง
“พี่พัช มาพอดีเลยช่วยซันด้วย” อาทิตยารีบเดินไปเกาะแขนพัชระทันทีพลางพูดจาออดอ้อนน่าฟัง
“พี่ขอโทษที่ไม่ได้รับโทรศัพท์ พอดีเพิ่งออกจากห้องผ่าตัดเลยลืมเปิดเครื่อง” พัชระเหวอเล็กน้อยที่คนตัวเล็กแสดงละคร
ออดอ้อนเขาต่อหน้าคนมากมาย
ในเมื่ออยากเล่น เขาก็จะช่วย!
เอาแล้วไงงานนี้คดีพลิกจ้า ทุกคนถึงกับมองมาที่เธอตาโต เมื่อได้เห็นฉันและพัชระพูดคุยกันอย่างสนิทสนม โดยเฉพาะยัยพยาบาลที่ชื่อเก๋นั่นถึงกับหน้าซีดไปเลย สมน้ำหน้า! แบบนี้เขาเรียกว่าหัวเราะที่หลังดังกว่า
“ซันเกือบโดนหิ้วออกไปนอกโรงพยาบาลแล้วเนี่ย ดีนะที่พี่พัชมาทันพอดี” อาทิตยาส่งยิ้มกว้างให้ชายหนุ่มผู้ช่วยชีวิตของเธอ พลางเอาศีรษะเล็กถูไถแขนแกร่งที่เธอเคยเห็นแล้วว่ามันเต็มไปด้วยมัดกล้ามมากแค่ไหน
พัชระยกมือลูบศีรษะอาทิตยาเบาๆคล้ายปลอบใจและเอ่ยประโยคที่ทำให้คนแถวนั้นช็อกกันไปตามๆกัน
“ผมขออนุญาตแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก ผู้หญิงคนนี้ชื่อ
อาทิตยาหรือซัน เธอเป็นว่าที่ภรรยาของผม เราจะแต่งงานกันเดือนหน้านี้ คราวหน้าถ้าเธอมาหาผมอีกครั้งผมหวังว่าจะไม่มีใครเข้าใจผิดและกีดกันเธออีกนะครับ” ปลายประโยคเหมือนกับว่าจะจงใจพูดให้พยาบาลที่ชื่อเก๋ฟังชัดๆ
พัชระดึงแขนคนตัวเล็กที่เกาะแขนเขาออกและเปลี่ยนเป็นโอบเอวของเธอแทน ทุกคนในที่นี้ต่างก็ขอโทษเธอที่เข้าใจผิด เธอเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะพวกเขาก็ทำตามหน้าที่ เดี๋ยวนะเขาบอกว่างานแต่งจะจัดเดือนหน้าใช่มั้ย เฮ้ย เร็วไปมั้ย ในตอนที่เธอกำลังจะถามพัชระก็มีเสียงๆหนึ่งแทรกขึ้นมาซะก่อน
“ไม่จริงใช่มั้ยพัช” ผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาสวยหุ่นดีมากเดินเข้ามาถามพัชระด้วยแววตาเศร้า โดยที่อาทิตยาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอคนนั้นถึงได้ดูเศร้านัก
“เป็นเรื่องจริง ถ้ามีเวลาก็อย่าลืมมางานแต่งผมด้วย”
พัชระเอ่ยจบก็โอบเอวเธอเดินออกไปหน้าประตู เธอได้แต่หันหลังแอบมองดูผู้หญิงคนนั้น หรือว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นแฟนเก่าคนที่ยัยวาดเคยเล่าให้ฟังนะ