EP : 01 แค่สบตา...ก็เหมือนต้องโทษ
เสียงกระดิ่งบนอาคารเรียนดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง บัว อรัญวดี หอบแฟ้มแนบอกพลางรีบจ้ำเท้าเข้ามาในห้องเรียนที่เงียบจนได้ยินเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้น
“ขอโทษค่ะ” เธอก้มศีรษะเล็กน้อย ขณะเลี่ยงสายตาของนักศึกษาร่วมคลาส ที่นั่งกันเรียงเต็มแถวด้านหน้า
วันนี้เป็นคลาสแรกของวิชา สื่อเชิงวิพากษ์ ที่ลือกันว่ามีอาจารย์ใหม่มาสอน ใครต่อใครในคณะพูดกันให้แซ่ดว่าเขาเข้ม ดุ เย็นชา และที่สำคัญ…หล่อจนไม่สมควรเป็นอาจารย์
แต่บัวไม่ได้ใส่ใจข่าวลือพวกนั้นนัก เพราะใจยังเจ็บปวดจากความรัก ที่เพิ่งพังไม่เป็นท่าเมื่ออาทิตย์ก่อน
เธอเลือกนั่งแถวหลังสุดใกล้ริมหน้าต่าง ไม่อยากสนใจใคร ไม่อยากสบตาใคร และแน่นอน เธอไม่อยากถูกมองว่าอ่อนแอ
แต่...เธอกลับเงยหน้าขึ้นในวินาทีเดียวกับที่เขาเดินเข้ามาในห้อง
ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขน เงียบขรึม ร่างสูงโปร่งแต่แผ่รังสีแรงกล้าเกินคำว่าปกติ เขาวางแฟ้มลงบนโต๊ะหน้าห้องด้วยท่าทีเรียบง่าย ก่อนจะปรายสายตามองไล่จากนักศึกษาด้านหน้า...ไปจนถึงเธอ
ดวงตาคมเข้มนั้นเหมือนมีแรงกดดันบางอย่าง แค่สบตากันเพียงเสี้ยววินาที บัวกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรมาสะกิดหัวใจให้เต้นแรงกว่าที่ควร
เธอรีบเบือนหน้าหนี สูดลมหายใจช้าๆ แค่เป็นอาจารย์ที่หน้าดุ อย่าคิดมากเลยบัว
เขายืนหน้าโต๊ะนิ่งๆ อยู่ไม่กี่วินาทีก่อนเปิดคลาส เสียงทุ้มเย็นของเขาดังขึ้นท่ามกลางห้องเรียนเงียบสนิท ราบเรียบ แต่กดหัวใจคนฟังให้สงบลงได้ในพริบตา
“ผมชื่อธีรวัต อัครกานต์ เรียกว่าคุณธีร์ก็ได้ ผมไม่ใช่คนใจดี ไม่ใช่คนยืดหยุ่น และไม่รับคำขอโทษเวลาส่งงานสาย”
บรรยากาศทั้งห้องขึงตึงทันที นักศึกษาบางคนหันไปสบตากัน บางคนกลืนน้ำลายลงคอ
แต่บัวกลับไม่รู้สึกกลัว ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกแปลกประหลาด
เสียงเขาฟังดูนิ่ง แต่ในนั้นกลับมีแรงดึงดูด ที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกมอง ท่ามกลางห้องที่เต็มไปด้วยผู้คน และมันทำให้เธอลืมไปชั่วครู่ ว่าเธอเคยตั้งกฎกับตัวเองไว้
ว่าจะไม่ยุ่งกับใครอีก โดยเฉพาะคนที่อันตรายกว่ารักเก่าเป็นร้อยเท่า
“ทุกคนมีเอกสารในมือแล้วใช่ไหม” เสียงทุ้มเย็นของธีรวัตดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะเดินไปยังกระดานไวท์บอร์ดด้านหน้า พร้อมเขียนหัวข้อ “สื่อ กับอำนาจที่มองไม่เห็น”
บัวเหลือบมองตามเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ จังหวะที่ปลายปากกาเมจิกลากเป็นเส้นโค้งเฉียบ เธอกลับรู้สึกว่ามันคล้ายดวงตาเขาที่เพิ่งจ้องมาเมื่อครู่ นิ่ง เรียบ แต่เฉือนเฉียบเหมือนคมมีด
“อำนาจ” เขาวางปากกา แล้วหันกลับมามองทั้งห้อง
“ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงตะโกน หรือการข่มขู่เพื่อควบคุมใครสักคน”
เขาเดินกลับมายังโต๊ะหน้าห้อง ชี้นิ้วไปยังแถวหลังสุด “ขอยกตัวอย่างคนที่เพิ่งมาสาย คุณชื่ออะไรครับ”
บัวชะงัก สายตาทั้งห้องหันมาที่เธอราวกับนัดกันไว้ เธอสูดลมหายใจ ก่อนตอบเสียงเรียบ
“บัวค่ะ อรัญวดี”
เขาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “คุณคิดว่าอำนาจสามารถควบคุมเราได้ถึงระดับไหน”
คำถามนั้น ไม่ใช่แค่โยนใส่เธอธรรมดา แต่มันเหมือนเป็นการ ท้าทาย และ เปิดเกม บางอย่าง
บัวเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตรงๆ แรงปะทะทางสายตาเกิดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เธอไม่หลบ ไม่ถอย
“ขึ้นอยู่กับว่า ใครถือมันค่ะ” เธอตอบเรียบๆแล้วยิ้มนิดๆ ราวกับยั่วเย้า
“ถ้าคนที่ถือมัน มีแต่เปลือก แต่กลวงข้างใน อำนาจนั้นก็ไม่มีวันสั่งให้ใครยอมได้จริงๆ”
ทั้งห้องเงียบลงทันที คำตอบของเธอฟังดูธรรมดา แต่สายตาที่เธอสบกลับไป มันบอกชัดว่าเธอกำลังลองของ
ธีรวัตนิ่งไปเล็กน้อย ริมฝีปากกระตุกคล้ายจะยิ้ม แต่ไม่ยิ้ม เขาไม่พูดอะไร แค่ยืนนิ่ง มองเธอด้วยดวงตาที่เหมือนกำลังวัดระดับ
และนั่นทำให้บัวรู้ตัวว่า เธอกำลังจุดไฟบางอย่างขึ้นมา โดยไม่ได้ตั้งใจ หรือบางที…เธอตั้งใจ
“น่าสนใจ” เขาพูดเสียงแผ่ว แต่ได้ยินชัดทั่วห้อง จากนั้นก็หันกลับไปเขียนต่อโดยไม่พูดกับเธออีกแม้คำเดียว
แต่บัวกลับรู้สึกว่า เธอไม่ได้ถูกปล่อยผ่าน ตรงกันข้าม เธอถูกขังไว้ในสายตาเขาตั้งแต่ประโยคนั้นหลุดออกจากปากไปแล้ว และเธอก็เพิ่งเข้าใจว่า บางทีอำนาจที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่การข่มขู่ แต่คือการที่เขาไม่พูดอะไรเลย
เสียงเก้าอี้ขูดพื้นดังขึ้นพร้อมกับเสียงพูดคุยของนักศึกษาที่ทยอยกันออกจากห้องเรียน บัวเก็บเอกสารการเรียนโดยไม่พูดกับใคร ไม่ใช่เพราะเธอเก็บตัวแต่เพราะเธอกำลังฟัง...ฟังเสียงฝีเท้าของคนๆหนึ่ง ที่ยังไม่ขยับไปไหนเลย
ธีรวัตยังอยู่หน้าห้อง เขากำลังจัดแฟ้มใส่กระเป๋าใบเรียบหรู วางปากกาอย่างเป็นระเบียบ และทุกการเคลื่อนไหวนั้นเธอรู้สึกได้ว่าเขากำลังจับตาดูเธอ
บัวพับสายกระเป๋าใส่บ่า หยิบโทรศัพท์ แต่ไม่ได้เปิดดูอะไรเลย เธอกำลังถ่วงเวลา และเธอรู้ว่าเขาก็รู้
บรรยากาศในห้องเรียนตอนนี้เหลือแค่ความเงียบ แสงแดดจากหน้าต่างสาดเข้ามากระทบโต๊ะเรียนว่างเปล่า ทุกอย่างเหมือนช้า และหนักขึ้นทุกวินาที
พอเธอหันไปเตรียมเดินออกจากห้องเสียงของเขาก็ดังขึ้น
“คุณอรัญวดี” เสียงเรียกชื่อจริงราบเรียบ ไม่เร่งเร้า แต่เธอกลับสะดุดฝีเท้าทันที
บัวหันกลับมา เจอสายตาคมกริบของเขาจ้องอยู่พอดี
“คำตอบเมื่อครู่ มันไม่ผิด แต่กล้ากว่าที่ผมคาด” เขาเอ่ย พลางเดินเข้ามาหยุดห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว
เธอยิ้มมุมปาก แล้วตอบกลับเขาไป “แค่ตอบตามที่คิดค่ะ”
เขาพยักหน้าเล็กน้อย “งั้นผมก็หวังว่าคุณจะรับผลของความคิดนั้นได้ในระยะยาว”
บัวชะงักเล็กน้อย คำพูดนั้นไม่มีอะไรชัดเจน ไม่มีคำขู่ ไม่มีการตำหนิ แต่มีอะไรบางอย่างในน้ำเสียงของเขา ที่ทำให้เธอขนลุกวาบขึ้นมา
เหมือนกับว่าเขาไม่ได้แค่ฟัง แต่กำลังจดจำทุกอย่างที่เธอพูด
“แล้วถ้าฉันรับได้ล่ะคะ” เธอถามกลับ เสียงเบาแต่มั่นคง
ธีรวัตไม่ตอบ เขาเพียงยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มบาที่ไม่อ่อนโยน ไม่อวดดี แต่กลับเหมือนเป็นสัญญาณอะไรบางอย่าง
“ไว้ค่อยว่ากัน ตอนที่มันเริ่มจริงๆ” สิ้นคำ เขาเดินจากไปทันที ทิ้งให้เธอยืนอยู่กลางห้องเรียนที่เงียบสนิท
หัวใจของบัวเต้นแรง ราวกับเพิ่งถูกผลักเข้าไปอยู่ในเขตอันตรายที่ไม่มีป้ายเตือน และเธอก็รู้ตัวในตอนนั้นเอง
ว่าเธอกำลังจะฝ่าฝืนกฎข้อแรกของตัวเอง
หอพักหญิงในช่วงบ่ายแก่ๆ เงียบสงบ แสงแดดที่ลอดผ่านผ้าม่านซีดจางทอดตัวลงบนเตียงเดี่ยว บัววางกระเป๋าลง ก่อนจะทรุดตัวนั่งข้างเตียง
มือของเธอยังจับขอบเตียงไว้แน่น เหมือนกำลังเหนื่อยล้า ทั้งที่วันนี้เพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง
‘คุณอรัญวดี‘
เสียงของเขายังดังก้องอยู่ในหัว ไม่รู้ทำไมเธอถึงจำเสียงนั้นได้ชัดเจนขนาดนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรในตัวเขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนโดน…มองทะลุ
บัวก้มหน้าซบมือตัวเอง ความร้อนจากฝ่ามือไม่ได้ช่วยคลายความว้าวุ่นในอกเลยแม้แต่น้อย
ภาพที่เขามองเธอ ไม่ได้หวาน ไม่ได้หื่น ไม่ได้ยิ้มด้วยซ้ำ แต่กลับทำให้หัวใจเธอเต้นแรงกว่าผู้ชายคนไหนที่เคยเข้ามาในชีวิต แรงจนเธอลืมไปว่าเคยเสียใจแค่ไหนจากรักเก่า
เธอเคยคิดว่าไม่มีอะไรเจ็บเท่าการโดนหักหลังจากคนที่ไว้ใจ
เคยเชื่อว่าหลังจากร้องไห้จนหลับไปหลายคืน เธอคงไม่รู้สึกอะไรกับใครได้ง่ายๆอีก
แต่แค่สายตาเดียวจากเขา คนที่เธอไม่รู้จักด้วยซ้ำ เธอกลับรู้สึกเหมือนโดนสะกิดใจบางอย่าง ที่ยังไม่เคยมีใครแตะถึง
“ทำไมกันนะ…” เธอพูดเหมือนถามตัวเอง ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลย
ไม่แม้แต่จะยิ้มให้ ไม่แม้แต่จะพูดหวาน แค่ใช้คำธรรมดา เสียงนิ่งๆ แต่กลับทำให้เธอกลับมานั่งคิดซ้ำไปซ้ำมา วนไปวนมาแบบนี้
บัวเงยหน้าขึ้น เงาสะท้อนในกระจกตรงข้างผนังห้อง เผยให้เห็นใบหน้าตัวเอง
“หยุดคิดเถอะบัว” เธอพูด ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดม่าน หวังให้แสงแดดกลบความมืดในใจ
แต่เธอก็รู้ดี ต่อให้แสงสว่างจะเต็มห้องแค่ไหน ความคิดบางอย่างมันก็เริ่มก่อตัวในเงามืดของหัวใจไปแล้ว