chapter 1 ไม่น่าห่าเหินกันจนต้องใช้คำนั้นมั้ง
Chapter 1
ไม่น่าห่างเหินกันจนต้องใช้คำนั่นมั้ง
"จิ๊! ใครมันเป็นคนคิดกฏว่าต้องแยกกันอยู่ก่อนแต่งวะ! หาเรื่องกูชิบหาย อย่าให้กูรู้นะมึง!"
น้ำเสียงกึ่งสบถหลุดออกมาจากริมปากบางเฉียบที่ค่อนไปทางดื้อรั้นหลายรอบ จากเดิมเสี้ยวหน้าที่เคยดุดันอยู่แล้ว วันนี้กับเข้มคมขึ้นกระทั่งเวลาผ่านไปได้ราวอีกสิบกว่านาที คนที่ไร้ความมั่นคงทางอารมณ์ก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป
เมฆินทร์มักเป็นเช่นนั้น
"พรึบ!"
คอเสื้อเชิ้ตผู้เป็นเจ้าบ่าวถูกรั้งออกระบายความร้อนรุ่ม ก่อนที่ลำคอตั้งตรงจะเอียงซ้ายขวาหนักๆจนเสียงกระดูกขัดกันดังก้อง ฝ่าเท้าเรียวขยับออกเดินตรงไปตามเวทีรูปตัวแอลช้าๆ กระทั่งเสียงทุ้มขรึมที่คุ้นเคยดังเรียกสติ
"ไปไหนหมอก"
คิณพัฒน์ถามเสียงเข้ม หางคิ้วคมเลิกสูงเล็กน้อย ก่อนจะกดสายตาสีทะมึนข่มคนดื้อรั้นไร้กรอบให้เชื่อฟัง
"จะไปรับเมีย เฮียมายุ่งอะไรวะ!"
เสียงทุ้มต่ำอันเป็นเอกลักษณ์สะบัดเสียงตอบผู้เป็นพี่ แม้ว่าในบรรดาสี่พี่น้องเมฆินทร์จะสนิทกับคิณพัฒน์ที่สุด ก็ไม่ใช่ว่าเจ้าตัวจะต้องยำเกรงอีกฝ่ายทุกเรื่อง โดยเฉพาะ ตอนที่อารมณ์โคตรเสียอย่างตอนนี้ สองนัยเนตรคมดุจเหยี่ยวแทรกประสานกันนิิ่งจนดูไม่ออกว่าใครจะเป็นผู้ปราชัยก่อน กระทั่ง... ร่างบอบบางที่่คุ้นตาเดินผ่านประตูเข้ามาไกลๆ
เมฆินทร์กระตุกยิ้มอ่อน ตั้งแต่ตนเกิดมาไม่บ่อยครั้งที่เจ้าตัวจะชนะคิณพัฒน์ ทว่าว่าครั้งนี้ โอกาสมันมีถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์
"เอาเวลามาเสือกเรื่องกู ไปทำอย่างอื่นดีกว่า ไม่ยักรู้นะ ว่าแฟนเก่าเฮียจะมางานแต่งกูด้วย น้ำใจประเสริฐจริงๆ"
คำว่าแฟนเก่า คล้ายไปย้อนเกร็ดคนฟังเข้าอย่างจังสองนัยน์ตาสีนิลเข้มเบนไปมองต้นทางที่คนน้องมองอยู่ ก่อนทั้งร่างแกร่งจะชาวาบไร้การตอบสนองไปชั่วขณะ
"ข้าวฟ่างสวยนะ สวยกว่าเดิมเป็นกองเลย สมชื่อเลยว่ะ...ชื่ออะไรอะไรนะ กูลืม.."
"ต้องมนตรา......"
เสียงทุ้มขรึมเอ่ยขัดประโยคพึมพำของคนน้อง นัยน์ตาสีอำพันเข้มจับจ้องไปที่ดวงหน้าหวานนิ่งลึกกระทั่งผู้ร่วมเหตุการณ์อย่างเมฆินทร์อ่านไม่ออก ไอความสับสนปะปนความฟุ้งซ่านฉาบเคลือบไปทั้งใบหน้ากร้าวแข็ง กระทั่งมือหนาคว้าแก้วไวน์สีเข้มขึ้นมายกเทกรอกปากรวดเดียวจนหมดเพื่อดับใจ
"ฮึ"
"เดี๋ยวจะเมาก่อนงานเลิกนะเฮีย...จิบเบาหน่อย"
มุมปากกระจับแย้มยก เมื่อเห็นอากัปกิริยาที่เขาเคยผ่านมาแล้วเช่นกัน มันเป็นสายตาเดียวกับที่เขาใช้มองพลอยนิรา ทว่า คิณพัฒน์กับใช้ท่าทางเดียวกันจับจ้องไปที่แฟนเก่าอย่างต้องมนตรา
"ปกติสันดานมึงเป็นแบบนี้รึไงหมอก"
เสียงขรึมกดต่ำกระทั่งสองนัยเนตรเฉีียบขาดหลุบลงมองคนน้องนิ่งสนิทไร้แวว
"อะไร"
เมฆินทร์ย้อนคำถาม ก่อนสองมุมปากจะยกยิ้ม
"พูดมาก แล้วยังขี้เสือก"
วาจากร้าวแข็งสำทับอีกรอบ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะทิ้งสะโพกลงนั่งยังจุดเดิม ทว่าสองนัยน์ตาที่คุมขังความเกรี้ยวกราดใว้จนมิด กับไม่ละสายตาจากใบหน้าคนที่กำำลังยิ้้มร่าอยู่ไม่ไกลสักวินาทีเดียวราวกับเขาเอง ที่เป็นเจ้าของเธอ
"ไหนบอกไม่มีกูแล้วอยู่ไม่ได้ไง...เท่าที่เห็น ก็ดูมีความสุขดี.....มีความสุขกว่ากูด้วยซ้ำฮึ"
ปากกระจับยกผยองก่อนจะไล้ปลายนิ้ววนรอบปากแก้วกลมเบาๆ สองนัยน์ตาสีเข้มฉาบเคลือบไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ตัวเขาเองรู้คำตอบของมันดี
กระทั่งคนที่เคยถ่วงเวลาใว้เมื่อครู่หายลับออกไปจากสายตา
"แม่ง!...ไอ้เวรหมอก!"
สันกรามขึ้นชุดไปทั้งกรอบหน้า ก่อนเสียงทุ้มต่ำจะเอ่ยรอดส่วนกระดูกฟัน นัยเนตรเฉียบขาดกวาดตาคมดุจเหยี่ยวมองรอบโถงจัดเลี้ยงจนทั่ว ทว่ายังคงไร้วี่แววน้องรัก และชั่วขณะที่มือหนายกอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมาถือ แสงไฟสีนวลตาที่เคยสว่างไสวกลับมืดลง
สองประตูห้องจัดเลี้ยงบานใหญ่ถูกถีบเปิดออกกว้าง ก่อนที่แสงสปอร์ตไลฟ์จะโฟกัสลงที่เวทีรูปตัวแอลกว้าง ท่ามกลางความประหลาดใจ ของแขกผู้มาร่วมกัน กลับมีร่างที่คุ้นเคยก้าวเดินเข้ามาช้าๆ ด้วยท่าทีมั่นคง
ใบหน้าที่ดูดื้อรั้น กระทั้งสองคิ้วคมที่ขดรัดกันเป็นเกลียว เมฆินทร์...ไอ้เวรนั่นยังอยูู่่ในชุดพิธีการเรียบร้อยดังเหมือนเดิม ทว่าสองลำแขนแกร่งนั่นกลับช้อนอุ้มผู้เป็นเช้าสาวในชุดราตรีสีขาวดุจเจ้าหญิงใว้แนบอก
"ไอ้เวรหมอก!"
มือหยาบกร้าบยกลูบหน้าฝากกว้างจรดปลายคางก่อนจะเชิดใบหน้าขาวจัดที่เต็มไปด้วยริ้วแดงของฤทธิ์โทสะเชิดมองเพดาลสูง
สะโพกแน่นหนั่นไปด้วยมัดกล้ามทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้นวมดังตึง ก่อนนัยเนตรกดดันจะจ้องใบหน้าคนน้องด้วยอารมณ์ที่คล้ายทะลวงหมัดใส่หน้าอีกฝ่ายไปเรียบร้อยแล้ว
"เอาหน่าเฮีย..ชินกับสันดาลมันสักทีเถอะ ก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย คนมันพึ่งเคยมีเมียคงใจร้อน"
"ผลัดกันให้ท้าย สันดานถึงคล้ายกันไปหมด..พวกเวร"
ผู้ร่วมขบวนการอย่างทิวากรยิิ้มมุมปาก ก่อนจะรินไวน์รสเข้มขัดให้คนเป็นใหญ่เหนือตน
คิณพัฒน์มองอีกฝ่ายนิ่ง สันกรามหนายังคงขึ้นชัดไปทั้งกรอบหน้า กระทั่งร่างบางที่คุ้นตาเดินเคียงมากับน้องสาวคนเล็ก
"พี่ฟ่าง..นั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เสร็จพิธีเดี๋ยวนับตามพี่หมอกพี่ กับ พี่พลอยมาหา"
นับดาวเอ่ยเสียงนุ่มก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ตัวเล็กให้อีกฝ่ายนั่ง ทว่าที่ตรงนั้นมันดันเป็นที่ว่างข้างใครอีกคน...
ต้องมนตรายิ้มรับ มือขาวบางรั้งกระโปรงทรงแคบขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่ง ทว่าชุดที่ผ้าไหมพื้นเมืองที่เจ้าตัวเลือกใส่ก่อปัญหาให้เล็กน้อย จนหัวคิ้วเรียวเผลอยกขมวด
"รู้ว่าใส่แล้วนั่งรำบาก ก็ยังโง่ใส่"
"ปัง!"
เสียงทุ้มขรึมเอ่ยกดต่ำ ก่อนที่เอ้าอี้นวมสีเดียวกับพิธีการจะถูกผลักกระแทกชนช่วงแข้งคนตัวเล็ก
ใบหน้าหวานชาวาบ ก้อนเนื้อที่เต้นกลางอกกระสั่นกระเพื่อมไต่ระดับขึ้นมามีน้อยกระทั่งทวีความรุนแรงเมื่อนัยน์์ตากลมสบเข้ากับเสี้ยวหน้าเคร่งขึมที่มองเธออยู่ก่อนแล้ว
ใบหน้านั่น
หัวคิ้วนั่น
กระทั่งสันจมูกที่เธอเคยจับ
นัยน์ตาสีอำพันเข้มที่กดต่ำ
ริมฝีปากบางเฉียบที่มักยกผยองอยู่ตลอดเวลา
เฮียพายุ...
ความสั่นคลอนปรากฏขึ้นในแววตาคนตัวเล็กจนเจ้าของมันต้องหลุบใบหน้าลงต่ำ ปลายนิ้วที่ดึงรั้งชายกระโปรงสีหวานเผลอกำจิกกันจนแน่น ทว่า ก็ยังไม่อาจรอดพ้นสายตาเฉียบขาดที่จ้องมาเข้มเขม็ง
"เขยิบมานั่งตรงนี้ อย่ามัวยืนบังคนอื่น"
เสียงขรึมกดต่ำที่คนฟังต้องตกอยู่ในอำนาจเอ่ยสำทับรอบสอง และคราวนี้มันไต่นะดับเป็นกดดันจนต้องมนตราไม่อาจฝ่าฝืน
ริมฝีปากอวบอิ่มเผลอขบเม้มกันแน่นจนเป็นเส้นตรง ก่อนที่สองขาเรียวจะเก้าขยับไปนั่งยังเก้าอี้ที่ลงแขนแกร่งของอีกคนคาค้ำอยู่
"รบกวนคุณคิณพัฒน์เอาแขนออกหน่อยได้ไหมคะ...คือเรานั่งไม่ถนัด"
เสียงเบาหวิวที่แทบหลุดกลืนลงรำคอเอ่ยออกมาด้วยใจที่เเทบสั่นเสมอร่าง
ทว่าคนถูกกล่าวถึง กับเลือดในกายร้อนรุ่มจนแทบจะแผ่ไออำมหิตออกมาต้มแกงคนที่นั่งเคียงกันไปพร้อมกับเขา
"คุณ...เรา?"
เสียงทุ้มกดต่ำเอ่ยทวนประโยคแสนระคายหูอีกครั้ง ก่อนที่ปลายนิ้วจะเกลี่ยเส้นผมนิ้วพริ้วที่ปกหัวไหล่มนออกแผ่วเบา
"ไม่น่าห่างเหินกันจนต้องใช้คำนั่นมั้ง"