1.กาลก่อน ณ สวรรค์ชั้นฟ้า
“เราต้องบุกแล้วไท่จื่อ”
แม่ทัพข้างกายรายงานผู้บัญชาการใหญ่ของทัพซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะตัวใหญ่ที่มีแผนที่จำลองเสมือนจริงของดินแดนมนุษย์โดยถูกเผ่าปิศาจครอบครองลอยอยู่ตรงกลาง
“หากไม่เคลื่อนทัพเวลานี้ เราอาจตีขนาบพร้อมทัพท่านเทพสงครามไม่ทัน”
ทัพสวรรค์แบ่งออกเป็นสองทัพนำโดยองค์ไท่จื่อเจิ้งหานที่มีทัพเสริมเป็นเผ่าวิหคหนึ่งทัพ กับเทพสงครามจิ่นลี่ซึ่งบุกมาพร้อมเผ่าบาดาลพันธมิตรอีกหนึ่งทัพ แม้กองทัพพร้อมแล้วทว่าผู้บัญชาการก็ยังไม่สั่งเคลื่อนพลทำให้แม่ทัพสวรรค์กับเผ่าวิหคต่างก็เริ่มกังวล
“เคลื่อนทัพ”
ไท่จื่อเจิ้งหานนิ่งเงียบไม่นานนักก็เอ่ยขึ้น
“แต่พระชายา...”
รองแม่ทัพเผ่าวิหคจะเอ่ยทัดทานแต่แม่ทัพกลับกระแทกแขนห้ามเอาไว้อีกฝ่ายจึงหยุดปาก
“รับบัญชา”
เมื่อไม่มีผู้ใดเอ่ยขัด แม่ทัพสวรรค์มือขวาของเทพสงครามที่ร่วมทัพกับไท่จื่อเพื่อประสานกลศึกระหว่างสองทัพก็รับคำก่อนสั่งการออกไป
“สั่งกองพลเตรียมเคลื่อนทัพ”
คำสั่งมากองทัพพร้อม ไทจื่อนำทัพสวรรค์มุ่งหน้าสู่แดนมนุษย์ที่เวลานี้เหมือนเป็นกึ่งแดนปิศาจไปแล้ว ด้วยถูกปกครองโดยเผ่าปิศาจที่แผ่อิทธิพลรุกรานกินอาณาเขตกว้างขวางทั่วดินแดน ผู้คนถูกความมืดดำครอบงำจิตใจ เจ้าเมืองกับบรรดาขุนนางต่างก็แย่งชิงความเป็นใหญ่ ประชาชนถูกข่มเหงรีดไถลำบากยากแค้นถึงขั้นปล้นฆ่า เผ่าปิศาจใช้กลยุทธ์ให้มนุษย์ทำร้ายกันเองจึงกลืนกินได้โดยง่ายแทบไม่เปลืองแรง ทั้งยังมีเป้าหมายเป็นใหญ่เหนือดินแดนทั้งปวงอีกด้วย
“หนิงเอ๋อร์ล่ะท่านอา”
ฉีเฟิ่งรองแม่ทัพเผ่าวิหคกระซิบกับแม่ทัพสือเฟิ่ง
“นางมิได้มาร่วมทัพจะไม่เป็นการขัดบัญชาหรือ”
“หากกังวลเจ้าก็ควรใส่ใจในการรบ ตัดหัวแม่ทัพเผ่าปิศาจให้ได้ ทัพสวรรค์มีชัยด้วยฝีมือเผ่าวิหคอาจขอประทานอภัยให้หนิงเฟิ่งได้”
คนได้ยินสีหน้าไม่ดีนักด้วยนึกเป็นห่วงว่าผู้เป็นน้องอาจต้องโทษทัณฑ์ ใจส่วนหนึ่งนึกกังวลว่าเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ น้องสาวของตนไม่เคยเหลวไหลเช่นนี้
กองทัพสวรรค์ตีประกบเผ่าปิศาจจากดินแดนบาดาลที่อยู่ระหว่างแดนปีศาจและมนุษย์พร้อมกับด้านบนจากดินแดนวิหค การสู้รบกินเวลาหลายวันหลายคืน กองทัพปิศาจอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ แม้ราชาผู้นำทัพจะมีพลังมหาศาลแต่ทหารมนุษย์อ่อนแอกว่าบรรดาเทพเซียน มีเพียงทหารจากเผ่าปิศาจที่พอรับมือไหว ทัพสวรรค์ไม่อาจเลี่ยงการโจมตีกองทัพของเหล่ามนุษย์ได้ ไท่จื่อต้องการให้สงครามจบลงโดยเร็วเพื่อไม่เป็นการทำลายมวลมนุษย์มากไปกว่านี้ และนำทัพบุกทะลวงมุ่งไปหาราชาปิศาจด้วยตัวเอง
ไท่จื่อเจิ้งหานใช้พลังเพลิงมังกรของตนสู้กับเฮยตงราชาปิศาจจนเพลี่ยงพล้ำเหมือนจะล่าถอย แต่กลับหันไปทำลายกองทัพมนุษย์ทำให้ไทจื่อต้องใช้พลังของตนปกป้อง
“ราชาปิศาจอย่างเจ้าอำมหิตนัก”
“หึ เจิ้งหานเอ๋ย มาช่วยพวกมนุษย์ตอนนี้มีประโยชน์อะไร ในเมื่อพวกเจ้าก็ทำลายล้างไปแล้วตั้งมากมาย เจ้าเองก็โหดร้ายไม่แพ้พวกเราชาวปิศาจหรอก ฮ่าๆๆ”
อีกฝ่ายหัวเราะร่า ทั้งยังสั่งให้ทัพของตนฆ่ามนุษย์ด้วยเช่น
“ฆ่ามนุษย์ให้หมด”
กองทัพสวรรค์จำต้องยื่นมือเข้าช่วยมนุษย์ และยิ่งไท่จื่อเจิ้งหานพะวงกับการใช้พลังบางส่วนต้านช่วยมนุษย์มากเท่าไรยิ่งเป็นโอกาสให้เฮยตงลงมือมากขึ้นกระทั่งแอบใช้อาวุธลับ ระหว่างนั้นองค์หญิงของเผ่าบาดาลที่ร่วมรบด้วยรีบทะยานเข้ามาใช้ตัวเองกำบังได้รับบาดเจ็บ ไท่จื่อรีบประคองนางเอาไว้ทำให้ถูกเล่นงานไปด้วย
เทพสงครามจิ่นลี่เข้ามารับมือเฮยตงต่อ แต่ไท่จื่อก็ส่งองค์หญิงให้เผ่าบาดาลไปแล้วกลับมาร่วมผนึกกำลังใช้เพลิงมังกรคู่ช่วยเทพสงคราม ทำให้เฮยตงไม่อาจต้านทานได้พลังปราณแตกซ่านบาดเจ็บสาหัส คนของเผ่าปิศาจจึงรีบพาล่าถอยและถอนกำลังตามไป
“ไท่จื่อ”
เมื่อเห็นว่าไท่จื่อเซเล็กน้อยพร้อมกระอักเลือดเทพสงครามก็รีบเข้ามาประคอง แม่ทัพคนอื่นก็ตามมาสมทบด้วย
“ท่านบาดเจ็บหนัก ข้าต้องรีบใช้พลังช่วย”
“เช่นนั้นรีบพาไท่จื่อกลับไปรักษาที่เผ่าวิหคเถิดท่านเทพ”
แม่ทัพสือเฟิ่งรีบเอ่ย
“ข้าว่าเชิญไท่จื่อกับท่านเทพที่เผ่าบาดาลน่าจะไม่เสียเวลานัก ในเมื่อเผ่าบาดาลใกล้กว่า”
แม่ทัพเผ่าบาดาลเองก็เสนอตัวเช่นกัน ทำให้แม่ทัพทั้งสองสบตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร
“คนเจ็บรอไม่ได้ ไปเผ่าบาดาลก็แล้วกัน”
เมื่อเทพสงครามจิ่นลี่น้องชายของไท่จื่อตัดสินใจจึงไม่มีผู้ใดกล้าขัด
ได้เทพสงครามช่วยพลังปราณในกายไท่จื่อเจิ้งหานจึงฟื้นตัวได้ในเวลาไม่นาน แม้ยังบอบช้ำภายในหากก็ไม่ทำให้สาหัส และต้องการเดินทางกลับสวรรค์ชั้นฟ้าทันที
“ข้าต้องกลับไปทูลรายงานการศึกกับพระบิดา”
เมื่อถูกเจ้าบาดาลขอให้พักผ่อนต่อไท่จื่อก็ปฏิเสธ แม้หมอจากวังบาดาลจะบอกว่าควรพักสักสองสามชั่วยามก็ตาม
“ท่านเทพ...”
ซีเหว่ยเจ้าบาดาลหันไปทางเทพสงครามที่ยืนอยู่ไม่ห่างนัก ทว่าอีกฝ่ายกลับตีหน้านิ่งขรึมขณะเอ่ยคำที่ทำเอาผู้ขอให้ช่วยหน้าชา
“ข้ามีหน้าที่ทำตามประสงค์ของไท่จื่อ”
“อย่างไรข้ากับเทพสงครามก็ต้องรีบนำทัพกลับ ขอบใจท่านเจ้าบาดาลมากที่ช่วยเหลือ รวมทั้งธิดาของท่านด้วย ไม่คิดเลยว่านางจะถึงขั้นยอมเสี่ยงตายเช่นนั้น ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
ไท่จื่อเจิ้งหานถามไถ่ด้วยความห่วงใย แม้ขัดใจปะปนขายหน้าอยู่บ้างที่ผู้หญิงต้องมาปกป้องโอรสสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นตน ทว่าการเสียสละของธิดาเจ้าบาดาลจนตัวเองต้องบาดเจ็บก็น่านับถือและมองข้ามไม่ได้
“พระเมตตาของไท่จื่อข้าและบุตรสาวซาบซึ้งยิ่งนัก ซานซานยังอาการหนัก แต่ไม่ถึงกับชีวิต ตอนนี้รอเพียงนางฟื้น”
“ศึกครั้งนี้ลำบากท่านเจ้าบาดาลกับธิดานัก ข้าทูลเรื่องการศึกแล้วพระบิดาต้องประทานความดีความชอบเกียรติยศยิ่งใหญ่กับเผ่าบาดาลเป็นแน่”
การที่ไท่จื่อไม่ได้เอ่ยถึงเผ่าวิหคทำให้สือเฟิ่งที่มาเยี่ยมพร้อมเจ้าบาดาลคิ้วกระตุกเล็กน้อย หากก็ไม่แสดงท่าทางอะไร
“พวกท่านทั้งสองเตรียมตัวเถิด จะได้เดินทางกันเลย”
“มีรายงาน”
เสียงประกาศจากทหารยามทำให้เจ้าบาดาลไม่ชอบใจนัก
“บังอาจ ใครส่งเจ้ามาที่นี่ ไม่รู้กาลเทศะ ไท่จื่อกำลังพักผ่อนมารบกวนได้อย่างไร”
“ไม่เป็นไร ให้เข้ามา”
ไท่จื่อเจิ้งหวนอนุญาต ประตูจึงเปิดออก ทหารผู้มาใหม่ดูลุกลี้ลุกลนและร้อนใจยิ่งนัก
“ว่าไง มีอะไรก็รายงานมา”
เจ้าบาดาลออกคำสั่งกับคนของตน
“เอ่อ...”
“มัวอ้ำอึ้งอะไร เจ้ารบกวนเวลาของไท่จื่อแล้วยังบังอาจชักช้าเสียเวลาอีกหรือ”
เมื่อถูกเจ้าเหนือชีวิตของตนตำหนิ จากที่อึกอักทหารก็โพล่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
“องค์ชาย...องค์ชายถูกสังหารขอรับ”
“อะไรนะ เจ้าหมายถึง...”
“องค์ชายซีเหวินขอรับ”
“เหวินเอ๋อร์”
เจ้าบาดาลถึงกับผงะถอยหลัง หน้าซีดพลางส่ายไปมา
“ไม่จริง จะเป็นไปได้ยังไง เหวินเอ๋อร์...ใคร...ใครฆ่าเหวินเอ๋อร์ มันเป็นใคร!”
เพียงชั่วแวบเจ้าบาดาลก็ประชิดถึงตัวทหารของตน คว้าคอเสื้อตวาดลั่นด้วยความเสียใจและเคียดแค้น
“เอ่อ...”
“ข้าจะไปเอาชีวิตมัน บอกมา!”
“พระชายาองค์ไท่จื่อ พระนางหนิงเฟิ่งขอรับ”
ทหารละล่ำละลักบอก
คำบอกนั้นทำให้ร่างสูงสง่าของไท่จื่อเจิ้งหานถึงกับลุกพรวดขึ้น สือเฟิ่งเองก็อึ้งนิ่งงันไป
“บังอาจ! ใส่ร้ายพระชายา ไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือ”
แม้แต่เทพสงครามยังเอ่ยเสียงเข้มด้วยเห็นว่าช่างเหลวไหลสิ้นดี
“ท่านเทพโปรดไว้ชีวิตด้วย ข้าน้อยพูดจริงขอรับ พระชายาสังหารองค์ชายหลังจากรู้ว่าองค์ไท่จื่อปลอดภัย พระนางไม่ต้องการมาอยู่กับองค์ชายอีกแล้ว พวกเขามีปากเสียงกัน...อึก”
“หุบปากเจ้าซะ!”
ปลายกระบี่ในมือเทพสงครามจี้ที่คอคนพูดอย่างทันท่วงทีพร้อมกัดฟันเข่นเขี้ยว ไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่าเขาขยับตัวเมื่อไร
“จิ่นลี่”
เสียงเข้มของไท่จื่อห้ามผู้เป็นน้องอีกฝ่ายจึงหยุดมือไว้ พี่ชายพยักหน้าซ้ำเทพสงครามจึงจำต้องปล่อยมืออย่างหงุดหงิด หากก็ยังไม่ยอมถอยห่างจากทหารยศน้อย
“พระชายาอยู่ไหนเจ้ารู้หรือไม่”
“ขอรับ”
“เทพสงคราม ไปนำตัวหนิงเฟิ่งมาไต่สวนหาความจริง”
เทพจิ่นลี่จำต้องรับคำและตามทหารของเผ่าบาดาลไปทั้งที่อยากฆ่ามันให้ตายคามือนัก กล้าใส่ร้ายป้ายสีพระชายาของโอรสสวรรค์ได้อย่างไร
แม้ใบหน้าคมคายที่มีความงามล้ำกว่าบุรุษใดของไท่จื่อเจิ้งหานจะเรียบเฉย ทว่าภายในใจกลับไม่นิ่งเลยแม้แต่น้อย
เทพสงครามกลับมาโดยมีเจ้าของเรือนร่างสะโอดสะองในชุดทะมัดทะแมงพร้อมออกศึกของหนิงเฟิ่งพระชายาก้าวตามเข้ามาหยุดยืนหน้าแท่นประทับ
“ไท่จื่อ”
เจ้าของเสียงหวานเอ่ยพร้อมย่อตัวลง ใบหน้างามล้ำสงบนิ่งไม่มีลนลานกลัวเกรง ดวงตาคู่งามมองตรงแน่วนิ่งไร้แววหวาดหวั่นหรือรู้สึกผิดทำให้ผู้เห็นนึกขัดใจ
“หนิงเฟิ่ง รู้ความผิดหรือไม่”
คิ้วเรียวสวยกระตุกเล็กน้อยกับเสียงเข้มที่ดูเหมือนจะตัดสินนางไปแล้ว
“ข้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจร่วมทัพ ขอไท่จื่อประทานอภัย”
หนิงเฟิ่งคุกเข่าลงพร้อมขอในสิ่งที่คิดว่านางทำผิด
“อภัย? กิจอันใดสำคัญกว่าการสู้ศึกใหญ่ปกป้องมวลมนุษย์กับทุกดินแดนจากเผ่าพันธุ์ปิศาจ”
ยิ่งฟังคำขอของชายาตนไท่จื่อเจิ้งหานก็ยิ่งไม่พอใจ
“ข้าไม่ได้มีกิจอันใด เพียงแต่ข้าไม่อาจร่วมทัพได้”
“หนิงเฟิ่ง!”
นอกจากไม่สำนึกแล้วชายายังใช้คำบิดเบือนหนีความผิดในสายตาไท่จื่อ
“หรือเจ้าเห็นว่าตนไม่ผิด มีกิจกับไม่อาจร่วมทัพต่างกันอย่างไร นั่นถือเป็นความผิดด้วยกันทั้งสิ้น อย่าใช้ความเป็นชายาของข้าลบเลือนความผิดของเจ้า ยิ่งเป็นคนใกล้ตัวข้ายิ่งไม่อาจละเลย”
พระชายาเหมือนจะเอ่ยบางอย่างทว่าทหารยามด้านหน้าเอ่ยขึ้นมาก่อน
“เรียนไทจื่อ ท่านเทพวิหคสือเฟิ่งกับเจ้าบาดาลขอเข้าพบขอรับ”
“เข้ามา”
แม้ไท่จื่อไม่อยากไต่สวนให้เป็นเรื่องใหญ่จนข่าวแพร่ออกไป หากก็เลี่ยงเจ้าบาดาลกับเทพวิหคไม่ได้ ในเมื่อทั้งสองถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
“เจ้า...”
เจ้าบาดาลเข้ามาก็มุ่งไปยังร่างของพระชายาทันใด แต่เทพวิหคยื่นมือมาขวางเอาไว้ เทพทั้งสองเขม่นกันด้วยสายตานับแต่มาขอเข้าพบด้านนอกที่ประทับ หลังได้ข่าวว่าเทพสงครามพาพระชายามาถึงแล้ว ทว่าต่างคนต่างเป้าหมาย ด้านเทพวิหคสือเฟิ่งต้องการปกป้องหลานสาวแต่เจ้าบาดาลต้องการเอาผิด
“ต่อหน้าไท่จื่อ ท่านกล้าแตะต้องพระชายาหรือ”
เจ้าบาดาลซีเหว่ยจ้องเทพวิหคด้วยสายตากรุ่นโกรธแล้วเหลือบไปยังพระชายาอย่างอาฆาตแค้น หากก็ต้องระงับโทสะของตน เพราะไม่เพียงไท่จื่อที่มองมานิ่งทว่าแววตาดุดัน เทพสงครามเองก็ขยับเข้ามาใกล้บ่งบอกว่าหากเขาทำอะไรก็พร้อมจัดการ นั่นทำให้เจ้าบาดาลรีบคุกเข่าลงเอ่ยเสียงเศร้าสร้อย
“ขอไท่จื่อเมตตา ข้าใจร้อนด้วยความเสียใจ แต่ข้ามีซีเหวินเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว เวลานี้มาจากไปด้วยฝีมือพระชายา ไท่จื่อโปรดให้ความเป็นธรรมกับซีเหวินด้วยเถิด”
“เจ้าบาดาลวางใจเถิด ข้าไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังจะไต่ส่วนชายาของข้าเรื่องบุตรชายของท่านเช่นกัน”
เอ่ยแล้วไท่จื่อก็หันมายังชายาของตน ขณะที่เจ้าบาดาลยิ้มอย่างพอใจ
“ว่ายังไงหนิงเฟิ่ง เจ้าลงมือสังหารซีเหวินบุตรชายของเจ้าบาดาลจริงหรือไม่”
“เป็นความจริงที่ฆ่าสังหารเขา เพราะ...”
“ในเมื่อพระชายายอมรับ ขอไท่จื่อตัดสินให้ความเป็นธรรมกับบุตรของข้าด้วย”
“ช้าก่อนเจ้าบาดาล ดูเหมือนพระชายายังมีสิ่งที่ต้องพูดต่อ ท่านควรรอฟังความจากพระนางให้จบก่อน”
สือเฟิ่งรีบแทรกขึ้น อย่างไรเสียก็มั่นใจว่าหลานสาวของตนไม่สังหารใครส่งเดช แล้วบอกกับหลานอย่างช่วยเหลือ
“หนิงเฟิ่ง มีสิ่งใดจะพูดรีบพูดให้หมด”
“องค์ชายเผ่าบาดาลไปขอพบข้าที่เผ่าวิหค บอกว่าไท่จื่อได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องการพบ ข้าจึงรีบตามมา ไม่คิดเลยว่า...”
เล่ามาได้ครู่หนึ่งหนิงเฟิ่งก็อ้ำอึ้งไม่อยากพูด มองสบตาคู่คมของไท่จื่ออย่างไม่สบายใจ เพราะเขาไม่ได้มีท่าทีอ่อนลงให้เห็นเลยแม้แต่น้อย นางจึงเอ่ยต่อด้วยความปวดหนึบในใจ
“เขาจะล่วงเกินข้า”
“ล่วงเกินหรือ”
ไท่จื่อพึมพำพร้อมสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย แล้วเหลือบมองเจ้าบาดาลตาขุ่นขวางเมื่ออีกฝ่ายรีบแก้ตัว
“เป็นไปไม่ได้ฝ่าบาท ซีเหวินไม่มีนิสัยเจ้าสำราญ เขายังไม่มีชายาด้วยซ้ำ อีกอย่างเขาย่อมรู้ว่าพระชายาของท่านไม่อาจแตะต้องได้”
“เช่นนั้นเขาไปพบพระชายาด้วยเหตุใด ไท่จื่อไม่ได้มีรับสั่งถึงพระชายา หากไม่มีเจตนาไม่ดี จะไปเชิญพระชายาให้เดินทางมาด้วยทำไม”
สือเฟิ่งแย้ง จุดบอดมีให้เห็นชัดเจน เขาจะไม่ยอมให้เจ้าบาดาลเอาผิดหลานสาวตนทั้งที่บุตรชายทำสิ่งเลวร้ายเด็ดขาด
“บังอาจล่วงเกินพระชายา สมควรตาย”
“ไม่จริง บุตรชายข้ารู้ว่าอะไรควรไม่ควร เขาไม่มีวันยุ่งกับพระชายา”
“ท่านจะกล่าวหาพระชายาว่าลดตัวลงมายุ่งกับบุตรชายท่านเอง เช่นนั้นหรือ”
“เทพวิหค เจ้าบาดาล ท่านทั้งสองต่างก็เป็นผู้ใหญ่ อย่าเอ่ยโต้กันไปมาเช่นนี้เลย”
เทพสงครามอดไม่ได้ที่จะห้าม ในเมื่อยิ่งพูดก็ยิ่งเหมือนดึงพระชายาไท่จื่อลงมาสู่ความต่ำตม
ไท่จื่อกำมือแน่นกับสิ่งที่ได้ฟังทั้งที่ใบหน้าคมคายราบเรียบ ยิ่งเห็นว่าชายาของตนมองมานิ่ง ทว่าภายในดวงตานั้นมีน้ำเอ่อคลอก็นึกอยากพังวังบาดาลลากเอาคนตายออกมาเผาให้เป็นจุณ
“ไท่จื่อโปรดให้คำเป็นธรรม คนตายแล้วไม่อาจพูด ไม่อาจแก้ต่างได้ ข้าสงสารเหวินเอ๋อร์ของข้ายิ่งนัก”
เจ้าบาดาลเห็นว่าความผิดจะตกอยู่กับเผ่าบาดาลก็ยิ่งพูดให้ตนดูน่าสงสาร
“ข้าพูดความจริง”
หนิงเฟิ่งมองเพียงสวามีของตนขณะยืนยันความบริสุทธิ์ใจ มั่นใจว่าเขาจะเชื่อมั่นใจตัวนาง
“ข้าไม่รู้จักองค์ชายเผ่าบาดาลเป็นการส่วนตัว”
นางย้ำอีกครั้ง
“ในเมื่อเจ้าบาดาลต้องการคนแก้ต่างก็ย่อมได้ ตามทหารคนที่รายงานคนนั้นมา”
ไท่จื่อออกคำสั่ง ไม่ต้องการให้เป็นที่ครหาได้ว่าตนลำเอียง ไม่นานทหารคนเดิมก็เข้ามาและถูกสั่งให้เล่าในสิ่งที่รับรู้ให้หมด
“เพราะเร่งรีบเดินทาง องค์ชายเกรงพระชายาจะอ่อนล้าจึงหยุดพักระหว่างชายแดนมนุษย์กับเผ่าบาดาลชั่วครู่ ตอนนั้นข้าจะเอาชาไปให้แล้วเห็นว่าพวกเขายื้อยุดกัน พระชายาบอกว่าจะไม่อยู่ที่นี่ องค์ชายขอให้อยู่ บอกว่ารักพระนางมาก แล้ว...เอ่อ...”
“พูดมา”
เมื่ออึกอักไท่จื่อก็สั่งเสียงเข้ม
“องค์ชายกอดรั้งพระนางไว้ ข้าไม่อาจอยู่ต่อจึงหลบออกมา ห่างเพียงไม่ถึงสามก้าวก็ได้ยินเสียงองค์ชายร้องขึ้น รีบกลับไปก็เห็นว่าถูกสังหารแล้ว ข้ากลัวพระนางจะฆ่าพวกเราทั้งหมดจึงรีบหนีมาก่อน แต่ก็คิดว่าต้องรายงานกับเจ้าบาดาลขอรับ”
คำพูดของทหารผู้น้อยยังดูกำกวม เหมือนจะไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ทำให้ทุกคนต่างมีสีหน้าคิดหนัก
หนิงเฟิ่งเม้มปาก ใบหน้างามล้ำไม่มีหวั่นไหว แม้ภายในใจคับแค้นและอับอายยิ่งนัก นางถูกล่วงเกินหมิ่นเกียรติและต้องประกาศต่อหน้าผู้คน ทั้งยังถูกสวามีไต่สวนราวนักโทษอย่างไม่เชื่อใจ สิ่งที่ทหารผู้นี้เอ่ยราวลากนางมาเผากลางลานประหารทั้งเป็นก็ไม่ปาน หากก็ไม่ได้ให้ความกระจ่างเลยแม้แต่น้อย ยิ่งฟังก็ยิ่งเหมือนนางไร้ยางอายลักลอบคบหาชายอื่นลับหลังสวามี
ดูสีหน้าที่เครียดขรึมนั่นสิ ทั้งที่นางพยายามสบตาไท่จื่อแต่เขากลับเมินจ้องเพียงทหารผู้นั้นราวไม่อยากมองหน้านางแล้ว
อยากรู้นักว่าใจท่านคิดเห็นเช่นไร เชื่อคนอื่นมากกว่าข้าผู้เป็นภรรยาหรือไม่
======