EP. 01
EP. 01
ร่างบางนอนพลิกตัวไปมาบนเตียงสีหวานลายดอกไม้ตามนิสัยส่วนตัวที่หลงใหลไปกับธรรมชาติ เธอเงยดูนาฬิกาบนหัวเตียงที่บอกเวลาในตอนนี้ว่าเพิ่งจะล่วงเข้าสู่เวลาเช้าตรู่ของวันใหม่ แต่เนื่องจากวันนี้ไม่ต้องรีบเร่งอย่างทุกวัน หญิงสาวจึงไม่รีบร้อนเพราะนานๆ จะมีเวลาเป็นส่วนตัวเป็นของตนเองสักทีเธอจึงนอนเล่นฆ่าเวลาไปเรื่อยเปื่อย
เรนุกา หญิงสาวพราวเสน่ห์นัยน์ตากลมโตราวกับใส่บิ๊กอายเหมือนสาวๆ วัยรุ่นในสมัยนี้ ผิวขาวเหลืองราวกับสีน้ำผึ้งอ่อนวงหน้าเรียวรูปไข่ ปากบางจิ้มลิ้มที่ดูเหมาะเจาะลงตัวทีเดียว เธอเป็นนิสิตนักศึกษาที่เรียนอยู่ปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง และเธอยังมีอาชีพเป็นพริตตี้สาวประจำสังกัดของเจ๊ใหญ่หรือโมเดลลิ่งภาษาสากลที่ทุกคนเรียกขานกัน เจ๊ใหญ่มีอิทธิพลในการควบคุมดูแลและยังเป็นเอเย่นที่ส่งบรรดาอีหนูให้กับเสี่ยใหญ่ทั้งหลายหากเด็กสาวคนไหนเดือดร้อนหรือต้องการเดินทางสายนี้ แต่เจ๊ใหญ่ก็ไม่เคยบังคับเด็กให้ขายบริการและที่สำคัญเจ๊ใหญ่ที่ใครๆ ต่างนับถือน้ำใจแกก็ตรงที่หากเด็กคนนั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะแกจะไม่รับเข้าสังกัดเด็ดขาด เพราะเจ๊ใหญ่ถือคติคนไทยด้วยกันไม่ทำร้ายกันไม่ทำลายสังคมไทยให้เสื่อมทรามกว่าที่เป็นอยู่
บุคลิกของเรนุกาที่ไปแตะตาเจ๊ใหญ่แกเข้าตอนที่มาส่งเด็กในสังกัดคนหนึ่งให้กับเสี่ยใหญ่คนหนึ่ง เธอกำลังเดินเล่นอยู่ที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง หญิงสาวจำได้ดีว่าวันนั้นมีชาย 2 คนวิ่งตามมาแจกนามบัตรให้แก่เธอและถามด้วยคำถามมากมายจนฟังไม่ทันแต่คำถามสุดท้ายที่ได้ยินจากปากหญิงสาวรุ่นราวคราวน้า แต่ร่างกายอวบอ้วนไปทางจีนก็ไม่เชิงดวงตาเล็กหยี ปากบางเล็กผิวขาวราวกับหยวกแต่ดูท่าทางเป็นคนใจดี
“หนูอยากเป็นพริตตี้หรือเปล่า”
เรนุกามองหญิงสาวคนนั้นตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาไม่เกรงกลัวใครเธอถามกลับไปด้วยคำพูดประจำตัวที่ไม่ค่อยอ่อนหวานแต่คำถามนั้นกลับทำให้เจ๊ใหญ่แกพอใจอย่างมาก
“พริตตี้อย่างเดียวหรือเปล่าเจ๊ ถ้าเป็นอย่างอื่นด้วยฉันไม่สนหรอก”
เพียงแค่นั้นเจ๊ใหญ่ถึงกับชวนกันพูดคุยกันเสียยาวเหยียดเพราะต่างก็ถูกใจและถูกคอในนิสัยของกันและกัน เธอทำงานกับเจ๊ใหญ่มา 4 ปีแล้วโดยที่เจ๊แกก็ป้อนงานให้อย่างไม่ขาดมือหักเปอร์เซ็นต์ 30 เปอร์เซ็นต์มันอาจจะมากอยู่แต่เมื่อเทียบกับจำนวนเงินและงานที่เธอได้รับเรนุกาก็ไม่ได้สนใจตรงจุดนั้นเธอคิดเสียว่า ‘น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า’ แค่นี้ก็สบายใจกันทั้ง 2 ฝ่าย
มีเสี่ยกระเป๋าหนักหลายคนที่ต้องการเลี้ยงดูปูเสื่อเธอเป็นอย่างดีแต่เรนุกาก็ปฏิเสธมาโดยตลอดจนหลังๆ มานี้เจ๊ใหญ่ก็ไม่เคยถามอีกเลยหากป๋าหรือเสี่ยคนไหนยื่นข้อเสนอมาเจ๊แกก็ปฏิเสธเสียเองเพราะถามหรือไม่ถามจากเรนุกาคำตอบที่ได้ก็คือไม่! ท่าเดียว
ที่เธอปฏิเสธในการที่จะคบหาใครเพราะหญิงสาวมีคนรักอยู่แล้ว คนรักของเธอเป็นถึงนักวิศวกรทำงานในบริษัทของครอบครัวและยังเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว ที่เธอต้องทำงานหนักเพราะรู้ว่าฐานะเขาเป็นยังไงจึงต้องการยกระดับตัวเองให้ทัดเทียมกับเขาเพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้เขาในวันข้างหน้า แม้ที่ผ่านมาเธอจะรู้ดีว่าแม่ของคนรักไม่พอใจและพยายามกีดกันคนทั้งคู่ไม่ให้คบหากันแต่เธอและเขาก็ไม่ย่อท้อกลับยิ่งรักกันมากขึ้น
เรนุกาเอื้อมมือไปหยิบสมุดบัญชีธนาคารเล่มล่าสุดของตนมาเปิดดูหน้าสุดท้ายมองตัวเลขที่ปรากฏต่อสายตาอยู่พร้อมรอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้า หยาดเหงื่อแรงงานของเธอทำให้หญิงสาวยิ้มภูมิใจเธอเก็บเงินไว้ให้มากที่สุดเพื่อจะทำร้านที่ตนเองใฝ่ฝันไว้และจะได้เลิกอาชีพนี้ด้วยเหตุแม่ว่าที่สามีไม่ปลื้มและเธอก็ไม่คิดที่จะยึดอาชีพนี้ไปจนแก่เฒ่าสักหน่อย
เสียงโทรศัพท์รุ่นใหม่ราคาแพงที่เสี่ยคนหนึ่งมีให้เธอเป็นของกำนัลกำลังแผดเสียงร้องเรียกเจ้าของอยู่ หญิงสาวชายตาแล้วรีบคว้ามันทันทีเพราะจำได้ว่าเสียงเพลงนี้เป็นใครโทรมา
“สวัสดีค่ะ”
เสียงที่กรอกไปตามสายสดใสเหมือนกับหน้าตาเพราะมันเป็นสายของคนที่เธอรออยู่
“ตื่นหรือยังครับ”
“ตื่นนานแล้วค่ะ”
เธอยิ้มไปกับโทรศัพท์ขณะพูดคุยกับคนปลายสายอย่างเขินอายแม้จะคบหากันมาหลายปีแล้วก็ตามแต่นิสัยผู้หญิงก็ยังมีอายกันบ้างตามประสา
“คุณพัฒน์มีอะไรหรือเปล่า”
คุณพัฒน์หรือศิวพัฒน์คนรักของเธอที่คบหากันมาเกือบ 4 ปีตั้งแต่เธอเข้าเรียนปีหนึ่งทั้งคู่บังเอิญเจอกันที่มหาวิทยาลัยตอนที่ศิวพัฒน์ไปหารุ่นน้องคนหนึ่งต่างคนต่างถูกใจในกันและกัน เรนุกาเพิ่งมารู้ภายหลังว่าเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของเศรษฐีที่ครอบครัวยึดอาชีพรับเหมาก่อสร้างโดยที่เขาก็ยังเรียนวิศวกรอยู่ในขณะนั้นแต่เป็นปีสุดท้ายซึ่งเธอก็เข้าเรียนปี 1 พอดี
ทั้ง 2 คนตัดสินใจคบหากันโดยที่ผู้ใหญ่ไม่รู้เรื่องแต่วันหนึ่งเมื่อศิวพัฒน์ตัดสินใจจะบอกเรื่องนี้ให้บิดามารดาทราบและชวนเธอไปทานข้าวที่บ้านด้วยกัน เมื่อพูดคุยเรื่องฐานะและการศึกษารวมทั้งเรื่องคนในครอบครัว เรนุกาก็รู้ได้ทันทีว่าไม่มีอะไรที่เธอจะเทียบกับเขาได้เลยแม้แต่นิดเดียว หญิงสาวเคยพูดคุยและบอกเลิกรากันไปแต่ศิวพัฒน์กลับเป็นฝ่ายไม่ยอม