.
.
รถตู้สีดำทึบได้แล่นเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ที่ไม่คุ้นตา ตลอดเส้นทางเอวามองรอบๆ ตัวก็กลับไม่คุ้นเคยเหมือนในเมืองที่เธอเคยรู้ มันน่าทึ่งไม่น้อยที่ในโลกของหนังสือจะสามารถสร้างเมืองที่สวยงามราวกับมันไม่มีอยู่ในชีวิตจริงได้ขนาดนี้ บ้านหลังนี้ก็เช่นกัน ราวกับเป็นคฤหาสน์ของคนรวยอย่างไรอย่างนั้น
“นี่บ้านใคร? บ้านพวกนายเหรอ?”
“ไอ้ซีล...กูว่าพาคุณหนูไปหาหมอเถอะว่ะ”
ชายหนุ่มที่หน้าตาดีราวรูปปั้นเทพบุตรกรีกที่มีชื่อว่าเสือพูดขึ้น พร้อมกับมองหญิงสาวด้วยสายตาเป็นห่วงปนหวาดกลัว ซีลชายหนุ่มที่มีใบหน้าคล้ายคนฝั่งเอเชียตาชั้นเดียวแต่ดวงสายเฉี่ยวเหมือนเหยี่ยวเวลามองได้หันหน้าไปหาเพื่อนผู้สนทนาพร้อมกับขบกรามแน่น
“กูครับ...กูเป็นหมอ มึงลืมไปแล้วหรือ?”
ชายหนุ่มที่รูปหน้างดงามหล่อแบบไร้ที่ติไม่มีที่ให้หล่อชื่อว่าคิรินพูดขึ้นพร้อมกับมองเสืออย่างคาดโทษที่บังอาจลืมคนหล่อๆ แบบเขาไปได้อย่างไร คิรินทำหน้าเซ็งเล็กน้อยแต่ท่าทางนั้นกลับเหมือนคนกำลังเก๊กหล่ออยู่อย่างไรอย่างนั้น
“มึงเป็นหมอแล้วทำไมไม่ตรวจดูอาการของเธอล่ะครับ ไอ้พี่หมอ”
หนุ่มคนที่มีใบหน้าหวานละมุนยิ้มแฉ่ง เวลาที่เขายิ้มโลกดูสดใสสามร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ชื่อตะวัน ได้ตบบ่าคิรินเป็นเชิงหยอกล้อพร้อมกับหัวเราะท่าทางที่มัวแต่อวดความหล่อของคิริน
“ถ้ามึงไม่พูดขึ้นมากูคงลืมไปแล้วนะว่ามึงเป็นหมอ”
“อ้าว...มึงน้องแท้ๆ ของกูนะครับ ไอ้เคน”
คิรินหันไปพูดกับเคนที่นั่งข้างหลัง เคนมีรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาแบบลืมหายใจได้เลย ดวงตาโตตาสองชั้นถ้าเขาหัวเราะแบบเมื่อครู่ที่ล้อเลียนพี่ชายกลับทำให้น่ารักเหมือนกระต่าย แต่เวลาที่นั่งนิ่งขรึมเหมือนก่อนหน้ากลับดูดุดันน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก
“พวกมึงครับ จะเลิกเล่นได้รึยัง? ถึงแล้วนะ”
ชายหนุ่มที่รับหน้าที่ขับรถพูดขึ้นชื่อว่าฟีฟ่า ใบหน้าของเขาหล่อละมุนแต่กลับดูร้ายไม่หยอกถ้าไม่ติดที่เขาทำหน้าไร้อารมณ์ตลอดก็คงจะดูน่ารักไม่น้อย ผิวของเขาขาวซีดกว่าทุกคน
“ยัยคุณหนูนี่มองอะไรตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”
ชายหนุ่มที่นั่งกอดอกข้างๆ เธอพูดขึ้น เอวาใช้สมองครุ่นคิดก่อนจะเก็บรวบรวมข้อมูลใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าว่าตรงกับคนไหนที่เธอเขียนขึ้น ตั้งแต่ไล่มาคงจะเหลืออยู่คนเดียวคือพระเอกของเรื่องที่ชื่อมาเวล ตอนคิดชื่อก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันออกมาแบบนี้
แต่ตอนนั้นกลับคลั่งไคล้หนังจึงเกิดเป็นชื่อพระเอก เอวาแอบนึกขอโทษอยู่ในใจพร้อมกับหันไปยิ้มแห้งๆ ให้ชายหนุ่มที่ชื่อมาเวล ใบหน้าหวานกว่าทุกคนเพราะความชอบส่วนตัวของเธอชอบผู้ชายหน้าหวานแต่ก็พ่วงความหล่อจนลมจับไปด้วย จึงได้สร้างตัวละครที่ตรงใจขนาดนี้ขึ้น แต่เพราะเป็นนิยายดราม่าจึงต้องสร้างบทพระเอกให้โหดและใจร้าย
“ขอโทษตอนนี้ทันไหมเนี่ย กับตัวละครที่สร้างขึ้น”
“จะลงดีๆ หรือจะให้อุ้มลง?”
“เอ่อ...ลงจ้ะ ลงเองจ้ะ”
เอวาสะดุ้งเล็กน้อยที่มาเวลพูดขึ้นตามบทที่เธอเขียน เพราะนางเอกถึงอ่อนแอแต่ก็ต่อต้านบอดี้การ์ดไม่น้อยและแอบดื้อดึงกับพระเอก ฉากนี้ตามเนื้อเรื่องแล้วนางเอกต้องโดนแบกขึ้นไปยังห้องนอนของตน แต่มันต้องไม่เป็นอย่างนั้น เอวาลงจากรถเองโดยสวัสดิภาพพร้อมกับมองหน้ามาเวลแล้วยิ้มแห้งๆ ให้เขา ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยที่เธอยอมเชื่อฟังง่ายๆ
ในระหว่างที่พวกเขาพาเธอเดินขึ้นไปยังชั้นด้านบน เอวาก็ใช้ความคิดถึงบทนี้นี่มันพึ่งจะตอนแรกๆ เองที่นางเอกโดนลักพาตัวแล้วพวกเขาไปช่วย หลังจากติดตามดูพฤติกรรมนางเอกอยู่ห่างๆ เรื่องนี้มันเป็นนิยายรักแปดเศร้า เพราะหนุ่มๆ ได้ตกหลุมรักเธอตั้งแต่ที่เริ่มเฝ้ามอง เธอจะให้มันเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นไม่ได้ เพราะตอนจบที่เธอวางไว้มันจะเป็นตอนจบแบบไม่มีความสุขหรือ bad ending อย่างที่เธอชอบแต่ง ยิ่งคิดเอวาก็ยิ่งปวดหัวถึงกับกุมขมับ
“ข้าวปั้น...เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?”
ตะวันเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทางของเธอดูเหมือนจะปวดที่ศีรษะเขารีบเข้ามาถามไถ่ด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยทันที เอวามองคนตรงหน้าก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคือตัวละครตัวแรกที่ตกหลุมรักเธอ และยังพูดตามบทตอนที่นางเอกถูกมาเวลโยนลงบนเตียง แต่มันกลับกันตรงที่ว่านางเอกตอนนี้เป็นเธอแล้วไม่ได้ถูกโยนเท่านั้น
“ฮะ..อ๋อ...ไม่เป็นไร แค่หนักๆ สมองนิดหน่อยน่ะ แฮะๆ”
“ยังมีสมองให้หนักด้วยหรือไง?”
“โอ้โห...นายนี่...”
“ฉันทำไม?”
“สมแล้วที่เป็นพระเอก”
เอวากัดฟันกล้ำกลืนคำพูดที่อยากจะด่าสวนพ่อพระเอกรูปหล่อเสียเต็มทน ติดตรงที่เธออยู่ในร่างเอกผู้บอบบางนี่สิ แต่เขาสะบัดแขนเหวี่ยงเธอก็คงปลิวตกบันไดลงไปชั้นล่างได้แล้ว เอวาเก็บริมฝีปากที่มันกระตุกเพราะอยากจะด่ากลับเสียเต็มทน ถ้าอยู่ในโลกความจริงเธอจะไม่สนหน้าอิฐหน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น
....ฉันมีสมองนะโว้ย...ไม่อย่างนั้นคงไม่สร้างนายมาให้ปากจัดจ้านขนาดนี้ได้หรอก...
เอวาทำได้แค่เถียงอยู่ในใจเท่านั้น มาเวลมองหน้าที่ดูอ่อนหวานของหญิงสาวที่ตอนนี้บุคลิกเธอกลับไม่อ่อนหวานเหมือนใบหน้านั้นเสียเลย ก่อนจะยกยิ้มขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบที่ดูก็รู้ว่าเสแสร้ง ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่ข้าวปั้นคุณหนูผู้แสนเรียบร้อยแน่นอน เพราะเธอดูก๋ากั่นผิดกันเป็นคนละคน
“อย่าพึ่งเถียงกันเลย เข้าไปหาท่านประธานกับคุณหญิงก่อนเถอะ”
ซีลห้ามทัพคนทั้งคู่พร้อมกับหันไปยิ้มให้เอวาในร่างของคุณหนูข้าวปั้นเผยลักยิ้มเล็กๆ ข้างแก้มของเขา เอวาตกใจไม่น้อยก่อนจะเอานิ้วชี้ไปจิ้มที่แก้มของซีลอย่างลืมตัว
“เอ่อ.....”
“ได้ไง...ฉันไม่ได้เขียนให้มีลักยิ้มนี่นา”
“คุณหนูครับ....”
ใบหน้าของซีลเริ่มออกสีแดงเรื่อเมื่อคุณหนูแสนสวยมองหน้าเขาตาโตแถมยังเอาหน้าเข้ามาใกล้เพื่อจะได้มองลักยิ้มได้อย่างชัดเจน จนเขาเองก็ทำตัวไม่ถูก
หมับ!!
มาเวลเอื้อมมือมาจับข้อมือของคุณหนูแสนสวยพร้อมกับคิ้วเรียวที่ขมวดแน่น สายตาแสดงความสงสัยเสียเต็มประดา เอวาหันไปมองเจ้าของมือหนาที่จับข้อมือของตนพร้อมทำหน้าไม่รู้เรื่อง
“อะแฮ่ม....”
“ปกติคุณหนูเป็นคนชอบลวนลามบอดี้การ์ดหรือไง?”
“นี่เรียกว่าลวนลามเหรอ? ถ้าลวนลามฉันทำมากกว่านี้อีกนะ”
ซีลกระแอมเล็กน้อยอย่างเคอะเขินก่อนที่มาเวลจะถามเธออย่างไม่ชอบใจในการกระทำนัก แต่เอวากลับตอบอย่างหน้าตาเฉยจนคนอื่นๆ ถึงกับทำหน้าเหวอไปตามๆ กัน
“ต้องเป็นผู้หญิงที่บ้าผู้ชายขนาดไหนกัน ถึงกล้าพูดแบบนี้”
“สุดติ่งกระดิ่งแมวเลยล่ะ ยิ่งหล่อๆ แบบพวกนาย นาย แล้วก็นาย ฉันจะฟาดไม่ให้เหลือ ว่ะฮ่าฮ่าฮ่า...”
เอวากรีดปลายนิ้วไปที่พวกเขาที่ล้อมรอบเธอทีละคน ก่อนจะหัวเราะแก้เก้อแล้วรีบเดินขึ้นบันไดมาอย่างเนียนๆ เพราะดูท่ามาเวลจะอยากรู้เรื่องเธอมากเกินไปแล้ว การที่คุณหนูของพวกเขาเปลี่ยนเป็นคนละคนแบบนี้ พวกเขาจะต้องมีความคิดว่าอาจจะมีใครแฝงตัวหรือปลอมตัวมาเป็นคุณหนูข้าวปั้นผู้อ่อนแอแน่ๆ
เอวาหยุดยืนอยู่ตรงทางเดินที่สองฟากฝั่งเต็มไปด้วยประตูห้องพร้อมกับหน้าเหลอหลามองซ้ายทีขวาทีเหมือนเด็กหลงทาง หนุ่มๆ ทั้งเจ็ดคนเดินขึ้นมาก่อนจะมองท่าทางของหญิงสาว ฟีฟ่ายืนกอดอกก่อนจะยกยิ้มเหมือนดูละครตลกหลังข่าว
“ดูท่าน่าจะอาการหนัก” –คิริน
“น่ากลัวว่ะพี่ ผู้หญิงคนนี้เป็นใครครับ” -เสือ
“พวกมึงก็คิดมาก ก็เห็นๆ อยู่ว่าเป็นคุณหนู” –ตะวัน
“มันจะแปลกๆ เกินไปไหมวะหัวหน้า” –เคน
“แปลกตั้งแต่กลางสนามระเบิดแล้วไม่ใช่?” –ฟีฟ่า
“ยังไงฉันก็ไม่มีทางเชื่อว่ายัยนี่คือคุณหนูข้าวปั้น” –มาเวล
“เอาน่า ยังไงก็พาคุณหนูไปพบท่านก่อน เดี๋ยวเราค่อยหลอกถามทีหลัง” –ซีล
“ความคิดดีนี่หว่าไอ้หัวหน้า ฮ่าฮ่าฮ่า”
คิรินพูดด้วยท่าทางตกใจในความฉลาดของผู้เป็นหัวหน้าทีมพร้อมกับตบบ่าซีลอย่างแรงเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ซีลหันไปมองขวางพี่ใหญ่ในทีมอย่างหมอคิรินพร้อมทำหน้าเซ็งโลก มีหมอที่ไหนติดตลกและติดเล่นแบบหมอทีมของพวกเขาบ้าง ในประเทศนี้คงไม่มีแน่ๆ
“ทางนี้ครับคุณหนู”
“อ๋อ ขอบคุณค่ะ”
ซีลเดินนำหน้าก่อนจะผายมือไปที่หน้าประตูบานหนึ่งทางฝั่งซ้ายพร้อมกับเปิดประตูให้เธอเดินเข้าไปก่อน เอวาเดินเข้ามาก็เห็นชายวัยกลางคนที่นั่งทำหน้าเคร่งขรึมเหมือนฉากในละครอย่างไรอย่างนั้น ชายวัยกลางคนที่ดูดีจนน่าตกใจ บุคลิกนักธุรกิจใหญ่หน้าตาหล่อเหลาตามอายุเผลอๆ ดูเด็กกว่าอายุด้วยซ้ำ ชายวัยกลางคนมองมายังเธอด้วยท่าทางดีใจพร้อมกับลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้ามากอดเธอ
“ป๊าเป็นห่วงแทบแย่ ไม่เป็นไรใช่ไหมลูก”
“ป๊า...หรือคะ...”
“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะข้าวปั้น ลูกจำป๊าไม่ได้หรือ?”
“โห...จะเกินไปไหมเนี่ย”
“ลูกเป็นอะไรรึเปล่า?”
“ขอโทษครับท่าน คุณหนูน่าได้รับการกระทบกระเทือนตอนโดนระเบิดแล้วล้ม”
ซีลพูดพร้อมกับทำหน้าสลดแล้วก้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างสำนึกผิด คนอื่นๆ ที่ยืนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยก็ก้มศีรษะสำนึกผิดเช่นกัน คนที่เรียกตัวเองว่าป๊าพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะเดินเข้าไปตบบ่าซีลเบาๆ เป็นเชิงปลอบ
“ไม่เป็นไรหรอกซีล การที่ได้พวกนายมาคุ้มกันลูกสาวฉันให้ปลอดภัยกลับมาก็ถือว่าดีมากแล้ว”
“เป็นหน้าที่ครับท่าน แต่คุณหนูอาจจะ...”
“ทำไมรึ?”
“เอ่อ...แปลกไปจากเดิมเสียหน่อย ผมจะให้คิรินแพทย์ประจำทีมตรวจอย่างละเอียดอีกทีครับ”
“อืม...ก็แปลกจริงๆ นั่นแหละนะ”
“ฉันปกตินะคะ”
“ฉันหรือ? หนูต้องเจ็บหนักแน่ๆ ถึงได้เป็นขนาดนี้ โธ่...ลูกป๊า...ป๊าขอโทษที่ไม่มีเวลาดูแลหนูจนหนูต้องเจอเรื่องแบบนี้”
“เอ่อ...เดี๋ยวๆ ....”
เอวารีบห้ามชายวัยกลางคนตรงหน้าเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะหลั่งน้ำตาอย่างรู้สึกผิดตามบทที่เธอเคยเขียนและแอบรู้สึกผิดไม่น้อยที่เขียนบทดราม่าแบบนั้น เพราะพอมาอยู่ในโลกของนิยายเธอกลับรู้สึกว่ามัน...น่าขนลุกซะอย่างนั้น
"ต่อไปนี้ป๊าจะให้บอดี้การ์ดทั้งเจ็ดคนอยู่ดูแลหนูตลอด24ชั่วโมง"
"อะไรนะคะ...มันจะ..."
"ลูกจะได้ไม่เหงาและเจอเรื่องอันตรายตอนที่ป๊าไม่อยู่"
"24ชั่วโมงมันได้ที่ไหนกันคะป๊า!!"
.
.
.