.
.
ตู้มมมมมม!!!
เสียงของระเบิดดังขึ้นอยู่กลายๆ ความรู้สึกปวดร่างเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาจนเริ่มรู้สึกตัว หญิงสาวค่อยๆ ขยับร่างกายและยันตัวลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก เปลือกตาที่ปรือเปลือยมองไปรอบๆ มีทั้งควันไฟ รถคันหรู ก่อนเธอจะหันหลังไปมองว่าเกิดอะไรขึ้นก็เห็นโกดังคล้ายกัลับโกดังร้าง
...เราตายแล้วเหรอ...ตายแล้วไปไหน...อยู่ไหนละเนี่ย...
"ข้าวปั้น!! มาทางนี้เร็ว!!"
"กะ...กรี๊ดดดดดดด!! ระเบิด!! อ๊ากกกกก!!"
ลืมตาตื่นขึ้นมาเต็มสองตาก็เห็นผู้คนมากมายต่อสู้กันอย่างดุเดือดทั้งปืนผาหน้าไม้และระเบิด พอมองดูรอบๆ อีกครั้งก็เห็นว่าอยู่กลางดงระเบิดและกระสุนเหมือนอยู่ในสมรภูมิรบเสียแล้ว ไหนจะเสียงทุ้มเข้มของชายหนุ่มแปลกหน้ารูปงามอย่างกับดาราเกาหลีที่อยู่ไม่ไกลนัก แขนแกร่งข้างหนึ่งเอื้อมมาหาเธอแต่มืออีกข้างหนึ่งของเขากำลังถือปืน!!
...เชื่อใจได้ไหมเนี่ย เอวาเอ๊ย...แกมาอยู่ไหนเนี่ย!!....
หญิงสาวคิดสับสนวุ่นวายในใจ
"ข้าวปั้น!!"
"ใครวะข้าวปั้นน่ะ!! ฉันไม่ได้ชื่อข้าวปั้นโว้ย!!"
"เธอนั่นแหละ!"
...เอ๊ะ...เดี๋ยวนะ...ข้าวปั้น? ...มันชื่อคือของนางเอกนิยายของฉันนี่นา!!....
ภายในใจเริ่มไม่คงที่และไม่มั่นใจว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หญิงสาวตบหน้าตัวเองจนหน้าหันก็รู้สึกถึงความเจ็บที่แล่นเข้ามาที่แก้มเนียนของตน ชายหนุ่มที่ยื่นมือให้เธอมองการกระทำของหญิงสาวอย่างตกใจและงุนงงไปพร้อมกัน เขารีบดึงมือที่ยื่นออกไปกลับมาด้วยความหวาดหวั่นเล็กน้อยกับหญิงสาวผู้บอบบางที่เขาเคยรู้จักตรงหน้า เพราะเธอไม่น่าจะใช่คนที่กล้าทำร้ายตัวเองจนเจ็บตัวแบบนั้น ชายหนุ่มคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างหลังชายหนุ่มรูปงามคนนั้นเองก็แปลกใจไม่ต่างจากเพื่อนของเขา
“ฉันชื่ออะไรนะ?”
“ข้าวปั้น..”
“ชื่อจริงล่ะ?”
“มันใช่เวลาถามไหมเนี่ย?”
“ไม่ถามตอนนี้จะไปถามตอนไหน”
“นี่มันกลางดงระเบิดนะเฮ้ย!”
ตู้ม!!!
“อ๊ากกกกกก....ระเบิด!!!”
สิ้นเสียงของชายหนุ่มอีกคนที่นั่งหลบกระสุนปืนอยู่ด้านหลังก็มีเสียงระเบิดตามมาเหมือนนัดไว้ หญิงสาวตะโกนเสียงหลงอย่างที่ไม่เคยตะโกนมาก่อน ทำเอาหนุ่มๆ ถึงกับหน้าเหวอกับเสียงร้องที่ไม่มีความเป็นผู้หญิงไปตามๆ กัน ไหนจะการเปลี่ยนไปกะทันหันของหญิงสาวตรงหน้า เพราะปกติแล้วหญิงสาวจะเป็นคนเรียบร้อย อ่อนหวานและบอบบางน่าทะนุถนอมจนพวกเขาต้องคอยปกป้อง
แต่ดูจากตอนนี้แล้วท่าทางการวิ่งหนีตายของเธอไม่เหลือความเรียบร้อยเอาเสียเลย เหมือนผู้หญิงห้าวหาญกระโตกกระตากมาเป็นแรมปีจนพวกเขานั้นถึงกับตะลึงค้าง เอวาในร่างของนางเอกสาวบอบบางนามว่าข้าวปั้นวิ่งเหมือนนักวิ่งมาราธอนหนีตายเข้าไปทางพวกเขาด้วยสีหน้าที่จริงจังมากจนน่ากลัว ในขณะที่วิ่งก็ยังไม่วายตะโกนบ่น...
“โอ๊ย!! เหนื่อย!! วิ่งแค่นี้ทำไมมันเหนื่อยจังวะ!!”
“....ฮะ??....”
“พวกมึงว่ามัน...แปลกๆ ไหม?”
“เพราะโดนสะเก็ดระเบิดเหรอ?”
“ไม่น่าจะกระทบกระเทือนถึงสมองนะ”
“เธอคือ...ใครครับเนี่ย!”
เอวาที่วิ่งเพียงห้าร้อยเมตรกลับเหนื่อยหอบจนแทบจะหายใจไม่ออก เพราะร่างนี้ของนางเอกมันช่างบอบบางและอ่อนแอเสียจนน่าหงุดหงิด หญิงสาวทรุดนั่งลงข้างหลังพวกเขาพร้อมกับหอบหายใจแรงเพราะความเหนื่อย เสียงระเบิดและเสียงปืนยังคงดังสนั่นลั่นบริเวณจนหูอื้อไปหมด เอวาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหมือนกำลังจะหมดสติจึงสะกิดชายหนุ่มที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างอ่อนแรง
“นาย..แฮ่กๆ ...ขอน้ำหน่อย”
“ฮะ? ...เอ่อ...”
ชายหนุ่มยื่นกระบอกน้ำเล็กๆ ที่ติดกับเข็มขัดคาดเอวยื่นให้ เอวารับกระบอกน้ำเล็กๆ นั้นมาก่อนจะเปิดฝาแล้วเทน้ำราดใบหน้าของตนเพื่อเรียกสติของตัวเองให้ตื่นและไม่ให้หมดสติไปและมันก็ได้ผลตามที่คิด แต่ที่ผิดคาดไปคือชายหนุ่มทั้งเจ็ดหันกลับมามองเธอเป็นตาเดียวกัน
“มองอะไร...นู่นสนใจระเบิดตรงหน้านู้น ไม่ใช่มองฉัน”
“ไม่เป็นลมเหรอ? ปกติเธอต้องเป็นลมล้มพับไปแล้วนะ”
“อ้าวเหรอ...เอ่อ..."
".........."
"เฮ้อ...จะเป็นลม”
เอวาทำท่าเหมือนจะเป็นลมแล้วนั่งหลับตานิ่งทั้งที่ยังมีสติ เธอยังไม่วายแอบเปิดตามองข้างหนึ่งเพื่อดูว่าพวกเขาเลิกมองเธอหรือยัง แต่ก็กลับไม่เป็นอย่างนั้น พวกเขายิ่งนิ่งอึ้งอ้าปากค้างมากกว่าเดิม
“ฮะ? ...”
“เอ่อ...อืม...”
“นี่มันอะไรกันวะเนี่ย”
“หึ...เป็นลมสินะ”
“กูต้อง...ตรวจอาการไหมวะ?”
“ตรวจสมองดีกว่า กูว่ากระทบกระเทือนไปเยอะแน่ๆ”
“เล่นละครลิงอยู่หรือไง”
เสียงทุ้มต่ำพูดขึ้นอย่างข่มอารมณ์ที่เห็นหญิงสาวตรงหน้าแสดงละครได้ไม่แนบเนียนเอาเสียเลย ชายหนุ่มคนอื่นๆ ต่างทำหน้าเลิ่กลั่กและไม่รู้จะตอบสนองท่าทางของเธออย่างไร ท่าทางที่เปลี่ยนไปของเธอพาลทำชายหนุ่มคนหนึ่งหงุดหงิดไม่น้อย แค่ไม่กี่นาทีก็เหมือนกับว่าเธอไม่ใช่คนที่เขารู้จักเลย ชายหนุ่มเก็บความสงสัยไว้ภายในใจก่อนจะหันหน้าไปยิงปืนเพื่อสกัดศัตรูที่กำลังวิ่งเข้ามาทางพวกเขา
“ไอ้ฟีฟ่า ไอ้คิริน พวกมึงพาข้าวปั้นขึ้นรถไปก่อน เราต้องถอยแล้ว”
“ครับผม ท่านหัวหน้า”
“ยังจะเล่นอีก”
“รู้แล้วน่า มึงก็อย่ารีบหัวร้อนสิวะไอ้ซีล”
“ปะ..ไปไหน?”
หญิงสาวถามอย่างตกใจเมื่อโดนชายหนุ่มร่างกำยำทั้งสองคนหิ้วปีกแขนสองข้างลากขึ้นรถตู้สีดำทึบโดยที่เธอยังเรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ ไม่ได้เลย สถานการณ์มันดูฉุกละหุกไปหมด แถมยังโดนลากขึ้นรถอย่างไร้ความปรานีอีก เอวาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเธอเลือกถูกข้างหรือไม่ หรือเธอดันเลือกข้างศัตรูกันนะ
....เดี๋ยวนะ นิยายเรื่องนี้มันเรื่องคุ้มรักของนายบอดี้การ์ดหรือเปล่านะ...
เอวาคิดในใจ แต่ก่อนจะทันได้คิดต่อก็ต้องตกใจที่ชายหนุ่มอีกสี่คนพุ่งเข้ามาในรถอย่างเร่งรีบก่อนที่คนที่นั่งประจำคนขับจะรีบออกรถอย่างรวดเร็ว เอวามองชายหนุ่มทีละคนที่นั่งหอบเหนื่อยอยู่ในรถ สายตาที่ดูสงสัยกลับเปลี่ยนไปเป็นสายตาหยาดเยิ้ม บอดี้การ์ดทั้งเจ็ดหล่อทุกคนจนลืมหายใจจนไม่อาจละสายตาได้เลย
...นี่ฉันแต่งเรื่องให้พวกเขาหล่อขนาดนี้ได้อย่างไรเนี่ย...
เอวารีบสะบัดความคิดที่กำลังคิดเรื่องไร้สาระ เพราะต่อจากนี้เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าต้องมาอยู่ในนิยายตัวเองเธอต้องคิดเนื้อเรื่องให้ออกว่าเส้นเรื่องของเรื่องนี้มันเป็นยังไงพร้อมกับแก้ไขมัน และอีกข้อหนึ่งที่สำคัญที่ต้องคิดคือหาทางกลับโลกเดิมให้ได้ เอวาพึมพำกับตัวเองพร้อมกับทำสีหน้ายุ่งไปมาก่อนจะสลับสับเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มออกมาเมื่อคิดออก
ชายหนุ่มทั้งเจ็ดมองเธอแล้วค่อยๆ เขยิบตัวเองถอยห่างจากหญิงสาวอย่างหวาดหวั่นกับท่าทางที่เหมือนกำลังพูดกับตัวเองแบบเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย พวกเขาเริ่มคิดแล้วว่าการรับงานคุ้มกันคุณหนูลูกสาวคนเดียวของประธานบริษัทใหญ่มันมีอะไรผิดพลาดไปหรือไม่
“ไอ้ซีล มึงรับงานมาถูกแน่นะ”
“เออ...จากประวัติและรูปถ่ายที่ท่านประธานให้มา เธอคือลูกสาวของท่านไม่ผิดแน่”
“มึงจะสงสัยอะไรนักวะไอ้เสือ ไอ้ซีลบอกว่าใช่ก็คือใช่สิ”
“ในประวัติบอกว่าข้าวปั้นอ่อนแอและไม่ค่อยแข็งแรง....”
“ตอนที่เราตามดูมันก็เป็นอย่างนั้นนะ”
“ไอ้ตะวันพูดถูก”
“แต่กูว่าที่มันไม่ใช่นะ...เหมือนคนละคน มึงว่าไหมไอ้มาเวล”
“ทำไมพวกมึงไม่ถามเจ้าตัวเอาเลยล่ะ ง่ายดี”
“นั่นสิ นี่เธอ..."
"ฮะ?..."
"เธอเป็นใคร?”
“ฉันเป็น..."
"........."
"ใครล่ะทีนี้...”
ชายหนุ่มทั้งเจ็ดที่ตั้งใจรอฟังคำตอบก็ถึงกับขมวดคิ้วแน่นพร้อมกับจ้องมองเธอเขม็ง จากใบหน้าที่ยิ้มแป้นของหญิงสาวก็หุบยิ้มทันที พร้อมกับทำตัวลีบเหมือนอยากจะให้ตัวเองตัวเล็กที่สุดจนพวกเขาไม่สามารถมองเห็น แต่มันก็เป็นได้แค่ในความคิดเท่านั้น น้ำตาเริ่มคลอเบ้าตาดวงสวยของเธอ เมื่อรู้สึกกดดันแต่เจ้าตัวเองก็อดตกใจไม่ได้ ก่อนที่น้ำตาจะไหลพรากออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“ฮึกๆ ..ระ...ร้องไห้ทำไมวะ...ฮือๆ”
“เธอใจเย็นๆ ก่อนนะ พวกฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลย”
“ฮือๆ น้ำตามันไหลเอง.. ดูสิ ฮึกๆ ฮือๆ ร้องไห้เฉยเลย”
เอวายื่นมือที่เปื้อนน้ำตาให้ซีลดูแม้ใบหน้ายังคงร้องไห้แต่ก็แสดงความไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ ตัวเองถึงร้องไห้ออกมาหนักขนาดนี้ ดวงตาที่เต็มไปด้วยหยดน้ำตาหันไปมองหน้าชายหนุ่มทีละคนอย่างคาดหวังว่าจะได้คำตอบ แต่ไม่มีใครตอบกลับเลยสักคน พวกเขากลับมองเธอด้วยสีหน้าสงสาร
“อย่ามองมาทางนี้ ฉันแพ้น้ำตาผู้หญิง...เดี๋ยวจะร้องตาม”
“โธ่ ไอ้เสือ นิสัยมึงนี่ไม่สมกับชื่อเลยนะ”
“สมชื่ออยู่...เรื่องหิ้วผู้หญิงเรื่องเดียว”
“ไม่ต้องพูด ไอ้พี่คิริน”
เสือหันไปทางคิรินไม่ให้พูดเผาเรื่องของตัวเองมากไปกว่านี้ ก่อนจะหันไปทางหญิงสาวที่นั่งสะอึกสะอื้นอยู่ไม่หยุด ซีลที่นั่งอยู่ข้างๆ ค่อยๆ เอื้อมมือไปปลอบอย่างกล้าๆ กลัวๆ มาเวลนั่งกอดอกพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ อย่างเอือมระอา ส่วนชายหนุ่มอีกคนที่ไม่ค่อยพูดอย่างเคนก็ได้แต่นั่งมองเงียบๆ ด้วยสายตาสงสัยตัวตนของหญิงสาวตรงหน้า
“ฮึกๆ ...หยุด...ฮือ อย่าพึ่งปลอบ ฮึกๆ ขอตั้งสติก่อน”
“เอ่อ...อื้ม....”
เอวายกมือขึ้นห้ามซีลที่กำลังลูบหลังปลอบโยนเธอพร้อมกับพูดคำพูดที่ทุกคนต่างก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น ซีลผงะเล็กน้อยก่อนจะตอบรับอย่างเลิ่กลั่กและแอบหัวเราะในลำคอกับท่าทางตลกของหญิงสาว มาเวลและเคนก็ยังคงไม่คายความสงสัย พวกเขาหันไปมองหน้ากันก่อนจะหันไปมองหญิงสาวที่นั่งร้องไห้แบบไม่เต็มใจจะร้องอย่างจับผิด
.
.
.