ฉันเป็นใคร?

1802 Words
. . ตู้มมมมมม!!! เสียงของระเบิดดังขึ้นอยู่กลายๆ ความรู้สึกปวดร่างเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาจนเริ่มรู้สึกตัว หญิงสาวค่อยๆ ขยับร่างกายและยันตัวลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก เปลือกตาที่ปรือเปลือยมองไปรอบๆ มีทั้งควันไฟ รถคันหรู ก่อนเธอจะหันหลังไปมองว่าเกิดอะไรขึ้นก็เห็นโกดังคล้ายกัลับโกดังร้าง ...เราตายแล้วเหรอ...ตายแล้วไปไหน...อยู่ไหนละเนี่ย... "ข้าวปั้น!! มาทางนี้เร็ว!!" "กะ...กรี๊ดดดดดดด!! ระเบิด!! อ๊ากกกกก!!" ลืมตาตื่นขึ้นมาเต็มสองตาก็เห็นผู้คนมากมายต่อสู้กันอย่างดุเดือดทั้งปืนผาหน้าไม้และระเบิด พอมองดูรอบๆ อีกครั้งก็เห็นว่าอยู่กลางดงระเบิดและกระสุนเหมือนอยู่ในสมรภูมิรบเสียแล้ว ไหนจะเสียงทุ้มเข้มของชายหนุ่มแปลกหน้ารูปงามอย่างกับดาราเกาหลีที่อยู่ไม่ไกลนัก แขนแกร่งข้างหนึ่งเอื้อมมาหาเธอแต่มืออีกข้างหนึ่งของเขากำลังถือปืน!! ...เชื่อใจได้ไหมเนี่ย เอวาเอ๊ย...แกมาอยู่ไหนเนี่ย!!.... หญิงสาวคิดสับสนวุ่นวายในใจ "ข้าวปั้น!!" "ใครวะข้าวปั้นน่ะ!! ฉันไม่ได้ชื่อข้าวปั้นโว้ย!!" "เธอนั่นแหละ!" ...เอ๊ะ...เดี๋ยวนะ...ข้าวปั้น? ...มันชื่อคือของนางเอกนิยายของฉันนี่นา!!.... ภายในใจเริ่มไม่คงที่และไม่มั่นใจว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หญิงสาวตบหน้าตัวเองจนหน้าหันก็รู้สึกถึงความเจ็บที่แล่นเข้ามาที่แก้มเนียนของตน ชายหนุ่มที่ยื่นมือให้เธอมองการกระทำของหญิงสาวอย่างตกใจและงุนงงไปพร้อมกัน เขารีบดึงมือที่ยื่นออกไปกลับมาด้วยความหวาดหวั่นเล็กน้อยกับหญิงสาวผู้บอบบางที่เขาเคยรู้จักตรงหน้า เพราะเธอไม่น่าจะใช่คนที่กล้าทำร้ายตัวเองจนเจ็บตัวแบบนั้น ชายหนุ่มคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างหลังชายหนุ่มรูปงามคนนั้นเองก็แปลกใจไม่ต่างจากเพื่อนของเขา “ฉันชื่ออะไรนะ?” “ข้าวปั้น..” “ชื่อจริงล่ะ?” “มันใช่เวลาถามไหมเนี่ย?” “ไม่ถามตอนนี้จะไปถามตอนไหน” “นี่มันกลางดงระเบิดนะเฮ้ย!” ตู้ม!!! “อ๊ากกกกกก....ระเบิด!!!” สิ้นเสียงของชายหนุ่มอีกคนที่นั่งหลบกระสุนปืนอยู่ด้านหลังก็มีเสียงระเบิดตามมาเหมือนนัดไว้ หญิงสาวตะโกนเสียงหลงอย่างที่ไม่เคยตะโกนมาก่อน ทำเอาหนุ่มๆ ถึงกับหน้าเหวอกับเสียงร้องที่ไม่มีความเป็นผู้หญิงไปตามๆ กัน ไหนจะการเปลี่ยนไปกะทันหันของหญิงสาวตรงหน้า เพราะปกติแล้วหญิงสาวจะเป็นคนเรียบร้อย อ่อนหวานและบอบบางน่าทะนุถนอมจนพวกเขาต้องคอยปกป้อง แต่ดูจากตอนนี้แล้วท่าทางการวิ่งหนีตายของเธอไม่เหลือความเรียบร้อยเอาเสียเลย เหมือนผู้หญิงห้าวหาญกระโตกกระตากมาเป็นแรมปีจนพวกเขานั้นถึงกับตะลึงค้าง เอวาในร่างของนางเอกสาวบอบบางนามว่าข้าวปั้นวิ่งเหมือนนักวิ่งมาราธอนหนีตายเข้าไปทางพวกเขาด้วยสีหน้าที่จริงจังมากจนน่ากลัว ในขณะที่วิ่งก็ยังไม่วายตะโกนบ่น... “โอ๊ย!! เหนื่อย!! วิ่งแค่นี้ทำไมมันเหนื่อยจังวะ!!” “....ฮะ??....” “พวกมึงว่ามัน...แปลกๆ ไหม?” “เพราะโดนสะเก็ดระเบิดเหรอ?” “ไม่น่าจะกระทบกระเทือนถึงสมองนะ” “เธอคือ...ใครครับเนี่ย!” เอวาที่วิ่งเพียงห้าร้อยเมตรกลับเหนื่อยหอบจนแทบจะหายใจไม่ออก เพราะร่างนี้ของนางเอกมันช่างบอบบางและอ่อนแอเสียจนน่าหงุดหงิด หญิงสาวทรุดนั่งลงข้างหลังพวกเขาพร้อมกับหอบหายใจแรงเพราะความเหนื่อย เสียงระเบิดและเสียงปืนยังคงดังสนั่นลั่นบริเวณจนหูอื้อไปหมด เอวาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหมือนกำลังจะหมดสติจึงสะกิดชายหนุ่มที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างอ่อนแรง “นาย..แฮ่กๆ ...ขอน้ำหน่อย” “ฮะ? ...เอ่อ...” ชายหนุ่มยื่นกระบอกน้ำเล็กๆ ที่ติดกับเข็มขัดคาดเอวยื่นให้ เอวารับกระบอกน้ำเล็กๆ นั้นมาก่อนจะเปิดฝาแล้วเทน้ำราดใบหน้าของตนเพื่อเรียกสติของตัวเองให้ตื่นและไม่ให้หมดสติไปและมันก็ได้ผลตามที่คิด แต่ที่ผิดคาดไปคือชายหนุ่มทั้งเจ็ดหันกลับมามองเธอเป็นตาเดียวกัน “มองอะไร...นู่นสนใจระเบิดตรงหน้านู้น ไม่ใช่มองฉัน” “ไม่เป็นลมเหรอ? ปกติเธอต้องเป็นลมล้มพับไปแล้วนะ” “อ้าวเหรอ...เอ่อ..." ".........." "เฮ้อ...จะเป็นลม” เอวาทำท่าเหมือนจะเป็นลมแล้วนั่งหลับตานิ่งทั้งที่ยังมีสติ เธอยังไม่วายแอบเปิดตามองข้างหนึ่งเพื่อดูว่าพวกเขาเลิกมองเธอหรือยัง แต่ก็กลับไม่เป็นอย่างนั้น พวกเขายิ่งนิ่งอึ้งอ้าปากค้างมากกว่าเดิม “ฮะ? ...” “เอ่อ...อืม...” “นี่มันอะไรกันวะเนี่ย” “หึ...เป็นลมสินะ” “กูต้อง...ตรวจอาการไหมวะ?” “ตรวจสมองดีกว่า กูว่ากระทบกระเทือนไปเยอะแน่ๆ” “เล่นละครลิงอยู่หรือไง” เสียงทุ้มต่ำพูดขึ้นอย่างข่มอารมณ์ที่เห็นหญิงสาวตรงหน้าแสดงละครได้ไม่แนบเนียนเอาเสียเลย ชายหนุ่มคนอื่นๆ ต่างทำหน้าเลิ่กลั่กและไม่รู้จะตอบสนองท่าทางของเธออย่างไร ท่าทางที่เปลี่ยนไปของเธอพาลทำชายหนุ่มคนหนึ่งหงุดหงิดไม่น้อย แค่ไม่กี่นาทีก็เหมือนกับว่าเธอไม่ใช่คนที่เขารู้จักเลย ชายหนุ่มเก็บความสงสัยไว้ภายในใจก่อนจะหันหน้าไปยิงปืนเพื่อสกัดศัตรูที่กำลังวิ่งเข้ามาทางพวกเขา “ไอ้ฟีฟ่า ไอ้คิริน พวกมึงพาข้าวปั้นขึ้นรถไปก่อน เราต้องถอยแล้ว” “ครับผม ท่านหัวหน้า” “ยังจะเล่นอีก” “รู้แล้วน่า มึงก็อย่ารีบหัวร้อนสิวะไอ้ซีล” “ปะ..ไปไหน?” หญิงสาวถามอย่างตกใจเมื่อโดนชายหนุ่มร่างกำยำทั้งสองคนหิ้วปีกแขนสองข้างลากขึ้นรถตู้สีดำทึบโดยที่เธอยังเรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ ไม่ได้เลย สถานการณ์มันดูฉุกละหุกไปหมด แถมยังโดนลากขึ้นรถอย่างไร้ความปรานีอีก เอวาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเธอเลือกถูกข้างหรือไม่ หรือเธอดันเลือกข้างศัตรูกันนะ ....เดี๋ยวนะ นิยายเรื่องนี้มันเรื่องคุ้มรักของนายบอดี้การ์ดหรือเปล่านะ... เอวาคิดในใจ แต่ก่อนจะทันได้คิดต่อก็ต้องตกใจที่ชายหนุ่มอีกสี่คนพุ่งเข้ามาในรถอย่างเร่งรีบก่อนที่คนที่นั่งประจำคนขับจะรีบออกรถอย่างรวดเร็ว เอวามองชายหนุ่มทีละคนที่นั่งหอบเหนื่อยอยู่ในรถ สายตาที่ดูสงสัยกลับเปลี่ยนไปเป็นสายตาหยาดเยิ้ม บอดี้การ์ดทั้งเจ็ดหล่อทุกคนจนลืมหายใจจนไม่อาจละสายตาได้เลย ...นี่ฉันแต่งเรื่องให้พวกเขาหล่อขนาดนี้ได้อย่างไรเนี่ย... เอวารีบสะบัดความคิดที่กำลังคิดเรื่องไร้สาระ เพราะต่อจากนี้เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าต้องมาอยู่ในนิยายตัวเองเธอต้องคิดเนื้อเรื่องให้ออกว่าเส้นเรื่องของเรื่องนี้มันเป็นยังไงพร้อมกับแก้ไขมัน และอีกข้อหนึ่งที่สำคัญที่ต้องคิดคือหาทางกลับโลกเดิมให้ได้ เอวาพึมพำกับตัวเองพร้อมกับทำสีหน้ายุ่งไปมาก่อนจะสลับสับเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มออกมาเมื่อคิดออก ชายหนุ่มทั้งเจ็ดมองเธอแล้วค่อยๆ เขยิบตัวเองถอยห่างจากหญิงสาวอย่างหวาดหวั่นกับท่าทางที่เหมือนกำลังพูดกับตัวเองแบบเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย พวกเขาเริ่มคิดแล้วว่าการรับงานคุ้มกันคุณหนูลูกสาวคนเดียวของประธานบริษัทใหญ่มันมีอะไรผิดพลาดไปหรือไม่ “ไอ้ซีล มึงรับงานมาถูกแน่นะ” “เออ...จากประวัติและรูปถ่ายที่ท่านประธานให้มา เธอคือลูกสาวของท่านไม่ผิดแน่” “มึงจะสงสัยอะไรนักวะไอ้เสือ ไอ้ซีลบอกว่าใช่ก็คือใช่สิ” “ในประวัติบอกว่าข้าวปั้นอ่อนแอและไม่ค่อยแข็งแรง....” “ตอนที่เราตามดูมันก็เป็นอย่างนั้นนะ” “ไอ้ตะวันพูดถูก” “แต่กูว่าที่มันไม่ใช่นะ...เหมือนคนละคน มึงว่าไหมไอ้มาเวล” “ทำไมพวกมึงไม่ถามเจ้าตัวเอาเลยล่ะ ง่ายดี” “นั่นสิ นี่เธอ..." "ฮะ?..." "เธอเป็นใคร?” “ฉันเป็น..." "........." "ใครล่ะทีนี้...” ชายหนุ่มทั้งเจ็ดที่ตั้งใจรอฟังคำตอบก็ถึงกับขมวดคิ้วแน่นพร้อมกับจ้องมองเธอเขม็ง จากใบหน้าที่ยิ้มแป้นของหญิงสาวก็หุบยิ้มทันที พร้อมกับทำตัวลีบเหมือนอยากจะให้ตัวเองตัวเล็กที่สุดจนพวกเขาไม่สามารถมองเห็น แต่มันก็เป็นได้แค่ในความคิดเท่านั้น น้ำตาเริ่มคลอเบ้าตาดวงสวยของเธอ เมื่อรู้สึกกดดันแต่เจ้าตัวเองก็อดตกใจไม่ได้ ก่อนที่น้ำตาจะไหลพรากออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “ฮึกๆ ..ระ...ร้องไห้ทำไมวะ...ฮือๆ” “เธอใจเย็นๆ ก่อนนะ พวกฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลย” “ฮือๆ น้ำตามันไหลเอง.. ดูสิ ฮึกๆ ฮือๆ ร้องไห้เฉยเลย” เอวายื่นมือที่เปื้อนน้ำตาให้ซีลดูแม้ใบหน้ายังคงร้องไห้แต่ก็แสดงความไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ ตัวเองถึงร้องไห้ออกมาหนักขนาดนี้ ดวงตาที่เต็มไปด้วยหยดน้ำตาหันไปมองหน้าชายหนุ่มทีละคนอย่างคาดหวังว่าจะได้คำตอบ แต่ไม่มีใครตอบกลับเลยสักคน พวกเขากลับมองเธอด้วยสีหน้าสงสาร “อย่ามองมาทางนี้ ฉันแพ้น้ำตาผู้หญิง...เดี๋ยวจะร้องตาม” “โธ่ ไอ้เสือ นิสัยมึงนี่ไม่สมกับชื่อเลยนะ” “สมชื่ออยู่...เรื่องหิ้วผู้หญิงเรื่องเดียว” “ไม่ต้องพูด ไอ้พี่คิริน” เสือหันไปทางคิรินไม่ให้พูดเผาเรื่องของตัวเองมากไปกว่านี้ ก่อนจะหันไปทางหญิงสาวที่นั่งสะอึกสะอื้นอยู่ไม่หยุด ซีลที่นั่งอยู่ข้างๆ ค่อยๆ เอื้อมมือไปปลอบอย่างกล้าๆ กลัวๆ มาเวลนั่งกอดอกพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ อย่างเอือมระอา ส่วนชายหนุ่มอีกคนที่ไม่ค่อยพูดอย่างเคนก็ได้แต่นั่งมองเงียบๆ ด้วยสายตาสงสัยตัวตนของหญิงสาวตรงหน้า “ฮึกๆ ...หยุด...ฮือ อย่าพึ่งปลอบ ฮึกๆ ขอตั้งสติก่อน” “เอ่อ...อื้ม....” เอวายกมือขึ้นห้ามซีลที่กำลังลูบหลังปลอบโยนเธอพร้อมกับพูดคำพูดที่ทุกคนต่างก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น ซีลผงะเล็กน้อยก่อนจะตอบรับอย่างเลิ่กลั่กและแอบหัวเราะในลำคอกับท่าทางตลกของหญิงสาว มาเวลและเคนก็ยังคงไม่คายความสงสัย พวกเขาหันไปมองหน้ากันก่อนจะหันไปมองหญิงสาวที่นั่งร้องไห้แบบไม่เต็มใจจะร้องอย่างจับผิด . . .
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD