.
.
หลังจากที่คุณหนูเอวาในร่างคุณหนูข้าวปั้นโดนเหล่าบอดี้การ์ดจอมจุ้นปลุกให้ตื่น เธอก็รีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปเดินห้างเลือกซื้อชุดไปงานเลี้ยงของพวกผู้รากมากดีตัวใหม่ แม้ในหัวเธอจะไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมต้องซื้อใหม่มันทุกงานก็ตาม แต่การที่เธอได้ออกไปข้างนอกบ้างก็อาจจะทำให้เจอเบาะแสหรือปริศนาที่จะทำเธอได้กลับโลกเดิมของเธอบ้างก็เป็นได้ ถึงแม้ว่าตั้งแต่ที่เธอมาที่นี่เธอจะวุ่นๆ ไม่ได้เรื่องอะไรเลยก็ตาม
เอวานั่งรถตู้ทึบคันหรูแล่นเข้าไปจอดยังห้างดังที่พ่อของยัยข้าวปั้นที่เอวาสิงร่างอยู่เป็นเจ้าของ ทุกย่างก้าวที่เดินเข้าไปในแต่ละพื้นที่ของห้างก็จะมีแต่คนก้มหัวให้อย่างเคารพ แม้ว่าใบหน้าของพวกเขาจะดูมึนๆงงๆกับเธอก็ตาม จะไม่งงได้ยังไงล่ะในเมื่อคุณหนูลูกเจ้าของห้างแต่งตัวแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างกับคนละคน
“เขามองอะไรกันเยอะแยะวะ?” เสือมองรอบๆตัวพร้อมกับหันไปถามเพื่อนๆของตน เมื่อทุกสายตาสต่างมองมาทางพวกเขาแทบจะทุกร้านค้า มาเวลหลุบสายตามองคนตัวเล็กที่เดินหน้ามึนทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว
“มึงยังจะถามอีกเหรอวะ...” คิรินพูดพลางแค่นหัวเราะหลุบตามองไปทางคุณหนูของเขาเช่นเดียวกัน เคนและฟีฟ่าต่างส่ายหน้าไปมาอย่างนึกเอือมระอา จะให้ไม่เอือมได้ไงในเมื่อเอวาเธอเล่นใส่เสื้อยืดกางเกงบอลรองเท้าแตะ ผมเผ้าก็มัดเพียงหลวมๆ ใบหน้าไร้การแต่งแต้มจากเครื่องสำอางใดๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอก็ยังสวยยังดูน่ารักถึงใบหน้าจะสวยแค่ไหนก็ตามแต่การแต่งตัวของเธอแต่ละครั้งไม่เคยที่จะไม่ทำให้พวกแปลกใจเลย อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี...นี่หรือคุณหนูไฮโซที่พวกเขาต้องมาดูแล
“งั้นกูขอแยกไปหาซื้อเครื่องประดับให้คุณหนูแล้วกัน” คิรินกล่าว
“กูไปกับคิรินนะ” เคนเอ่ยออกมาแทบจะทันทีที่คิรินพูดจบ มาเวลมองทั้งสองเพื่อนชายอย่างคาดโทษเมื่อเจ้าเพื่อนทั้งสองหาทางเอาตัวรอดกันเอง เคนและคิรินหันกลับไปยักคิ้วให้มาเวลที่จ้องมองพวกเขาก่อนจะเดินแยกจากไปอย่างรวดเร็ว
“เป็นอะไรกันไปหมดวะเนี่ย” ฟีฟ่าที่ดูไม่ค่อยสนโลกหันไปมองเพื่อนๆของตนพลางทำหน้าเซ็งๆ เขาไม่ค่อยสะทกสะท้านกับเหตุการณ์รอบข้างเสียเท่าไหร่
“นั่นสิ...ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน” เอวามองตามหลังคิรินและเคนที่รีบจ้ำอ้าวออกจากกลุ่มด้วยสีหน้างงงวย ถึงจะบอกว่าไปหาซื้อเครื่องประดับให้เธอก็เถอะแต่เธอไม่ได้สั่งและคิดว่าไม่เห็นต้องรีบขนาดนั้นเลย
“ถามจริง? นี่ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ” มาเวลหันไปมองเอวาอย่างเต็มตาเมื่อเจ้าตัวยังคงทำหน้ามึนไม่รับรู้ถึงสายตาเยาะเย้ยปนสงสัยของคนรอบข้าง
“แล้วไง? ใครแคร์?”
“รู้แล้วทำแกล้งทำเป็นไม่รู้เนี่ยนะ?” มาเวลยังคงถามพร้อมต่อขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อคุณหนูจอมมึนทำเหมือนไม่สนไม่แคร์ เสือเห็นท่าไม่ดีจึงเดินเข้าไปคว้าแขนมาเวลไว้เพื่อห้ามทัพก่อนทั้งคู่จะเถียงกันไปมากกว่านี้
“ทั้งคู่ใจเย็นๆก่อนน่า” เสือร้องห้าม
“พูดไปยัยคุณหนูนี่ก็ไม่ฟังหรอก” ฟีฟ่าพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉยน้ำเสียงดูเบื่อหน่ายเสียเต็มปะดา เอวาได้ยินฟีฟ่าพูดอย่างนั้นก็อดไม่ได้ที่หันไปยิ้มให้เขาจนตาหยีก่อนจะเอื้อมมือไปตบบ่าของเขาเบาๆ ทำเอาฟีฟ่าหันไปมองหน้าเธออย่างไม่อยากเชื่อว่าเธอจะอย่างนั้น เพราะเธอแทบจะไม่ค่อยได้คุยกับเขาเลยด้วยซ้ำ
“ถูกต้องแล้วพ่อหนุ่ม พูดเหมือนรู้จักกันมานานเลยเนอะ”
“ยังไงนะ? พ่อหนุ่ม?...เหลื่อจะเชื่อเลย”
ฟีฟ่าหันไปมองจ้องเอวาเขม็งก่อนจะหันไปพ่นลมหายใจออกอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าเธอจะเรียกเขาแบบนั้น เขาเหมือนเพื่อนเล่นเธออย่างนั้นหรือ ขนาดเพื่อนในกลุ่มยังไม่มีใครกล้าพูดคุยหรือว่าหยอกล้ออะไรมากนักเลย ขนาดคิรินจะอายุมากกว่าเขาตั้งหนึ่งปี ยังไม่เคยคิดจะมายุ่งกับเขาเท่าไหร่นักแล้วนี่เธอเป็นใครกัน
“ทำไม? เรียกไม่ได้หรือไง? ฉันไม่ได้เรียกนายว่าไอ้....”
“พอๆ คนที่ไอ้เสือควรห้ามไม่ใช่กูหรอก น่าจะเป็นไอ้ฟ่ากับยัยคุณหนูมากกว่า” มาเวลรีบร้องขัดเพราะเขารู้จักฟีฟ่าดี ถ้าพูดอะไรไม่เข้าหูน่าจะโดนยืนจนวิ่งหนีไม่ทันแน่ๆ
“งั้นเอาอย่างนี้ เพื่อความสมานฉันท์..กูกับไอ้เวลไปหาซื้อรองเท้าให้คุณหนู ส่วนมึงไอ้ฟ่ามึงไปเลือกชุดกับคุณหนูเลยละกันเพื่อมิตรภาพ” เสือพูดเสนอ
“ทำไมกูล่ะ?” ฟีฟ่าแล้วมาเวลพูดขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมายก่อนที่ทั้งสองหนุ่มจะหันไปมองหน้ากันไปมา เพราะความหมายของคำพูดมันคนละความคิด สำหรับฟีฟ่านั้นหมายถึงทำไมต้องเป็นเขาที่ต้องไปกับยัยคุณหนูอินดี้นี่ แต่สำหรับมาเวลกลับหมายความว่าทำไมเป็นเขาที่ต้องไปกับเสือไม่ได้อยู่ดูแลคุณหนูทั้งที่เขาน่าจะเป็นคนที่คุมพฤติกรรมของคุณหนูเอวาจอมแสบนี้ได้
“ไม่ต้องถามยเยอะ เดี๋ยวจะไปไม่ทันงาน” เสือพูดตัดก่อนที่เพื่อนหนุ่มทั้งสองจะทันได้อ้าปากถามต่อพร้อมกับกอดคอดึงมาเวลให้เดินไปตามเขาเพื่อไปหารองเท้าให้คุณหนูทันที
เอวาและฟีฟ่ายืนมองมาเวลและเสือเดินจากไปอย่างเงียบๆ ก่อนจะหันไปมองหน้ากันนิ่งอยู่พักหนึ่ง ฟีฟ่าถอนหายใจคอตกแล้วผายมือเชิญคุณหนูของเขาไปตามที่ตรงไปยังร้านเสื้อผ้า เอวามองมือนั้นอย่างงงๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือของฟีฟ่าที่ยื่นมาให้แล้วมองเขาตาปริบๆ
“เธอ.....” ฟีฟ่าเหลือบตามองเอวาเล็กน้อยอย่างตกใจ ก่อนจะหลุบสายตามองไปยังมือของเธอที่จับมือเขาอยู่และเหลือบขึ้นไปมองเธออีกครั้งเหมือนตั้งใจจะส่งสัญญาณเตือนโดยไร้คำพูด เอวาเห็นอย่างนั้นจริงจับมือของเขาแน่นขึ้น
“คุณหนู...นี่พกสมองมาหรือเปล่า?”
“อ้าว...นายไม่ได้ยื่นมือมาให้ฉันจับมือหรือไง?”
“ฉันเชิญให้เธอเดิน ไม่ใช่มาจับมือฉัน”
“อ้าวเหรอ...แฮะๆ ขอโทษที” เอวาพูดพร้อมกับยิ้มแห้งๆส่งให้อย่างเขินๆ ฟีฟ่าถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อยและสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้งอย่างหักห้ามใจที่อยากจะด่าผู้หญิงตรงหน้าเสียเหลือเกิน เขาหันไปมองมือของเอวาที่ยังคงจับมือเขาไว้แน่นก่อนจะชูมันขึ้นมาเขย่าไปมา
“จะปล่อย...ได้หรือยัง?”
“อะ...อ้าว...แฮ่ๆ” เอวาถึงกับทำหน้าเหรอหราก่อนจะค่อยๆปล่อยมือของฟีฟ่าอย่างอ้อยอิ่ง จะว่าเสียดายก็เสียดายอุตส่าห์ได้จับมือหนุ่มหล่อในนิยายตัวเองสักที บอดี้การ์ดอะไรมือนุ่มอย่างกับผู้หญิง แต่มือของเขาเรียวสวยกว่าผู้หญิงเสียอีก ไหนจะเส้นเลือดตามแขนนั้นอีก สายตามองเอวามองไล้ลงไปมองตามท่อนแขนแกร่งที่เลิกแขนเสื้อขึ้นมาเล็กน้อย เสื้อสีดำตัดกับผิวขาวจนซีดของเขาได้อย่างดี
ไม่แปลกใจว่าทำไมคนในทีมถึงให้ฟีฟ่าอยู่แนวหลังเป็นคนคอยคุมพวกเทคโนโลยี เพราะถ้าหลบซุ่มก็คงถูกจับได้ง่ายๆ ผิวของเขาสว่างจนเห็นได้ชัดแม้ในที่มืดก็ตาม ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะผ่านการฝึกสุดโหดที่ตากแดดตากฝนมาจนเป็นระดับเอสได้ขนาดนี้ ในนิยายของเธอก็ไม่ได้เขียนไว้เลยดูเหมือนตอนนี้เธอจะไม่สามารถคุมโครงเรื่องได้เลยเหมือนกับว่ามีใครมาเขียนเปลี่ยนโครงเรื่องของเธออย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเอวายอมปล่อยมือ เขาก็เดินเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงนำไปยังร้านเสื้อผ้าร้านประจำที่เคยมาคราวก่อน เอวามองตามหลังเขาไป แต่แล้วแสงแปลกเหมือนแฟลชของโทรศัพท์มือถือก็เปล่งออกมาจากกระเป๋ากางเกงที่มือของเขาล้วงลงไป เอวาตกใจไม่น้อย เธอคิดว่าเขาคงเผลอเปิดแฟลชโทรศัพท์นั้นไว้แน่ๆ
“เดี๋ยวสิ! ฟีฟ่า นาย...” เอวารีบวิ่งตามหลังบอดี้การ์ดหนุ่มไปพร้อมกับตะโกนไล่หลังเสียงดังลั่นจนคนที่เดินสรรจรไปมารอบๆหันไปมองเธอเป็นตาเดียว เอวาวิ่งกระหืดกระหอบไปจับที่แขนแกร่งของเขา ก่อนจะหันเงยหน้ามองใบหน้าหล่อที่ดูตกใจไม่น้อยที่เธอวิ่งเข้ามาหาเขา ใบหน้าหล่อเหวอเล็กน้อยพร้อมกับจ้องมองเธออย่างนึกสงสัย แต่สีหน้าก็ยังดูรำคาญไม่น้อย เมื่อมองไปรอบๆก็เห็นสายตาหลายคู่จ้องมองมายังพวกเขาเป็นตาเดียว
“จะโวยวายทำไม...เดินมาพูดดีๆก็ได้หรอก”
“แล้วนายจะเดินเร็วทำไมนักไม่ทราบ...ใครจะเดินตามทัน”
“ลืมไปว่าเธอขาสั้น”
“นี่นาย!”
“หนวกหูชะมัด แล้วมีเรื่องอะไรล่ะ” ฟีฟ่ารีบพูดตัดบทด้วยสีหน้ารำคาญก่อนที่เอวาจะโวยวายไปมากกว่านี้ เอวามองตาขวางใส่บอดี้การ์ดตรงหน้าเล็กน้อยก่อนจะหลุบตามองที่กระเป๋าของเขา
“นายเปิดแฟลชโทรศัพท์ไว้หรือเปล่า? มันรบกวนคนอื่นนะ”
“ฮะ? ข้างไหน?” ฟีฟ่าขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้สิ่งที่เอวาพูดก่อนจะยักคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม เอวาพยักเพยิดใบหน้าไปยังมือข้างซ้ายที่เธอจับท่อนแขนซ้ายของเขาอยู่ ฟีฟ่ามองตามก่อนจะเอามืออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วถอนหายใจ
“มือถือของฉันอยู่ในชุดสูท เธอนอนน้อยจนเบลอหรือเปล่า?” ได้ยินอย่างนั้นเอวาถึงกับทำหน้าอึ้งอย่างไม่เชื่อ ก่อนจะมองจ้องไปที่กระเป๋าของเขาที่ตอนนี้ก็ยังมีแสงออกมาจากกระเป๋าของเขา
“เธอจะยืนจ้องเป้ากางเกงของฉันอีกนานไหม?” ฟีฟ่าพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูหงุดหงิดไม่น้อย มีอย่างที่ไหนเป็นสาวเป็นนางมายืนจ้องเป้ากางเกงผู้ชายตาเป็นมันขนาดนี้ และเขาก็ไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนกล้าคุกคามเขาขนาดนี้ นี่มันคุกคามทางสายตาชัดๆ
“บ้า! ใครเข้าจ้องเป้ากางเกงของนายกัน ฉันเห็นจริงๆนะ แสงมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายของนาย”
“เหอะ....บ้าไปกันใหญ่แล้ว” ฟีฟ่าพูดพลางส่ายหน้าไปมาเบาๆ แต่เอวาก็ยังไม่คลายความสงสัย ในเมื่อเขาไม่ยอมบอกว่าในกระเป๋ามันคืออะไร เธอก็จะหาคำตอบเอง
“ไหน...งั้นขอดูหน่อย” ไม่พูดเปล่า เอวาดึงมือของเขาที่ล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ออกก่อนจะพยายามเอามือเล็กๆของตัวเองล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของเขา แต่ฟีฟ่าคว้ามือของเธอไว้ทัน
“เธอคิดจะทำบ้าอะไร?”
“ก็จะดูไงว่าแสงมันมาจากไหน?”
“ใครเขามายืนล้วงกันกลางห้าง?” ฟีฟ่าพูดเสียงเข้มพร้อมกับจ้องมองใบหน้าของเอวาขึงขังอย่างไม่ชอบใจนัก เพราะเขาไม่ชอบให้ใครมายุ่งวุ่นวายด้วย ในเมื่อเขาบอกว่าไม่มีมันก็คือไม่มี เขาเองก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่ต้องโกหก
“ฉันอยากรู้ว่าแสงมาจากไหน” เอวาพูดพร้อมกับปัดมือเขาออก แต่ฟีฟ่าก็จับข้อมือเธอไว้แน่นมันแน่นจนเธอรู้สึกเจ็บข้อมือไปหมด นิ้วมือของเธอชาเพราะเลือดไม่เดินจากการจับของเขา เอวาขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกเจ็บก่อนจะเงยหน้ามองฟีฟ่าที่ตอนนี้ทำหน้าไม่พอใจจนเห็นได้ชัด
“อย่า...มายุ่งกับฉัน” ฟีฟ่าพูดแค่นั้นก็สะบัดข้อมือของเอวาทิ้งอย่างไม่ไยดีแล้วเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าที่เอวาต้องเข้าไปลองชุดโดยไม่พูดอะไร เอวาเองก็ยังคงยืนงงเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องโกรธขนาดนั้น
.
.
.