บอกความจริง

1963 Words
. . ในเมื่อเอวาต่อลองกับผู้ที่ถูกเรียกว่าป๊าไม่สำเร็จ เธอก็ต้องเดินคอตกเข้าห้องหรูกว้างใหญ่ของตัวเองอย่างเหนื่อยอ่อน เพราะตอนแรกเธอคิดว่าจะพยายามเปลี่ยนบทให้ได้ แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น ทุกอย่างยังเหมือนในนิยายทุกอย่างเพราะมันถูกกำหนดมาโดยน้ำมือของเธอเอง มีที่ไม่เหมือนเดิมคือตัวนางเอกของเรื่องดันกลายเป็นเธอมากกว่า เอวาเดินไปนั่งที่ปลายเตียงอย่างเหม่อลอย ในความคิดตอนนี้มีแต่เรื่องน้องสาวในโลกเดิมพ่วงด้วยความรู้สึกอยากกลับคอนโดของตัวเองเต็มทน แต่ตอนนี้เธอกลับทำอะไรไม่ได้เลย ในขณะที่เธอกำลังนั่งคิดถึงปัญหาของตัวเอง บอดี้การ์ดทั้งเจ็ดคนที่ป๊าฝากฝังมาให้ดูแลเธอตลอดเวลาก็ได้เริ่มทยอยขนข้าวของเข้ามาในห้องของเธอ เอวาหันไปมองพร้อมทำหน้าตกใจสุดขีด “เดี๋ยว....ต้องย้ายเข้ามานอนห้องนี้กันหมดเลยหรอ?” “24 ชั่วโมงครับคุณหนู” “ก็เข้าใจ...แต่...” “ไม่มีแต่ครับ เป็นคำสั่งของท่าน” “คืออย่างนี้นะ พวกนายสามารถเวียนกันเข้ามาดูแลได้วันละคนไม่ใช่หรอ?” “ผู้ชายอยู่กับผู้หญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสองมันจะไม่งามครับคุณหนู” ซีลยังคงตอบเธอด้วยเสียงราบเรียบราวกับหุ่นยนต์ถูกตั้งโปรแกรมมา เอวาอ้าปากค้างมองบอดี้การ์ดหนุ่มตาเหยี่ยวอย่างไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อไปดี ส่วนคนอื่นๆก็เริ่มจัดข้าวของกันอย่างจริงจัง “ไม่จำเป็นต้องสองต่อสอง พวกนายมากันสองคนก็ได้” “นั่นยิ่งดูไม่ดีไปกันใหญ่เลยครับ” “แล้วผู้ชายเจ็ดคนกับผู้หญิงคนเดียวในห้องนอนมันดูดีที่ไหนกัน!” เอวาพูดอย่างเหลืออดเพราะไม่เข้าใจความคิดของเขา ถึงแม้ในเรื่องพวกเขาต้องย้ายมาอยู่ห้องด้วยกันทั้งเจ็ดคนจริง แต่ตอนนี้นางเอกเป็นเธอและเธอไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว มาเวลที่ยืนมองเธอกับหัวหน้าของตัวเองยืนเถียงกันไปมาก็ยกยิ้มขึ้นก่อนจะเดินเข้าไปหาเอวาพร้อมกับยืนกอดอกอย่างมาดมั่น “ทำไม? อยู่ ๆ นึกกลัวขึ้นมาแล้วหรือยังไง?” “นี่นายมาเวล อยู่เงียบๆ ไม่กัดฉันสักวินาทีจะนอนไม่หลับเลยเหรอ?” “ก็ฉันพูดเรื่องจริงนี่ ตอนแรกยังเก่งกับพวกฉันอยู่เลย...ไม่น่าเชื่อว่าคุณหนูผู้บอบบางจริงๆจะเป็นแบบนี้” “ไปจัดของของนายเถอะไป ผู้ใหญ่เขาจะคุยกันเด็กอย่าสอด” เอวาพูดพร้อมกับทำท่าทางปัดมือไล่ให้บอดี้การ์ดหนุ่มหน้าหวานที่ตรงใจให้ออกไปห่างๆ เหมือนลืมไปว่าเขาคือพระเอกของเรื่อง มาเวลคลายแขนที่กอดอกไว้อย่างมาดมั่นพร้อมกับจ้องมองเธอเขม็ง สายตาฉายแววความขึ่นเคืองใจที่หญิงสาวตัวเล็กเท่าลูกสุนัขพันธุ์ชิวาว่านี้จะกล้าว่าเขา “ไปครับไอ้น้อง สาวไล่หน้าเสียแล้ว” คิรินพูดอย่างยิ้มๆ เดินเข้ามาจับบ่าของมาเวลพร้อมกับพยายามดึงน้องร่วมทีมของตนออกมาจากการสนทนาของซีลและเอวา มาเวลรั้งตัวเองเล็กน้อยก่อนจะเดินถอยหลังออกมาตามแรงดึง แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่หญิงสาวตรงหน้าไม่วางตา “คุณหนูบาดเจ็บอยู่ไม่ใช่หรือไง? แทนที่จะมายืนเถียงพวกฉันกลับไปพักผ่อนดีกว่ามั้ง” ฟีฟ่าพูดขึ้นหลังจากเงียบอยู่นานพร้อมกับยืนเอามือล้วงกระเป๋าแล้วหันไปมองเอวาด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง สายตาของฟี่ฟ่าไล่มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วส่ายหน้า “สภาพเธอมอมแมมเหมือนลูกหมาไม่มีผิด” เคนเองก็มองเอวาแล้วพูดพลางกลั้นหัวเราะไปพลาง เอวาเองก็อดไม่ได้ที่จะก้มมองตัวเอง เพราะเธอเองก็ลืมไปว่าตอนเธอตื่นมาท่ามกลางสมรภูมิรบพร้อมกับนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้น “คุณหนูไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวเถอะครับ” -เสือ “นั่นสิ ไปล้างตัวแล้วมาให้คิรินมันทำแผลที่ถลอกนั่นดีกว่านะ” ตะวันพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มพร้อมกับมองเธอแล้วยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตร ถึงเอวาจะอยากคุยกับพวกเขาให้รู้เรื่องแต่สภาพตอนนี้มันแย่จริงๆ อย่างที่พวกเขาว่านั่นแหละเธอจึงยอมเชื่อฟังแต่โดยดี “ก็ได้ กลับออกมาเราค่อยคุยกัน” “ยังมีแรงอยู่อีกเหรอ ฉันคิดว่าคุณหนูจะสลบเมือดตรงนี้เสียอีก” -มาเวล “ปกติต้องเป็นลมล้มพับไปแล้วสักสิบรอบนะ” -เคน “อาจจะเป็นลมเฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าผู้ชายที่สนใจก็ได้” -ฟีฟ่า “พวกมึงนี่ก็ขยันกัดคุณหนูจริงๆ นะ แข็งแรงก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ” -คิริน “คุณหนูผู้บอบบางของกูไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น” -เสือ “ของมึงตรงไหน นั่นคุณหนูนะไอ้เสือ ไม่ใช่ผู้หญิงที่มึงจะหิ้ว” -ตะวัน “เฮ้อ...พวกมึงนี่จริงๆเลย ออกไปข้างนอกกันก่อนเถอะให้คุณหนูได้อาบน้ำ” ซีลถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนกับลูกน้องในทีมที่เถียงกันไปมาไม่หยุด ก่อนจะหันหลังให้ทุกคนเดินออกจากห้องไป เอวาเห็นอย่างนั้นจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก นึกว่าตัวเองจะได้อาบน้ำโดยมีหนุ่มหล่อทั้งเจ็ดอยู่ในห้องนอนตัวเองเสียแล้ว ถึงจะปากเก่งไปงั้นแต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้อยู่ดี หลังจากที่เอวาอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย โดยที่บอดี้การ์ดทั้งหลายนั่งประชุมกันอยู่ด้านล่าง เธอก็คิดทบทวนเรื่องราวของนิยายที่ตนแต่งก่อนจะเขียนมันออกมาเป็นตัวหนังสือบนสมุดเล็กๆ พลางใช้ความคิดว่าจะเอากับเนื้อเรื่องที่นางเอกคล้ายจะเป็นง้อยนี้ดี มีทางเดียวคือเธอต้องเปลี่ยนเนื้อเรื่องตามความเป็นตัวเองของเธอ นั่นคือสิ่งที่เธอตั้งใจ เมื่อเอวาคิดได้ดังนั้นจึงเปิดประตูออกจากห้องนอนของตน เธอต้องบอกเรื่องของเธอให้พวกเขาได้รับรู้ว่าเธอไม่ใช่ข้าวปั้น เธอคือเอวา เอวาวิ่งลงบันไดอย่างรีบร้อนบอดี้การ์ดหนุ่มทั้งเจ็ดหันไปมองตามเสียงดังโครมครามจากการวิ่งลงบันไดของเธอ ด้วยสีหน้าตกใจและอึ้งทึ่ง คุณหนูที่เคยเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ ตอนนี้กลับเป็นเหมือนม้าดีดกะโหลก เอวาวิ่งกระหืดกระหอบไปยังโต๊ะกว้างพร้อมกับตบลงบนโต๊ะด้วยมือเล็กทั้งสองข้างของเธอ ปัง!! ทุกคนมองเอวาพร้อมกับอ้าปากค้าง เอวาเองก็หยุดยืนเท้าโต๊ะเพราะความเหนื่อยหอบก่อนจะกวาดสายตามองหน้าหล่อๆ ของทุกคนไปมาแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะพูดออกมา “ทุกคนฉันมีเรื่องจะบอก” “มันสำคัญมากรึไง ถึงวิ่งเป็นม้าดีดกะโหลกแบบนี้” -ฟีฟ่า “มึงอยู่เงียบๆ แบบเดิมก็ดีอยู่แล้วนะกูว่า” -คิริน “หึ...ดูท่าคุณหนูข้าวปั้นน่าจะมีความลับสำคัญมาบอกนะ” -เคน “มีอะไรหรือเปล่าครับคุณหนู?” -ซีล “ฉัน...คือ...ฉันไม่ใช่ข้าวปั้น” ทุกคนอึ้งก่อนจะมองหน้ากันไปมา และหันไปมองเอวาเหมือนสำรวจ ไม่ว่ามองกี่ทีกี่ครั้งเธอก็ยังเป็นคุณหนูข้าวปั้น ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาก็ตรงปก และอีกอย่างเท่าที่เขารู้มาคุณหนูข้าวปั้นไม่มีฝาแฝดหรือน้องสาวที่ไหน “เหอะ...คุณหนูพูดแบบนี้จะบอกว่าเป็นวิญญาณของคนอื่นมาสิงร่างนี้หรือ” มาเวลกอดอกพูดพร้อมกับแค่นหัวเราะและทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ ว่าคุณหนูที่พวกเขารับใช้จะมีสติฟั่นเฟือนแบบนี้ แต่เอวากลับพยักหน้ารัวๆ เหมือนอยากให้หัวหลุดอยู่ตรงนั้น ตะวันที่นั่งใกล้เธอที่สุดรีบลุกพรวดแล้วเดินไปยืนด้านหลังเสือเพื่อนของเขาอย่างหวาดระแวง “โธ่ ไอ้ตะวัน ผ่านสนามรบมาเป็นร้อยมึงมากลัวผีเนี่ยนะ” -เสือ “ศัตรูกูสู้รบไม่ขลาด แต่ผีกูไม่สู้” -ตะวัน “พวกมึงใจเย็นๆ ก่อนนะ ในพจนาณุกรมแพทย์ของกูไม่มีเรื่องนี้” -คิริน “ไอ้หมอพูดมีเหตุผล ถึงกูจะโง่เรื่องแพทย์ก็เถอะ” -ฟีฟ่า “ก็มึงมันพ่อค้าอาวุธครับ” -คิริน “กูผลิตอาวุธกองทัพ พูดซะกูเป็นพ่อค้าอาวุธเถื่อนเลย” -ฟีฟ่า “เอาล่ะๆ อย่าพึ่งเถียงกันได้ไหม ไอ้พ่อค้าอาวุธเถื่อน ไอ้หมอเถื่อน” -ซีล “มึงก็เอากับเขาด้วยหรอหัวหน้า” -เคน “แล้วเธอชื่ออะไรล่ะ ถ้าเธอบอกว่าไม่ใช่คุณหนูข้าวปั้น แล้วคุณหนูข้าวปั้นตัวจริงอยู่ไหน?” มาเวลกอดอกถามขึ้นพร้อมกับสายตาที่จ้องมองเธออย่างคาดคั้น ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อกดดันให้หญิงสาวตอบคำถามของเขา เพราะเขาเองก็สงสัยเธอไม่น้อย เพียงแค่ไม่มีหลักฐานเท่านั้น “ฉันชื่อเอวา มาจากอีกโลกหนึ่ง...เอ่อ...จะว่ายังไงดีล่ะ ฉันหลุดเข้ามาในนิยายของตัวเอง พวกนายฉันก็เป็นคนสร้างขึ้นแบบเขียนบทละคร ส่วนข้าวปั้นฉันเจอแค่ในฝันก่อนจะตื่นขึ้นมาอยู่ในร่างนี้” “หึๆ...ฮ่าๆๆๆ” มาเวลหัวเราะร่วนพร้อมกับปรบมือแปะๆ ให้กับเอวาที่ยืนทำหน้าตาขรึงขังจริงจังสุดฤทธิ์ แต่พอเอวากวาดสายตามองคนอื่นๆ ที่มองหน้ากันและกลั้นหัวเราะก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเขาไม่เชื่อแน่นอน “เธอจะสร้างพวกฉันขึ้นมาได้ยังไง เธอเป็นพระเจ้ารึไง?” -เคน “นั่นสิ และนี่คือโลกของความจริงไม่ใช่บทละคร ฉันก็มีตัวตนจริงๆ ไม่เชื่อลองจับดูสิ” มาเวลพูดทีเล่นทีจริงพร้อมกับเดินเข้าไปประชิดตัวเธอเรื่อยๆ เอวาถอยหลังตามก้าวที่มาเวลก้าวเข้าหา ก่อนที่มาเวลจะคว้าข้อมือเล็กของเธอขึ้นมาพร้อมกับกระชากตัวเธอให้เข้าหาเขาเพื่อไม่ให้หนี เอวาตกใจไม่น้อย แต่ก็ไม่สามารถหลุดออกจากพันธนาการของมาเวลได้ ....โธ่ แม่คุณเอ้ย!! แรงเท่ามดยัยข้าวปั้น! แค่นี้ก็สะบัดไม่หลุด.... “จะบีบแรงทำไมนักเนี่ย” “ก็อย่าหนีสิ” “ฉันก็ยืนอยู่นิ่งๆ แล้วไง” “หึ....” มาเวลเลื่อนหน้าเข้าไปจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าใกล้ๆ พร้อมกับเอามือของเธอที่เขาจับไว้แนบลงบนอกแกร่งของตัวเอง เอวามองมือตัวเองตาถลน ก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างเขินอาย “เธอกำลังทำอะไร?” “ฮะ? ฮะ?” “มือเธอ กำลังบีบอะไรอยู่” เอวาหันหน้าไปมองมือของตนเองที่กำลังบีบแผลอกของมาเวลอย่างลืมตัว เธอไม่เคยแตะต้องชายใดเลยสักครั้งยิ่งผู้ชายที่เต็มไปด้วยกล้ามยิ่งห่างเหินไม่เคยเลยที่จะได้สัมผัส จับมากสุดก็คีย์บอร์ดกับเม้าท์แค่นั้น เอวายิ้มแห้งๆ ก่อนจะดึงมือของตนกลับมาอย่างอ้อยอิ่ง คนอื่นๆ ที่มองดูเหตุการณ์อยู่ต่างพากันกลั้นหัวเราะกันใหญ่โต มาเวลหันไปมองเพื่อนๆ ของตนด้วยความรู้สึกเสียศูนย์ เพราะเขาไม่เคยเจอผู้หญิงที่ทำแบบนี้กับเขาเหมือนเป็นตัวตลก มาเวลทำหน้าดุพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปกระซิบใกล้ๆ “นี่เธอจะยั่วฉันหรือไง” . . .
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD