บทนำ
ท่ามกลางฤดูหนาวที่หิมะกับลังร่ายรำอยู่บนท้องฟ้า ในวังที่เต็มไปด้วยตำหนักมากมายหนึ่งในนั้นมีตำหนักอยู่หลังหนึ่งที่ถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศที่หดหู่และเศร้าสร้อย หากหญิงใดได้ถูกจองจำอยู่ ณ ที่แห่งนี้ก็คงจะมิต่างอะไรจากการถูกขังอยู่ในนรก ห้องแคบ ๆ ที่มีเพียงเตียงน้อยเก่า ๆ ผ้าปูที่ขาดวิ่นและผ้าห่มที่คลุมได้เพียงแค่ปลายเท้าถึงหัวเข่าเท่านั้น ความมืดดุจห้วงแห่งเหวลึกต่างทำให้ทุกคนเกรงกลัวแม้สาวใช้ที่จำเป็นจะต้องเดินผ่านหน้าตำหนัก พวกนางต่างก็รีบเดินไม่ก็รีบวิ่งไปให้พ้นจากความหมองหม่นที่ถูกแผ่ออกมาด้านนอก
สายลมอ่อนพัดเข้ามายังระเบียงของตำหนักที่มืดมิดและมีเพียงแสงที่สาดเข้ามาจากระเบียงเท่านั้น สถานที่แห่งนี้ใช้คุมขังนักโทษอาญาร้ายแรง หญิงงามนางหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบ ใบหน้าของนางถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมมากมาย สีชาดยังคงติดอยู่ที่ริมฝากไม่มีจืดจาง เช่นเดียวกับเครื่องหอมที่ยังคงทิ้งกลิ่นเอาไว้
นางเหม่อลอยไปด้านนอก มองภาพตนเองที่เติบโตขึ้นมาในสถานที่แห่งนี้ นอกจากวังหลวงแล้ว ที่นี่ก็เป็นเสมือนบ้านหลังที่สอง หากคิดในมุมกลับกันบรรยากาศภายในวังอ๋องแห่งนี้มิต่างอะไรจากบ้านเรือนที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำแข็ง ทั้งหนาวเหน็บและเยือกเย็น ต่างจากวังหลวงที่ทุกคนต่างมองว่ามันโออ่าอ้างว้างทว่าในใจของนางกลับอบอุ่นเสมอยามที่ได้อยู่รับใช้พระมารดา
เสียงร้องเท้ากระถางดังขึ้นติดต่อกันหลายครั้งทว่ากลับมิอาจจะดึงความสนใจของนางออกจากภาพในภวังค์ของตนได้
“พระชายาเจ้าคะ พระชายา” เสียงร้องเรียกของสาวใช้นามเยว่เอ๋อร์ทำให้ซูเจินเหลียนในชุดฉีผาวสีฟ้าอ่อนหมุนกายมายังด้านหลังและเอียงคอมองนางด้วยความฉงนใจ สาวใช้คุกเข่าลงก่อนที่จะกอดขาทั้งสองของนางแน่น
“ฮื่อ ... พระชายา” สาวใช้คนสนิทร่ำไห้ฟูมฟายราวจะขาดใจก่อนที่สติของนางจะคืนกลับมา เมื่อได้สตินางก็รีบแจ้งข่าวร้ายแก่นายของตนพร้อมน้ำตา และแล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามที่นางมารร้ายกู่ซือเถาต้องการ ตอนนี้พระชายาของนางก็มิอาจที่จะรอดพ้นจากโทษทัณฑ์ทั้งหมดได้ ซูเจินเหลียนถูกปลดออกจากตำแหน่งพระชายาและถูกขับไล่ออกจากราชสกุลมิต่างอะไรจากมูลสัตว์ที่ถูกสาดทิ้ง นอกจากนี้แล้วนางยังจำต้องถูกจองจำไว้เป็นทาสรับใช้ในเรือนอีกสิบปีเพื่อเป็นการชดเชยสายพระโลหิตที่นางได้พรากไปจากสวามีของตนและไทเฮา
“ข้ารู้ตั้งแต่วันที่ถูกนำตัวมาคุมขังที่นี่แล้ว ว่าต่อไปอนาคตภายภาคหน้าเป็นอย่างไร” นางวางมือลงบนศีรษะของสาวใช้ตัวน้อยแล้วลูบเบา ๆ เพื่อปลอบประโลมจิตใจที่เต็มไปด้วยความบอบช้ำ เมื่อสวามีหลงเชื่อแต่คำของอนุภรรยา มีหรือที่ภรรยาหลวงเช่นนางจะทำสิ่งใดได้นอกจากจำใจยอมรับโทษตามราชองค์การขององค์ฮ่องเต้
โฉมสะคราญค่อย ๆ แกะมือของเด็กสาวออกก่อนที่จะย่อกายลงมาด้านข้าง ซูเจินเหลียนยื่นมือไปปาดน้ำตาอันบริสุทธิ์ของเยว่เอ๋อร์ออกจากแก้มของนางพร้อมฉีกยิ้มกว้างให้เพื่อคลายกังวล
“โถ่พระชายาของบ่าว ท่านอยู่เคียงข้างกายท่านอ๋องมาตลอดเจ็ดปีแล้วไฉนเล่าท่านอ๋องจึงทำเยี่ยงนี้ ไม่เห็นแก่ความดีงามของพระชายาที่คอยปรนนิบัติดูแลตลอดหลายปีที่ผ่านมาเลยหรือ”
“หากจะเปรียบจิตใจของมนุษย์กับหิมะแล้ว ยากเหลือเกินที่หิมะจะเย็นยะเยือกกว่า หากเปรียบเป็นดั่งมหาสมุทรใหญ่ จิตใจนั้นก็มิต่างจากก้นบึ้งแห่งความลับใต้มหาสมุทรหรอก เพราะฉะนั้นตอนนี้อย่าพึ่งกังวลสิ่งใดเลย สิ่งที่กำลังจะเกิดเมื่อหลีกเลี่ยงมิได้ก็จำต้องให้มันเกิด”
“แต่ตอนนี้ท่านอ๋องกำลังจะทอดทิ้งท่านไปมิใช่หรือ แล้วจะให้บ่าวคลายความกังวลใจได้อย่างไรกัน”
“ในฐานะบิดามารดา หากมีผู้ใดมาพรากบุตรสุดดวงใจไปจากอก ก็ย่อมต้องโกรธแค้นคนผู้นั้นเป็นเรื่องธรรมดา”
“แต่ว่า ...”
“เจ้าไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ข้าถือว่านี่คือสิ่งที่สวรรค์ลงทัณฑ์คนขลาดเขลาเช่นข้า” ซูเจินเหลียนพูดตัดบทของสาวใช้ก่อนที่นางจะลุกขึ้นและเตรียมตนเองให้พร้อมต่อการเผชิญหน้ากับคำบัญชาของเบื้องบน
ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่านี่คือกับดักของซือเถาทว่านางก็เต็มใจน้อมรับเพราะไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่นางพูดเลยแม้แต่องค์ไทเฮาก็ยังทรงดูแคลนนางราวกับคนไม่รู้จัก หญิงสาวคิดถึงเรื่องในท้องพระโรงวันนั้นแล้วก็พลันห้ามน้ำตามิอยู่ และแล้วสุดท้ายนางก็มิเหลือสิ่งใดเลยแม้กระทั้งพระมารดา
“แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไปเจ้าคะ”
“ตอนนี้ทำได้เพียงแค่รอการลงทัณฑ์เท่านั้น” หญิงสาวพูดออกมาด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉย สายตาทั้งสองมองไปยังประตูตรงหน้า ภายในสมองของนางเต็มไปด้วยภาพมากมายที่กำลังฉายถึงอดีตขณะที่ยังคงเป็นองค์หญิงอยู่ซึ่งมันช่างเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข ความอบอุ่นและความรักที่มิอาจจะแสวงหาได้จากที่ใด
“พระชายาจะยอมจำนนต่อนางหรือเจ้าคะ” นางที่เยว่เอ๋อร์พูดออกมานั้นก็คือชายารองของเซิ่นฉูเหยียนชินอ๋อง หรือกู่ซือเถานั้นเอง นางเป็นคนเปลี่ยนแปลงทุกอย่างภายในวังแห่งนี้ นางเดินเข้ามาพร้อมกับหายนะ ทุกคนล้วนแต่รู้ดีอยู่แก่ใจว่านางนั้นเป็นคนอย่างไร ทว่าจะทำอย่างไรได้ในเมื่อนางเป็นดวงใจของเจ้าของวัง
“ในเมื่อองค์ไทเฮาผู้ซึ่งเป็นดั่งมารดาบังเกิดเกล้าดูแขลนข้าคล้ายจะตัดสัมพันธ์แม่ลูก แล้วจะให้ข้าทำสิ่งใดอีก วาจาข้ามิต่างอะไรจากสายลมไร้ตัวตนและความหมาย”
“ท่านอ๋องต้องช่วยท่านได้แน่นอนเจ้าค่ะ”
“ข้าเป็นฆาตกรที่สังหารบุตรสุดดวงใจของเขา มีหรือที่เขาจะยื่นมือเข้ามาช่วย ไม่แน่เขาอาจจะเหยียบข้าซ้ำเข้าไปอีกก็เป็นได้”
“....จับนางเอาไว้” เสียงอันเยือกเย็นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดก่อนที่แขนเล็กเรียวที่อยู่ในชุดแพรไหมสีสวยจะถูกทหารของเซิ่งฉูเหยียนชินอ๋องใช้โซ่ตรวนพันธนาก ารที่ข้อมือทั้งสองของนางเอาไว้ตามคำบัญชาของนายเหนือหัว บุรุษผู้สวมชุดสีดำทมิฬเดินเข้ามา เขาใช้ดวงตาที่แข็งกราวจ้องมองมายังนางผู้ซึ่งเป็นอดีตภรรยาเอก เขาไม่เคยคิดเลยว่านางนั้นจะใจร้ายอำมหิตเยี่ยงนี้ นั้นคือทายาทคนแรกของวังหลังนี้ทว่านางกลับเป็นคนพรากไปจากอกของบิดามารดาไปอย่างเลือดเย็น
“ท่านอ๋องโปรดพิจารณาใหม่ด้วยเถิดเจ้าค่ะ พระชายาเป็นผู้บริสุทธิ์ นางหาได้เป็นเช่นที่พวกท่านกล่าวไม่” สาวใช้คนสนิทของนางรีบเข้าไปกอดขาของเขาพร้อมวิงวอนขอความเห็นใจ ทว่าเขากลับผลักไสนางอย่างไร้ใยดี นางพูดออกมาได้อย่างไรว่าเจินเหลียนบริสุทธิ์ หญิงที่มีมือที่อาบไปด้วยเลือดเหมาะสมแล้วหรือที่จะอยู่เคียงข้างเขาในฐานะของชายาเอก เมื่อเซิ่นฉูเหยียนชินอ๋องทราบข่าวเรื่องที่เจินเหลียนได้ลงมือสังหารบุตรในครรภ์ของซือเถา เขาก็รีบเข้าวังเพื่อทูลเรื่องนี้ให้ไทเฮาและองค์ฮ่องเต้ทรงทราบโดยทันที
“พอเถิด เยว่เอ๋อร์ ขอร้องไปก็หาได้มีประโยชน์ไม่ ตอนนี้ข้ามิใช่จำเลยทว่าถูกตัดสินให้เป็นนักโทษไปเสียแล้ว” นางพูดด้วยท่าทีน้อยใจ นางอภิเษกมาเป็นชายาของเขาตอนอายุเพียงเจ็ดปีเท่านั้น ตั้งแต่นั้นจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเจ็ดปีพอดี นอกจากจะมิเคยร่วมหอกันแล้ว เขายังมิเชื่อใจนางอีกทั้ง ๆ ที่ก็น่าจะรู้ว่านางนั้นเป็นคนอย่างไร ความเจ็บปวดดั่งเข็มพันเล่มพลันแล่นเข้าสู่กลางหัวใจอีกคราท่ามกลางอากาศที่เย็นยะเยือกเมื่อเห็นรอยยิ้มเยาะของชายารองที่ยืนอยู่ด้านหลังของสวามี
นางคงได้ตามที่ต้องการแล้วกระมัง คงสมอารมณ์หมายเสียแล้วที่สามารถกำจัดชายาเอกเช่นนางออกไปจากชีวิตของสวามีได้
เขาพึ่งอภิเษกกับนางได้เพียงแค่สองปีเท่านั้น เซิ่นฉูเหยียนก็แปรเปลี่ยนไปราวกับคนละคน เขาหลงชายารองเสียจนโงหัวไม่ขึ้น นอกจากจะลืมว่านางมีตัวตนอยู่ในวังแห่งนี้แล้ว ยิ่งมีข่าวการตั้งครรภ์ของชายารองให้มาเป็นที่ซุกซิปนินทาอีกว่าเขาหาได้มีใจต่อนางเลยแม้เศษเสี้ยวเดียวและทั้งสองอยู่ด้วยกันเพียงแค่ในนามเท่านั้น
“จะตามข้าไปโดยดีหรือไม่” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่ซูเจินเหลียนจะมองไปยังใบหน้าของสวามีพลางหยักหน้าเล็กน้อยเพื่อบอกเขาว่านางนั้นจะยอมตามเขาไปรับโทษแต่โดยดี ทว่าด้วยแรงของบุรุษเมื่อเขากระฉากโซ่จึงทำให้ร่างบางของนางล้มลงบนพื้นไม้ที่เย็นเฉียบมิต่างอะไรจากน้ำแข็ง ตอนนี้ทุกอย่างในร่างกายของนางต่างก็ชาไปจนหมด หญิงสาวพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
“ลุก” น้ำเสียงที่เย็นยะเยือกดังขึ้นเพื่อสั่งให้นางทำตามบัญชาของเขา ซูเจินเหลียนค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นเพื่อมิให้ขัดต่อคำบัญชาในขณะที่เยว่เอ๋อร์ทำได้เพียงพยุงนายหญิงของตนเพื่อให้นางสามารถยืนบนรองเท้ากระถางได้อย่างมั่นคง
เซิ่นฉูเหยียนชินอ๋องใช้มือจับปลายด้านหนึ่งของโซ่ตรวนก่อนที่จะออกแรงเพื่อให้นางเดินตามเขาไปแต่โดยดีอีกครั้ง ซูเจินเหลียนได้แต่มองแผ่นหลังของสวามี ในอดีตต่อให้ทั้งสองไม่ได้ร่วมหอกันเฉกเช่นสามีภรรยาทว่าทั้งสองก็เติบโตมาด้วยกัน นางปรนนิบัติเขาและรักษาเกียรติของสวามีเอาไว้เสมอเสมือนราวกับว่ามันมีค่าเท่าชีวิต แต่ตอนนี้มือที่เคยจูงผ้าแพรผืนงามในวันวิวาห์นั้นได้แปรเปลี่ยนไป มือใหญ่ที่เคยอบอุ่นกำลังจับโซ่ตรวนที่พันธนาการนางอยู่ เขานำทางนางไปยังรถม้าเพื่อประจานความผิดของนางให้ประชาชนได้รู้กันให้ทั่วว่านางนั้นใจดำอำมหิตเพียงใด
เท้าทั้งสองของนางหยุดลงตรงหน้ารถที่ถูกทำจากไม้ขนาดใหญ่ หากการคาดเดาของนางไม่ผิด รถม้าคันนี้คงจะเป็นรถที่ใช้ในการประจานซึ่งความผิดของนักโทษรอบเมือง กรงไม้ปิดลงพร้อมกับสายตาที่เย็นชาของสวามีที่มองมายังนาง หญิงสาวจับแผ่นไม้ที่ถูกตรอกให้เป็นซี่ ๆ พลางมองสวามี
“ท่านยังจำวันวิวาห์ของเราสองได้หรือไม่” นางเอ่ยถามเขาด้วยเสียงอันแผ่วเบาราวกับเสียงของลม เซิ่นฉูเหยียนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบคำถามที่เปรียบเสมือมีดพันเล่ม
“ข้าไม่เคยวิวาห์กับหญิงแพศยาเช่นเจ้า” คำพูดเสียดแทงใจนางหลุดออกจากปากของสวามีที่อยู่ร่วมกันมานับเจ็ดปีก่อนที่เขาจะหมุนกายและเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองนางเลยแม้แต่น้อย
กรงไม้พานางเที่ยวรอบเมืองอย่างเชื่องช้า ต่างจากข้าวของที่ถูกโยนเข้ามาด้วยความเร็วราวกับลูกเห็บที่ต่างแข่งกันดิ่งตัวลงสู่ยังแผ่นดิน ทั้งเศษผัก ปลาเน่า มูลสัตว์ และไข่ไก่เปรอะเลอะตัวนางไปหมดตั้งแต่หัวจรดเท้ามิได้มีพื้นที่ใดว่างเลยแม้แต่นิดเดียว ทำให้ชุดของนางถูกย้อมทับด้วยไข่ขาวและไข่แดงจนทั่วทั้งร่างกาย นอกจากนี้ยังมีหินและดินที่ถูกปาใส่นางด้วยความโกรธแค้นของเหล่าราษฎรอีก ตอนนี้สภาพของนางมิต่างอะไรจากผ้าขี้ริ้วที่เปรอะสิ่งปฏิกูล
เสียงของประชาชนที่ต่างแห่กันมาดูหญิงใจยักษ์ต่างร้องตะโกนสาปแช่ง เสียงพวกนั้นต่างเป็นเสมือเสียงของสวรรค์ที่กำลังลงทัณฑ์นางทั้งร่างกายและจิตใจ ทว่าหญิงสาวตัวน้อยภายในกรงไม้ก็ทำได้เพียงน้อมรับมันเอาไว้ แม้จะเจ็บปวดเช่นไรก็ตาม
โลหิตสีแดงสดจากบาดแผลบนศีรษะที่เกิดจากคมของหินไหลอาบแก้มด้านขวาของซูเจินเหลียนอย่างช้า ๆ ทว่าหญิงสาวกลับยังคงนิ่งเฉยไม่และไม่คิดที่จะยกมือขึ้นมาปัดป้องเลยแม้แต่น้อย หากถือว่านี่เป็นห่วงกรรมของนางในอดีตที่ผิดต่อสวรรค์ก็ขอให้มันผ่านพ้นไปในครานี้เสียเถิด นางจะน้อมรับเอาไว้ด้วยใจ
เจินเหลียนมองไปรอบกายที่เต็มไปด้วยผู้คนและเสียงสาปแช่งพลางน้ำตาไหล เสียงเหล่านั้นต่างดังก้องอยู่ภายในหัวและสะท้อนอยู่ภายในจิตใจ ตอนนี้ทุกคนต่างเข้ามารุมล้อมพร้อมใจกันกระทำย่ำยีหัวใจของนางอย่างไร้ปราณี ร่างบางอรชรเอนกายพิงผนังกรงด้านหลังอย่างอ่อนล้าก่อนที่จะยกมือขึ้นมาปัดน้ำตาของตนออก
หยุดน้ำตาของเจ้าเสียทีเจินเหลียน !
หญิงสาวได้แต่บอกกับตนเอง ทว่าจิตใจกลับมิยอมทำตามคำบัญชาของนาง มันเต้นเร้าแผ่วเบาราวกับคนที่กำลังจะหมดลมหายใจ น้ำตาไหลพรากออกมาอย่างต่อเนื่องเสียจนภาพตรงหน้าของนางพร่ามัวไปหมด นางทำได้เพียงแต่นั่งและยกแขนขึ้นมาป้องกันใบหน้าของตนเท่านั้น
ครั้นขบวนเวียนมาบรรจบหน้าวังชินอ๋องแล้ว ร่างอันเปราะบางของซูเจินเหลียนก็ถูกกระชากออกจากกรงอย่างแรงราวกับตุ๊กตาผ้าตัวหนึ่งก่อนที่ร่างอันอ่อนแรงจะทรุดลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว สภาพของนางมิเหลือเค้าของหญิงสูงศักดิ์เลยแม้แต่นิดเดียว เครื่องประดับถูกถอดออกพร้อมกับชุดฉีผาวสีฟ้าอ่อนตัวโปรด ตอนนี้สิ่งที่ปกปิดกายของนางเหลือเพียงแค่เสื้อชั้นรองกับกางเกงขายาวสีอ่อนเท่านั้น