“ไปเลย อยากจะไปไหนก็ไปเลยไปเอานังเมียคุณเลยไม่ต้องมาสนใจฉัน” ทิชาภรณ์พูดเสียงดังด้วยความโกรธและคิดว่าเธอไม่ได้ทำอะไรผิดและคนผิดคือกฤติธี
กฤติธีลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องอาหารของโรงแรมที่เขาพักแต่ไม่ได้บอกทิชาภรณ์แล้วตรงไปที่ลิฟต์ขึ้นไปชั้นที่ตัวเองพักด้วยความหงุดหงิดแล้วสั่งไวน์มาดื่มดับอารมณ์โกรธของเขา
“ตู้ดดๆๆ..”
“ว่าไงครับพี่นุ”
“คุณพั้นซ์ไปดูงานที่สมุยแล้วเจอคุณกรที่นั่นครับ”
“บังเอิญหรือว่าตั้งใจครับ”
“คุณกรมาถึงทีหลังคุณพั้นซ์แล้วเข้าพักที่โรงแรมของเราและยังขอพักใกล้กับห้องของคุณพั้นซ์ด้วยครับ” ภานุรายงานเจ้านายที่ให้เขาติดตามดูแลภรรยาและขับรถให้ ช่วงแรกวธูปฏิเสธแต่พอรับผิดชอบงานเต็มตัวก็ยอมรับเขาโดยปริยายเพราะกว่าจะเสร็จงานก็มืดค่ำบางที่ต้องไปตรวจงานต่างจังหวัดจะเดินทางคนเดียวก็กลัวอัตราย
“จับตาดูด้วยครับ ถ้ามีอะไรก็โทรหาผมได้เลย” เขารู้ว่าพงศกรโกรธเขาที่แต่งงานกับวธูทั้งที่มันรู้ว่าวธูไม่ได้รักใคร่ชอบพอมันฉันท์ชู้สาวมันก็ยังกล่าวหาเขาแย่งเธอมา
“ได้ครับคุณเทมส์ งั้นแค่นี้นะครับ”
กฤติธีวางสายจากภานุแล้วลุกขึ้นไปยืนริมหน้าต่างมองดูหอไอเฟลที่อยู่ไม่ไกลแล้วถอนหายใจเขาไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไงแต่เรื่องสัญญาของปู่เขายังทำไม่สำเร็จและไม่รู้จะเริ่มต้นคุยกับวธูว่ายังไงและอีกฝ่ายก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเขาไม่รู้ว่าเธอวางแผนอะไรไว้หรือเปล่าและถ้าเขากับวธูไม่มีลูกด้วยกันปู่ย่าตายายคงจะผิดหวัง
ที่สมุย
หลังจากตรวจดูความเรียบร้อยห้องพักที่ถูกลูกค้าคอมเพลนกล่าวหาว่าห้องพักมีปัญหาเรื่องความสะอาดเตียงนอนผ้าห่มห้องน้ำมีกลิ่นเหม็นอับและมีคราบสกปรกและแอร์ไม่เย็นและไม่ยอมจ่ายเงินค่าห้องพักกว่าหนึ่งแสนบาท ซึ่งโรงแรมหรูหกดาวราคาห้องต่อคืนก็หลักหมื่นไม่มีทางจะเป็นไปได้เพราะทางบริษทเน้นความสะอาดเป็นหลัก
“เฮ้อ เหนื่อยจังเลย” ร่างเล็กบอบบางทิ้งตัวลงนั่งขนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่แล้วถอนหายใจกับปัญหาโลกแตกของธุรกิจโรงแรมมีไม่กี่เรื่องที่จำทำให้ลูกค้าไม่พอใจและครั้งนี้ปัญหาเกิดจากลูกค้าเองที่ทำสกปรกเพราะเธอเที่ยวคลับบาร์และพาผู้ชายขึ้นห้องด้วยก็มีกลิ่นบุหรี่ติดตามเสื้อผ้าตามตัวและคราบทั้งหลายก็เป็นของพวกเขาที่เอามาอ้างเพราะเธอให้ทางเจ้าหน้าที่เข้าสุ่มตรวจห้องพักกว้าสิบห้องก็ไม่มีปัญหาและสุดท้ายลูกค้าก็ยอมรับว่าอาจเป็นเพราะเธอเมาและทำอะไรลงไปแล้วจำไม้ได้และยอมขอโทษทางโรงแรมที่ทำให้เสียชื่อเสียงและยอมจ่ายเงินค่าห้องพักแต่โดยดี
“คุณพั้นซ์จะรับอาหารกลางวันเลยมั้ยคะ” ผู้จัดการใหญ่ถามเจ้านายสาวแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู
“ไม่ต้องค่ะพี่ฟาง พั้นซ์ว่าจะไปเดินหาของกินแถวชายหาดไปด้วยกันมั้ยคะ”
“ได้ค่ะ งั้นไปกันเลยนะคะ” พิราวัลย์บอกเจ้านายและมองดูเวลาเที่ยสิบนาที
“ค่ะ” วธูลุกขึ้นหยิบกระเป๋าเงินใบเล็กมาถือไว้แล้วเดินออกไปจากห้องทำงานพร้อมกับผู้จัดการใหญ่
สองสาวต่างวัยเดินออกจากโรงแรมเพื่อทานอาหารกลางวันริมชายหาดที่มีร้านอาหารร้านค้ามากมายให้เลือกและมีนักท่องเที่ยวนั่งกันเป็นกลุ่มและส่วนมากจะมีชาวต่างชาติมากกว่าชาวไทยเพราะไม่ใช่วันหยุดแต่โรงแรมของเธอก็มีลูกค้าจองเต็มตลอด
“คุณพั้นซ์อยากทานอะไรคะ พี่มีร้านแนะนำหลายร้านเลยค่ะ” ผู้จัดการสาวใหญ่ถามเจ้านายสาวที่วางตัวดีและเป็นกันเองกับพนักงานทุกคนและไม่ใช่ว่ามีแค่วธูคนเดียวยังมีกฤติธี กาญธิดา อนินท์ และอดีตท่านประธานบริษัทที่ใจดีมีน้ำใจกับพนักงานทุกคน
“พั้นซ์อยากทานข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างค่ะพี่ฟาง มัวแต่ทำงานไม่ได้กินนานแล้วค่ะ” เธอไม่มีเวลาได้ทานอาหารพวกนี้บ่อยเวลาทำงานก็จะทานอาหารจานเดียวง่ายๆและเวลาไปทานกับเพื่อนๆเท่านั้นซึ่งก็ไม่บ่อยต่างก็ต้องทำงานยกเว้น กาญธิดาที่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด
“งั้นพี่ขอนำเสนอร้านนี้เลยค่ะ สะอาดและอร่อยค่ะ” พิราวัลย์นำเสนอร้านส้มตำเล็กๆริมถนนและเธอก็มาทานเป็นประจำ
“น้องพั้นซ์ครับ” พงศกรเรียกน้องสาวนอกไส้ที่เขาดักเจอเธอแต่เห็นมากับผู้จัดการใหญ่จึงเดินตามและแกล้งทำเป็นเจอกันโดยบังเอิญ
“อ้าว พี่กร สวัสดีค่ะ มาได้ยังไงคะ” วธูยิ้มให้พงศกรและยกมือไหว้เขา
“สวัสดีครับ พอดีพี่มาเที่ยวกับเพื่อนไว้แต่พวกมันมาถึงตอนเย็นแล้วนี่น้องพั้นซ์จะไปไหนครับ” เขาตั้งใจมาก่อนหลังจากรู้ว่าวธูมาทำงานที่นี่คนเดียว ส่วนเพื่อนๆเขาก็นัดกระทันหันเช่นกัน
“พั้นซ์กับพี่ฟางจะไปกินข้าวค่ะ แล้วพี่กรกินข้าวหรือยังคะ”
“ยังครับ พอดีพี่กำลังจะไปทานอาหารแต่เห็นน้องพั้นซ์เดินผ่านก็เลยตามมาดูว่าใช่มั้ย แล้วนี่น้องพั้นซ์จะไปทานร้านไหนครับ” เขาไม่ได้สนใจผู้จัดการใหญ่เพราะไม่ได้อยู่ในสายตา
“พั้นซ์จะไปกินส้มตำข้าวเหนียวไก่ย่างค่ะ พี่กรสนใจจะไปกินด้วยกันมั้ยคะ” วธูชวนพี่ชายนอกไส้ไปทานอาหารด้วยกัน
“ได้เลยครับ ว่าแต่ไปทานร้านไหนครับ”
“ตรงนั้นค่ะ” หญิงสาวชี้ไปที่ร้านส้มตำเล็กๆมีโต้ะประมานห้าโต้ะและมีลูกค้าอยู่สามโต้ะและที่สำคัญไม่มีแอร์และอากาศตอนกลางวันก็ร้อนอยู่แล้ว
“เอ่อ น้องพั้นซ์จะทานได้เหรอครับ พี่ว่าเปลี่ยนไปทานที่โรงแรมดีมั้ยครับ” เขาไม่เคยทานอาหารร้านข้างทางแบบนี้เพราะกลัวมันไม่สะอาดและเขาก็ไม่ชอบทานอาหารพื้นๆแบบนี้ด้วย
“พั้นซ์อยากลองทานส้มตำค่ะ ถ้าพี่กรไม่ชอบก็ไปทานที่โรงแรมก็ได้นะคะ เดี๋ยวพั้นซ์ทานอิ่มแล้วค่อยคุยกันค่ะ” วธูบอกพงศกรและรู้ว่าลูกคุณหนูอย่างเขาไม่ทานอาหารพื้นๆแบบนี้และเธอก็ไม่คิดจาตามใจเขาซึ่งเป็นนิสัยของเธอและเวลาอยู่กับเพื่อนๆก็จะทานอาหารเหมือนกันจึงไม่เคยมีปัญหา
“ไม่ๆ พี่แค่ถามเฉยๆ งั้นเราไปกินส้มตำกันครับ” พงศกรรู้ดีว่าถ้าวธูตัดสินใจแล้วก็ไม่เปลี่ยนใจจึงตามใจเธอมาตลอดแต่เขากลับกินแห้ว คิดแล้วก็เจ็บใจที่กฤติธีมักจะได้ดีกว่าเขาทุกเรื่องและตอนนี้ก็ยังมาฮุบธุรกิจของเขาอีกและตอนนี้กฤติธีไปต่างประเทศเขาก็มีโอกาสได้เข้าใกล้วธูและทีสำคัญเขารู้ว่าทั้งสองแต่งงานกันเพราะพันธะสัญญาของผู้ใหญ่
“ค่ะ” วธูยิ้มให้พงศกรแล้วเดินที่ร้านส้มตำพร้อมกับผู้จัดการใหญ่
เมื่อไปถึงร้านส้มตำก็สั่งส้มตำข้าวเหนียวไก่ย่างหมูย่างและน้ำตกมารับประทานและสั่งเผ็ดน้อยแล้วคุยกันเรื่องท่องเที่ยวจนกระทั่งทานอาหารอิ่มพร้อมกับไฮโซหนุ่มเหงื่อแตกเพราะอากาศร้อนแม้จะมีพัดลมมันก็ช่วยไม่ได้แล้วพงศกรก็ชวนวธูไปดื่มกาแฟต่อที่ร้านกาแฟในโรงแรม
“ขอบคุณมากนะคะคุณกรที่เลี้ยงอาหาร” พิราวัลย์ขอบคุณไฮโซหนุ่มทางยาทสื่อยักษ์ใหญ่ที่มีข่าวกับสาวๆไม่เว้นแต่ละวันและไม่มีใครไม่รู้จักคาสโนว่าคนดัง
“ไม่เป็นไรครับ ขอตัวน้องพั้นซ์สักแป๊บนะครับ” พงศกรพูดอย่างไว้ตัวและถ้าใครไม่มีประโยชน์เขาก็ไม่คิดจะตีสนิทด้วย
“เชิญค่ะ”
“ไปครับน้องพั้นซ์”
วธูเดินไปที่ร้านกาแฟพร้อมกับพงศกรและการเจอกันครั้งนี้ทำให้เธออึดอัดอย่างบอกไม่ถูกและสายตาของพงศกรก็ดูหลุกหลิกเหมือนโกรธเคืองไม่พอใจแต่พอมองตรงๆเขาก็ยิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ดื่มอะไรดีครับน้องพั้นซ์”
“ ขอลาเต้ร้อนค่ะ”
“ลาเต้ร้อนหนึ่งแก้ว เอสเปรสโซ่ร้อนสองช็อตหนึ่งแก้วครับ” พงศกรสั่งเครื่องดื่มให้วธูกับตัวเอง
“พี่กรมาเที่ยวกี่วันคะ” หญิงสาวไม่รู้จะคุยอะไรนอกจากเรื่องเที่ยว
“ไม่รู้เหมือนกันครับ ช่วงนี้พี่ว่างไม่มีอะไรทำก็อยู่ไปจนเบื่อครับ แล้วน้องพั้นซ์ล่ะมาทำงานกี่วันครับ” เขารู้แล้วว่าวธูมาทำงานที่นี่สามวันและเพิ่งมาถึงเมื่อวานพอเขารู้ก็จองตั๋วเครื่องบินมาเที่ยวแรกของเช้าวันนี้เลย
“พั้นมาดูงานแค่สองวันค่ะ ว่าแต่ทำไมพี่กรไม่ช่วยงานพี่เทมส์กับนายพลับล่ะคะ ตอนนี้คุณลุงชิตก็ไม่สบายและถ้าพี่กรไม่ดูแลแทนแล้วใครจะทำคะ” วธูถามพงศกรที่ไม่เข้าไปช่วยงานที่บริษัทตามที่ป้าพิมบอกปล่อยให้กฤติธีกับอนินท์ทำกันสองคนและทางผู้บริหารก็ไม่ค่อยพอใจมีอาการต่อต้านเล็กน้อย ส่วนพนักงานกับดาราและบริษัทลูกทั้งหลายที่ผลิตรายการให้ก็ไม่มีปัญหาอะไรตราบใดที่ช่องหนึ่งยังมีงานป้อนพวกเขาและยังให้ผลงานของพวกเขาอยู่ในผังรายการเพราะมันทำให้รู้ว่าพวกเขามีรายได้เป็นกอบเป็นกำ
“ก็มีไอ้ นายเทมส์แล้วไงล่ะ มันเก่งนักก็ให้มันทำไปสิฮึ” พงศกรพูดเสียงแข็งขึ้นด้วยความไม่พอฬจอย่างเห็นได้ชัด
“แต่มันเป็นบริษัทของพี่กรนะคะ”
“น้องพั้นซ์พูดผิดแล้ว ตอนนี้พ่อของพี่ขายบริษัทให้พ่อของไอ้เทมส์กับพ่อของน้องพั้นซ์ไปแล้วพี่ไม่เหลืออะไรอีกแล้วครับ”
“พี่กรเข้าใจผิดแล้วค่ะ เรื่องบริษัทของพี่กรมันมีสัญญาและข้อตกลงชัดเจนและพั้นซ์คิดว่าระยะห้าปีทางบริษัทต้องมีกำไรมากพอจะคืนเงินทุนแน่นอนค่ะ” เธอเชื่อฝีมือของพี่เทมส์ว่าทำได้แน่ แต่ทำไมพงศกรถึงไม่ดูแลธุรกิจของพ่อต่อ ส่วนพิลาสินีนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะน้องชายของเธอบอกว่าพิลาสินีมักจะแต่งตัวสวยและวับๆแวมๆไปหาสามีของเธอบ่อยๆอ้างว่าปรึกษาเรื่องงาน
“พั้นซ์มั่นใจว่าไอ้เทมส์มันจะทำได้งั้นเหรอ”
“ค่ะ พี่กรก็น่าจะร่วมมือกับพี่เทมส์และนายพลับนะคะ อย่างน้อยก็รักษาบริษัทของครอบครัวไว้ค่ะ”
“บริษัทของพี่แล้วจะให้พี่ไปเป็นรองไอ้เทมส์อย่างนั้นเหรอ ไม่อ่ะ พี่ไปสร้างธุรกิจของตัวเองดีกว่าและอยากรู้นักว่าถ้าหุ้นส่วนทั้งหมดถอนตัวแล้วจะเป็นยังไง หึหึๆ..” พงศกรพูดอย่างไม่สนใจว่าใครจะคิดยังไงเพราะเขาจะร่วมมือกับเพื่อนทำธุรกิจและติดต่อหุ้นส่วนบริษัทของพ่อที่สนิทกันและเอื้อผลประโยชน์ให้กันเป็นการภายในและทุกคนก็กลัวว่าบริษัทจะไปไม่รอดเพราะพ่อของเขาๆไม่สามารถบริหางานได้อีกและไม่เชื่อฝีมือของกฤติธีจากคำยุยงของเขา
“พี่กรจะทำอะไรคะ”
“ไม่ทำอะไรหรอกครับ พี่ก็แค่ทำธุรกิจของตัวเองเท่านั้น ส่วนบริษัทของพ่อพี่เขาจะยกให้ใครหรือจะขายให้ใครก็แล้วแต่เขาครับ”
“พั้นซ์ว่าพี่กรเข้าใจผิดหมดทุกเรื่องเลยค่ะ พี่กรควรไปคุยกับคุณป้าพิมให้เข้าใจเพราะตอนนี้มีแค่พี่กรที่จะดูแลบริษัทต่อจากคุณลุงชิต หากพี่กรไปเปิดบริษัทใหม่แล้วใครจะดูแลหรือพี่กรทิ้งพ่อแม่ได้เหรอคะ” วธูต่อว่าพงศกรที่เข้าใจผิดคิดว่าพ่อของเธอกับลุงอาร์ทฮุบบริษัททั้งที่ทุกคนต่างก็ช่วยบริษัทของลุงชิตให้พ้นวิกฤตก่อนที่เรื่องมันจะบานปลายแล้วสร้างความเสียหายให้บริษัท
“พ่อของพี่เขาไม่ได้เห็นพี่เป็นลูกนะน้องพั้นซ์ ไม่งั้นคงให้พี่เป็นประธานบริษัทไปแล้ว”
“พั้นซ์ไม่มีอะไรจะพูดแล้วค่ะ ในเมื่อพี่กรยืนยันแบบนี้ก็พั้นซ์ก็เคารพการตัดสินใจค่ะ งั้นพั้นซ์ขอตัวไปทำงานก่อนะคะ” เธอจะไม่คุยเรื่องนี้กับเขาอีกแล้ว ในเมื่อพงศกรเชื่อว่าพ่อของเขาขายบริษัทให้พ่อของเธอกับลุงอาร์ทก็ต้องปล่อยให้เขาคิดเองส่วนจะคิดได้หรือไม่นั้นเธอก็ไม่รู้เหมือนกัน
“ครับ เย็นนี้ไปทานข้าวกับพี่นะครับ”
“แต่..”
“หรือว่าน้องพั้นซ์ไม่อยากคบพี่อีกคน”