โทรทัศน์เปิดอยู่ รายการหลังข่าวที่ชอบเชิญนักวิชาการมาถกเถียงกันเรื่องการเมืองกำลังถ่ายทอดไปยังชายชราที่นั่งหลับบนเก้าอี้ไม้โยก ในมือยังกำรีโมทคอนโทรลไว้ พร้อมเสียงกรนเบาๆ ซึ่งแน่ล่ะถ้าเขาเดินไปปิดโทรทัศน์พ่อจะต้องตื่นทันที
พีระหย่อนกายลงโซฟาข้างๆ เก้าอี้ไม้โยก นักวิชาการในทีวีกำลังถกเถียงกันอย่างออกรสออกชาติ พีระหันไปมองก่อนขมวดคิ้ว
พวกนี้ก็ดีแต่ออกความคิดเห็น ไม่มีอันไหนเป็นข้อเท็จจริงสักอย่าง คนแก่ก็ชอบดูรายการพวกนี้จัง ดูเสร็จก็ด่าขรม ... แล้วจะดูทำไม
พ่อขยับตัวบนเก้าอี้ พร้อมกับลืมตา อาจเป็นเพราะแม่นักวิชาการเสียงแหลมที่กำลังพูดเจื้อยอยู่ขณะนี้ที่ทำให้พ่อตื่น
"อ้าว กลับมาแล้วเหรอ ทำไมวันนี้กลับมาได้ล่ะ กินอะไรหรือยัง มีกับข้าวนะ เอาไปอุ่นกินสิ"
"ผมทานมาเรียบร้อยแล้วครับพ่อ" ได้โอกาสที่เขาจะหยิบรีโมทจากมือพ่อมาเบาเสียงด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่ารำคาญเต็มที
พ่อลุกจากเก้าอี้ตัวโปรด คว้าไม้เท้าเดินตรงไปยังห้องครัว ถึงแม้ลูกเลี้ยงของเขาจะบอกว่ากินมาเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่ด้วยความเป็นห่วงก็มิวายที่จะไปค้นอะไรในตู้เย็นโดยไม่สนคำท้วง
พีระมองด้านหลังชายชราหลังงุ้มที่ก้ม ๆ เงย ๆ อยู่หน้าตู้เย็น ชายคนนี้ดูไร้พิษภัยเกินกว่าจะทำร้ายใครได้
แต่ความลับอันมืดดำที่มีเพียงแต่เด็กผู้หญิงผมหน้าม้าคนนั้นที่รู้ และเป็นผู้ไขมันออกมา ไม่เพียงแต่ให้ความกระจ่างกับตัวเขา แต่ยังเป็นการปลดเอกโซ่ตรวนที่จองจำชายชรานี้คนนี้ด้วย หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นพ่อถูกกักขังจากความคิดมาโดยตลอดว่าตนเองเป็นสาเหตุให้หญิงอันเป็นที่รักต้องทำอัตวินิบาตกรรม
"ใกล้แล้วนะพ่อ ใกล้แล้วนะ ผมไม่อยากให้พ่อตายไปพร้อมกับความรู้สึกผิดบาปนี้เลย" เขารำพึงกับตัวเอง พร้อมกับคำพูดของน้องชายก็ผุดขึ้นมาในมโนสำนึก 'เขาเลี้ยงเรามาอย่างดี อย่างกับลูกแท้ๆ' ประโยคนี้ทำให้พีระรู้สึกเหมือนมีก้อนมาจุกอยู่กลางอก
"ใช่ ... เขาเลี้ยงเรามาอย่างดี อย่างกับเป็นลูกแท้ๆ" เขาพูดเสียงไม่เกินกระซิบ ขณะที่สายตายังไม่ละจากแผ่นหลังของชายชรา
.... เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นทำลายความคิดเขา
กู๊ดยืนสูบบุหรี่เพื่อระงับความกระวนกระวายที่เกาะกุมอยู่ขณะนี้ เขาทิ้งก้นบุหรี่ตัวแรกลงพื้นและจุดตัวใหม่ทันที อาจารย์พีระที่ยืนอยู่ข้างๆ เอามือปิดจมูกพร้อมส่ายหน้า
"ผมว่าคุณจะเป็นมะเร็งปอดก่อนที่เราจะเข้าไปข้างใน"
"ทำไมเราต้องมาตอนเย็นโพล้เพล้แบบนี้ด้วย ผีไม่ออกมาตอนกลางวันเหรอ" กู๊ดถามอย่างใจคอไม่ดี
"จะกลางวันกลางคืนก็มีผีทั้งนั้นแหละ แต่เราเลือกมาเวลานี้เพราะเด็กคนนั้นเสียชีวิตเวลาเย็นอย่างตอนนี้ การสื่อสารกับเธอจะง่ายที่สุด" อาจารย์พีระตอบหน้าเรียบเฉย
"แล้วนี่ไม่ต้องมีธูป เทียน สายสิญจน์ ข้าวสารเสกอะไรเลยเหรอ" กู๊ดถามไปขนลุกไป
อาจารย์พีระหัวเราะหึ ๆ "การจะเห็นผีมันไม่ยากขนาดนั้นหรอกคุณ อีกอย่างตอนนี้เรามีคนที่เธออยากจะสื่อสารอยู่แล้ว ก็คือแม่ของคุณ"อาจารย์พีระพูดพลางหันไปมองแม่ของกู๊ดที่ยืนยิ้มให้กับกระดาษของเธอราวกับมันคือผลงานชิ้นเอก กู๊ดหันไปมองที่แม่เช่นกัน ก่อนถอนหายใจเฮือก
ให้ตายเถอะเขาไม่อยากกลับมาเหยียบที่นี่เลย นี่มันเรื่องบ้าที่สุดที่เขาเคยทำมาในชีวิต
"คุณไม่ต้องเข้าไปก็ได้นะ ผมเข้าไปข้างในกับแม่คุณเอง ผมสัญญาจะดูแลแม่คุณเป็นอย่างดี" อาจารย์พีระพูดอย่างรู้ใจว่ากู๊ดไม่อยากเข้าไปข้างในตัวอาคาร
"ฝันไปเถอะครับว่าผมจะปล่อยให้แม่คลาดสายตา .... เอาวะ ไปเลย ... ลุย" เขาทิ้งก้นบุหรี่ตัวสุดท้ายและขยี้มันบี้แบนคารองเท้า สูดลมหายใจลึก พยายามเรียกขวัญกำลังใจกลับสู่ตัวเองซึ่งแทบไม่ได้ผล
อาจารย์พีระเลือกที่จะเดินเข้าไปบนอาคารทางฝั่งตรงข้ามกับห้องพยาบาล ซึ่งต้องผ่านห้องเรียนที่มีสุสานเก้าอี้ไปหลายห้อง สร้างความขัดเคืองใจให้กู๊ดเสียจริง เขาเดินจับมือแม่แน่น หวังว่าภาระกิจในวันนี้จะลุล่วง และเป็นวันสุดท้ายเสียที เอาให้มันจบๆ เขาคิดเช่นนั้น
ทำยังไงได้ ในเมื่อเรื่องราวมันพันตูเลยเถิดมาขนาดนี้แล้ว มันเกินกว่าที่เขาจะสะบัดก้นหนีได้
ห้องเรียนแต่ละห้องยังเป็นเหมือนเช่นที่เขาเห็นมา เศษใบไม้แห้ง สุสานโต๊ะเก้าอี้ คราบฝุ่นหนาเตอะ ไร้ร่องรอยสิ่งมีชีวิต มีเพียงเสียงรองเท้าของคนสามคนที่กระทบพื้นดัง กึก กึก แม่เริ่มฮัมเพลงเบาๆ เขาแน่ใจว่ามันเป็นเพลงที่เด็กร้องเล่นกันในโรงเรียน ความรู้สึกใจคอไม่ดีเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ความหวาดกลัวเข้ามาเกาะกุมอย่างรวดเร็ว
จู่ๆ แม่ก็เปล่งเสียงดังลั่น มันเป็นเพลงที่ร้องตอนเล่นตบแปะ เสียงดังของแม่สะท้อนก้องไปทั่วบริเวณสร้างเสียงสะท้อนกลับมา ยิ่งชวนให้ขนลุกยิ่งกว่าเดิม
"ชู่ววว .. แม่เบาๆ" เขาพยายามปรามแม่แต่ไร้ผล เมื่อมาอยู่ที่นี่ แม่กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ทันใดนั้นแม่สะบัดมือเขาหลุด และวิ่งตรงไปยังห้องพยาบาล
"แม่" กู๊ดตะโกนลั่น มองแม่ที่กำลังวิ่งไป ปกติแม่ไม่เคยมีเรี่ยวแรงขนาดนี้ แม่ได้พละกำลังมาจากไหนจนเขาสงสัย กู๊ดและอาจารย์พีระวิ่งตามไปทันที
แม่วิ่งหายเข้าไปในห้องพยาบาล ภาพที่ปรากฎต่อสายตาทั้งคู่คือแม่ยืนกระโดดตบมือ หัวเราะร่าอย่างดีใจ เหมือนเห็นใครบางคน!!!
"เธออยู่ตรงนั้น เด็กผู้หญิงคนนั้น" อาจารย์พีระกล่าวแผ่วเบา คำพูดเพียงไม่กี่คำแต่สร้างความสั่นสะท้านไปทั้งสรรพางค์กายให้กับกู๊ด และก่อนที่เขาและอาจารย์จะย่างเท้าเข้าไปภายในห้อง
ประตูก็ถูกปิดดังปัง !!! โดยปราศจากแรงลม
"เชี่ยย" กู๊ดตกใจจนเผลออุทานคำหยาบออกมา อาจารย์พีระเองก็ตกตะลึงทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน
"อาจารย์ อะไรกันวะเนี่ย แม่ผมอยู่ข้างใน" จากความกลัวเริ่มเปลี่ยนเป็นโทสะ กู๊ดทำท่าจะถีบประตูเข้าไป
"หยุดก่อน" อาจารย์พีระยกมือขึ้นห้าม พร้อมทำท่าครุ่นคิด
"เด็กคนนั้นต้องการอยู่กับแม่คุณแค่สองคน"
"ตายห่า แล้วถ้ามันบีบคอแม่ผมตายล่ะ" กู๊ดโวยวาย
"ไม่ ... เด็กคนนั้นไม่ทำ วิญญาณเด็กทำสิ่งชั่วร้ายไม่เป็นหรอก เด็กคนนี้แค่ล่องลอยไปวันๆ เล่นไปวันๆ รอการปลดปล่อยเท่านั้น" คำตอบของอาจารย์ไม่ได้ทำให้ความกระวนกระวายใจของกู๊ดเบาบางลงเลย และก่อนที่เขาจะพูดหรือทำอะไรที่ขาดสติลงไป เสียงหัวเราะคิกของแม่ก็ดังขึ้น
ความทรงจำหวนมาอีกครั้ง วันที่เขามาตามแม่ เขาได้ยินเสียงหัวเราะแบบนี้เช่นกัน เสียงหัวเราะคิกของแม่ดังมาเป็นระยะ บ้างชัด บ้างแผ่ว แต่อย่างน้อยก็ทำให้เขารู้ว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่
กู๊ดและอาจารย์พีระถอยหลังออกจากประตูตรงหน้าพร้อมกัน
"ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ" อาจารย์พีระเอ่ยขึ้น กู๊ดมองประตูสลับกับหน้าอาจารย์ อย่างน้อยความกังวลใจเรื่องแม่จะได้รับอันตรายก็เบาบางลง และเขาคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ กู๊ดและอาจารย์ต่างเดินไปนั่งตรงม้านั่งยาวหน้าห้อง สายตาจับจ้องที่ประตูบานนั้น รอให้มันเปิดอย่างใจจดจ่อ
"ผมให้เวลาไม่เกินชั่วโมงนะ ถ้าแม่ยังไม่ออกมา ผมพังประตูเข้าไปจริงๆ" กู๊ดบอกกับอาจารย์พีระ
"ใจเย็น ๆ คุณอาจทำเสียเรื่องก็ได้ เรารอดูท่าทีก่อน ผมว่าคงไม่นาน เพราะนี่ก็เย็นแล้วด้วย"
กู๊ดนับเวลา รอคอยการเปิดของประตูบานนี้
พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ กำลังจะลับขอบฟ้าในไม่ช้า แสงสีเหลืองส้มสลับแดงสาดกระทบเห็นเป็นแสงเรื่อเรือง แดดผีตากผ้าอ้อมระบายเต็มท้องฟ้า นกบินกลับรัง ลมพัดโชยเอื่อย หนังตาหนักอึ้ง หลังจากผ่านความเหนื่อยล้ามาหลายวันติด ความง่วงคืบคลานเข้ามาเกาะกุมโดยไม่รู้เนื้อตัว เพียงไม่นานชายทั้งสองก็เข้าสู่ภวังค์ดั่งโดนมนต์สะกด