วันนี้หนูตื่นเต้นเป็นพิเศษ รวมถึงเพื่อนอีกหลายคนด้วย เพราะเป็นวันที่ผู้ใหญ่จากสำนักงานเขตมาเยี่ยมโรงเรียน ต้องเป็นวันที่พวกเราทำตัวเรียบร้อยแบบชนิดที่เรียกได้ว่าไม่เคยเป็นมาก่อน คำหยาบคายทุกชนิดบนโลกเราต้องไม่รู้จักและไม่พูดมันออกมา และถือว่าเป็นวันที่หนูเข้าห้องน้ำโรงเรียนได้อย่างสบายใจที่สุด เพราะมันจะสะอาดกว่าทุกวัน
พวกเราทั้งหมดยืนตรง ตัวแข็ง เมื่อผู้อำนวยการเขตเข้ามาเยี่ยมพวกเราถึงห้องเรียน เธอเป็นสาวใหญ่ ร่างอวบอ้วน สั้นเตี้ย ทาปากสีชมพูจัด เวลาเธอยิ้มจะเห็นรอยแตกของริมฝีปากและสีชมพูของลิปสติกตกเป็นร่องอยู่ในนั้น ภาพตรงหน้าทำให้หนูนึกถึงคำกลอนบทหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ
"อียักษา ตาโต โมโหมาก
รูปก็กาก ปากก็เปราะ ไม่เหมาะเหมง
นมสองข้าง อย่างกระโปง ดูโตงเตง
ผัวของเอ็ง เขาระอา ไม่น่าชม"
หนูหยิกเนื้อตัวเองไว้ไม่ให้ขำพรวดออกมา พร้อมตกใจในความคิดพิเรนทร์ของตัวเอง
เด็กนักเรียนทั้งหมดนั่งลงและถูกบังคับให้ฟังผู้อำนวยการเขตท่านนี้เล่าเรื่องราวความน่าภาคภูมิใจในหน้าที่การงานของตนเอง รวมถึงโครงการที่จะพัฒนาโรงเรียนแห่งนี้ให้เป็นโรงเรียนที่ ... อะไรนะ ทันสมัย พัฒนา ยั่งยืน อะไรสักอย่างนี่แหละ
คำพูดของเธอเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาและพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ผ่านสมอง ครูสารภีที่ยืนกุมมือต่ำ ทำตัวลีบแบนอยู่ข้างๆ กับรอยยิ้มที่เจือจาง พยักหน้าเป็นระยะ พร้อมฝืนยิ้ม หนูคิดว่าทั้งห้องคงมีแต่ป้าผู้อำนวยการเขตคนเดียวที่ชื่นชมสิ่งที่ตัวเองพูด
แต่สิ่งที่เธอกล่าวส่งท้ายก็ทำให้นักเรียนกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง หลังจากที่สัปหงกเป็นรอบที่สาม
"ผอ.มีทุนการศึกษาให้นักเรียนจำนวน 3 ทุน ทุนละ 1,000 บาท เงื่อนไขคือให้นักเรียนเขียนเรียงความเรื่อง 'ความสุขของฉัน' ลงในกระดาษสมุด ความยาวมากกว่า 10 บรรทัด แล้วนำมาส่งที่ครูสารภี ผอ.จะเป็นคนอ่านและคัดเลือกเอง"
โห!!! ตั้ง 1,000 บาท มันเยอะขนาดไหนกันนะ
มันคือเหรียญบาทตั้ง 1,000 เหรียญ!!!
กระเป๋าประโปรงหนูจะใส่มันพอไหม มันตั้ง 1,000 เหรียญเลยนะ!!!
หนูจินตนาการไปว่าหนูจะซื้ออะไรได้บ้าง อย่างแรกเลยคือขนมโดราเอมอน หนูจะซื้อหลายๆ กล่อง เพราะตอนนี้หนูยังมีสติ๊กเกอร์ไม่ครบ 8 ภาพเลย ... แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว
หนูตั้งใจเขียนทันทีหลังจากที่ ผอ. เดินสะโพกบิดออกจากห้องไป ครูสารภีปล่อยให้เป็นชั่วโมงว่างให้เด็กนักเรียนได้มีเวลาเขียนกัน
ความสุขของหนูน่ะเหรอ คือการที่ได้อยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ มีเพื่อนเป็นตัวละครทุกตัว นี่คือโลกทั้งใบของหนูในวัย 12 ปี หนูไม่เคยมีบ้านหลังอื่น ไม่มีพ่อแม่ ไม่รู้จักญาติพี่น้อง สถานที่แห่งเดียวที่หนูจะซุกตัวและหลับในยามค่ำคืนได้คือโรงเรียนแห่งนี้ หนูมีเพื่อนเป็นตัวละครทุกตัวในหนังสือเรียน หนูจะคิดถึงความสุขจากที่ใดได้อีก ในเมื่อสิ่งเดียวและสิ่งสุดท้ายที่หนูรู้จักคือที่นี่
หนูส่งเรียงความทันทีหลังจากที่เขียนเสร็จ เพื่อนๆ ทยอยส่งกันเกือบหมด เหลือเพื่อนอีกไม่กี่คนที่กำลังเขียนกันอยู่ บางคน ป.6 แล้วก็ยังเขียนหนังสือผิดๆ ถูกๆ กันอยู่เลย รวมถึงยาใจยัยเด็กตัวแสบนั่นด้วย หนูชำเลืองมองเธอตอนวางกระดาษบนโต๊ะครูหน้าชั้นเรียน เห็นยาใจหน้าดำคร่ำเครียด ความสมน้ำหน้าเกิดขึ้นในใจ 'คิดไม่ออกล่ะซิ หรือไม่ก็สะกดคำไม่ถูก สมน้ำหน้า ตอนเรียนไม่ตั้งใจเอง' หนูไม่สนใจเธอหรอก หนูรีบวางกระดาษบนโต๊ะครูและออกไปพักเที่ยง
หนูใจจดจ่อรอคอยสัปดาห์หน้า หนูอยากรู้ว่าใครคือ 3 คนที่จะได้ทุนจากผู้อำนวยการเขต ไม่แน่หนึ่งในนั้นอาจเป็นหนูก็ได้ หนูฝันหวานเมื่อนึกว่าเงิน 1,000 บาทนี้จะเอาไปทำอะไรได้บ้าง
การรอคอยกับหนูเป็นเพื่อนกัน หนูรอคอยทุกวัน รอคอยแสงสว่างที่จะมาเยือนในวันถัดไป หนูเฝ้ามองให้เข็มวินาทีเคลื่อนตัว แต่ละวินาที มันช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับนิรันดร์ ปลายทางคือการปลดปล่อย ... ที่ไม่รู้จะมาถึงเมื่อใด
ผู้อำนวยการเขตกลับมาที่โรงเรียนอีกครั้งในอีกหนึ่งสัปดาห์ เพื่อประกาศรายชื่อนักเรียนที่ได้ทุน เธอยังคงทาปากสีชมพูจัด หนูรีบตบความคิดเรื่องนางผีเสื้อสมุทรออกไปจากหัว นาทีที่น่าตื่นเต้นกำลังจะมาถึงเมื่อคุณครูทั้งโรงเรียนต่างออกมายืนหน้าเสาธง โดยมีผู้อำนวยการเขตยืนตรงกลาง
ผู้อำนวยการโรงเรียนเริ่มกล่าวคำสรรเสริญเยินยอ หนูเห็นผู้อำนวยการเขตยิ้มไม่หุบ จากนั้นก็เป็นการประกาศรางวัล เสียงหวานๆ ของครูสารภีกังวานผ่านไมโครโฟน ความทรงจำขณะที่หนูซุกตัวใต้เตียงในห้องพยาบาลผุดขึ้นมา
'สาจ๋า ... ผมไม่ไหวแล้ว'
'รีบทำเถอะค่ะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า'
หนูไม่รู้ว่ามันมาได้อย่างไร และเกี่ยวข้องอะไรกับครูสารภี แต่หนูเมินใส่ความคิดนั้นและหันมาจดจ่อรางวัลตรงหน้ามากกว่า
เมื่อครูสารภีประกาศรางวัลแรก มันเป็นของอำพลหัวหน้าห้อง เด็กนักเรียนต่างพากันปรบมือและอำพลก็เดินไปรับซองสีขาวจากผู้อำนวยการเขต หนูแอบเห็นเขายืดอกด้วย ... ขี้เก๊กชะมัด ... หลังจากนั้นครูสารภีก็ให้นักเรียนที่ได้ทุนพูดเรียงความของตนเองให้เพื่อนๆ ฟัง
อำพลสาธยายความสุขของตัวเองว่าเขาอยู่กับยายที่ทำขนมแสนอร่อย นานๆ พ่อแม่จะมาหา และซื้อของเล่นมาให้เขา หนูนั่งเท้าคางฟังอย่างเบื่อหน่าย ไม่เห็นจะน่าสนุกเลย ไม่เห็นว่าเขาจะได้ขี่ม้าของปิติอย่างหนู หรือช่วยจิมมี่เลี้ยงแกะก่อนที่หมาป่าจะมากินแกะของเขาอย่างหนูบ้างเลย
อำพลพูดจบพร้อมเสียงปรบมือเปาะแปะ ก็แหงล่ะ เรื่องของเขามันน่าสนใจที่ไหน แต่ก็อีกนั่นแหละ นี่มันความสุขของเขานี่ อำพลอาจจะมีความสุขกับเรื่องธรรมดา ๆ ก็ได้นะ
ครูสารภีพูดใส่ไมโครโฟนอีกครั้ง หัวใจหนูหยุดเต้น ครั้งนี้อาจเป็นชื่อหนูก็ได้นะ
"ทุนต่อไปเป็นของ เด็กหญิงสุกัญญา" หนูได้ยินเสียงกรี๊ดของสุกัญญาที่ท้ายแถว ก่อนที่เธอจะวิ่งกระโปรงปลิวมาหน้าเสาธง เธอยิ้มปากฉีกถึงใบหูเลยแหละ สุกัญญารับซองจากผู้อำนวยการและเริ่มอ่านเรียงความของเธอ
ความสุขของสุกัญญาคือการได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับพ่อแม่ เธอชอบเล่นน้ำทะเลเป็นที่สุด และบรรยายถึงคลื่นที่ซัดเข้าหาตัวเธอและน้องสาว เธอดำผุดดำว่าย ก่อกองทราย และขุดทรายหาปูตัวเล็ก
... ทะเลเหรอ หนูไม่เคยเห็นหรอก น้ำทะเลเค็มเหรอ เหมือนน้ำปลาไหม เพราะถ้าเค็มแบบน้ำปลาและคนเราจะลงไปเล่นทำไมล่ะ ...
ทรายเหรอ??? เหมือนทรายที่สนามเด็กเล่นไหม เพราะถ้าเหมือนกันเธอจะไปทะเลทำไมล่ะ หนูเท้าคางฟังสุกัญญาบรรยายเรื่องทะเลของเธออย่างตั้งใจ พร้อมจินตนาการตามด้วย แต่จินตนาการของหนูมันก็เดินทางไปได้ไม่ไกล หนูนึกไม่ออกจริงๆ ว่าสีฟ้าครามของทะเลเป็นอย่างไร ทรายที่สุกัญญาบอกว่าละเอียดนั้นมันละเอียดขนาดไหน หนูพยายามจะหาสิ่งอื่นเปรียบเทียบกับคำว่าน้ำทะเลใส ทรายละเอียด ท้องฟ้าสีครามอย่างที่สุกัญญาเล่า จินตนาการของหนูหยุดลงเมื่อสุกัญญาพูดจบและเพื่อนๆ ต่างพากันปรบมือ
... แต่ทำไมหนูรู้สึกเศร้าจัง
หัวใจหนูเต้นตูมตามอีกครั้งเมื่อมาถึงรางวัลสุดท้าย หนูหลับตา 'ขอให้เป็นของหนู ... ขอให้เป็นของเด็กหญิงเดือนเต็ม'
"และทุนลำดับสุดท้ายเป็นของ เด็กหญิง ... ยาใจ" สิ้นเสียงครูสารภี ความหวังของหนูก็สลายไปด้วย
'อี๋ ... ยัยยาใจเนี่ยนะ!!! นอกจากนางกุลาที่หนูเกลียดแล้วก็มียัยนี่อีกคน นางกุลากับยาใจเป็นคนที่หนูเกลียดสูสีกันเลย
หนูอยากจะอ้วกเมื่อเห็นยัยยาใจพาตัวเองออกไปหน้าเสาธง เธอไม่ได้ยิ้มฉีกปากอย่างสุกัญญา ออกจะยิ้มเจื่อนๆ เสียด้วยซ้ำ และรับไมโครโฟนจากครูสารภีมา
... เห๊อะ!!! หนูจะลองฟังดูก็ได้ว่าจะสักแค่ไหนกันเชียว
"ความสุขของหนูคือการได้อยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ นี่คือความสุขเดียวและสถานที่เดียวที่หนูรู้จัก" .... ทุกคนต่างตั้งใจฟังเหมือนโดนสะกด บางคนมีน้ำตารื้นออกมาเมื่อยาใจเริ่มพูดถึงความรู้สึกของตนเองที่มีต่อคุณครูแต่ละท่าน
ตรงข้ามกับหนู!!!
หนูเหมือนโดนสายฟ้าฟาด!!!
ตัวหนูแข็งทื่อ ค้างตะลึงอยู่อย่างงั้น เหมือนถูกพรากลมหายใจ ยาใจยังพร่ามเรียงความของเธอต่อไป แต่หูหนูดับแล้ว ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ
อีนังสารเลว!!!
ทำไมเรียงความของมันช่างเหมือนกับเรียงความของหนูได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน!!!
ทุกถ้อยคำที่พร่างพรูออกจากปากของมัน สิ่งนั้นคือเรื่องราวของหนู โรงเรียนของหนู และตัวละครของหนู ... ความรู้สึกโกรธ เกลียด ปะทุขึ้นมาอย่างฉับพลัน หนูอยากจะเข้าไปฉีกร่างมันออกเป็นชิ้น ๆ เอาให้กระจัดกระจายเป็นผุยผง
ขโมย ... ใช่แล้ว!!! กระดาษของหนูวางอยู่บนโต๊ะครูหน้าห้อง มันขโมยไปลอก หรือแย่กว่านั้นมันอาจเอาเรียงความของหนูไป และเปลี่ยนเป็นชื่อของมันเอง
หนูเกลียดมันที่สุด มันทำแบบนี้ได้ยังไง!!!
ความโกรธเกลียดของหนูมันพุ่งทะยานจนระงับแทบไม่ได้แล้ว หนูรู้สึกถึงกายที่สั่นเทา ตายังคงจ้องมองปากของมันที่ขยับอยู่หน้าเสาธง เพื่อนๆ ต่างพากันหัวเราะชอบใจกับเรื่องราวในแผ่นกระดาษ รอบข้างมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ มีหนูเพียงคนเดียวที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของโทสะ หนูกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
หนูโกรธเกลียดทุกคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวบ้าๆ นี่ เริ่มจากนังยักษ์ขมูขีปากชมพูที่ยืนแสยะยิ้มอยู่ข้างครูสารภี กล้าดียังไงถึงมาตัดสินความสุขของคนอื่น หนูเกลียดที่มันบังอาจใช้ไขมันในสมองมาตัดสินว่าความสุขของใครควรได้รางวัล
และอีเพื่อนสารเลว ยาใจ!!!
มันขโมยความสุขของคนอื่น!!!
มันไม่มีปัญญากระทั่งหาความสุขของตัวเองด้วยซ้ำ ช่างน่าสมเพช!!!
หนูต้องไปบอกความจริงกับครูสารภี
ความมืดมนเหมือนไอหมอกเริ่มคืบคลานเข้ามา กายหนูสั่นอย่างประหลาด หนูลุกขึ้นยืนทันทีเมื่อความโกรธเข้ามาควบคุม หนูค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปยังห้องครูสารภี หนูอยากจะวิ่งแต่เท้ามันหนักอึ้งจนหนูยกแทบไม่ไหว ทำไมมันเนิ่นช้าอย่างนี้ ใจหนูไปถึงห้องพักครูก่อนที่ขาทั้งสองจะพาหนูไปถึง
อีขี้ขโมย อีลูกกระหรี่ หนูก่นด่าอยู่ในใจ
หนูต้องรีบไปให้ถึงห้องครูสารภีก่อนที่ความมืดจะเข้ามาบดกลืนทุกสิ่ง หนูหันไปมองสนามหน้าเสาธง นักเรียนหายไปหมดแล้ว จากที่เมื่อครู่ยังนั่งกันอยู่เต็ม
ท้องฟ้าจากสดใส กลับถูกระบายด้วยสีดำในพริบตา หญ้าขึ้นรกร้าง มันนานแค่ไหนแล้วนะที่เคยมีคนอยู่ที่นี่ สุดท้ายหนูก็พาตัวเองมาจนได้ ตอนนี้หนูมาอยู่หน้าห้องพักครูแล้ว เหลือแค่ดึงบานประตูเท่านั้น
'ครูสารภีคะ ยาใจขโมยเรียงความของหนูไปค่ะ' หนูทบทวนคำพูดที่จะฟ้องครู
ทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสประตู มันถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย ราวกับรอคอยการมาของหนูอยู่แล้ว ภาพแรกที่ปรากฎตรงหน้าทำให้เลือดในกายแทบจับตัวเป็นก้อน หนูรู้สึกถึงความร้อนวูบตั้งแต่หัวจนถึงปลายเท้า
ครูสารภีอยู่ตรงนั้น ... ลอยกลางอากาศ
มีเพียงเชือกเส้นเดียวที่ยึดโยงร่างไว้กับพัดลมเพดาน มือเท้าทิ้งลงมาแนบตัว คอห้อยพับ ผมสยายกระจายปกหน้า มันยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ เผยให้เห็นตาขาวเหลือกลาน ดวงตาที่เหลือแต่ตาขาวนั้นจ้องต่ำมายังหนู ขอบตาด้านในเป็นสีแดงจากการคลั่งของเลือดที่เกิดจากการบีบรัด
ความตกใจสุดขีดเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หนูได้ยินเสียงหวีดร้องของตัวเอง ทำยังไงก็ได้ให้หนูออกไปจากตรงนี้ หนูวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต
หนูต้องซ่อน ... หนูต้องหาที่ซ่อน
หนูวิ่งออกไปในความมืด เหนื่อยมาก หายใจไม่ทัน หนูอยากหยุดพักหายใจแต่ความกลัวบังคับให้วิ่งต่อ ความรู้สึกอัดแน่นกลางอกเกิดขึ้นอย่างรุนแรง หนูหายใจไม่ได้แล้ว หนูอ้าปากเพื่อรับอากาศเข้าไปอีก ... มันไม่พอ อากาศไม่พอ หนูหายใจไม่ได้ ความมืดในดวงตาเกิดขึ้น ช่วงแรกเป็นแสงวิบวับคล้ายไฟของหิ่งห้อย เมื่อแสงดับลงภาพต่าง ๆ ก็พากันเรียงเข้ามาแต่มันหมุนคว้างเป็นวงกลม
ภาพเตียงนอน พัดลมเพดาน เสาธง หนังสือ สมุด ถาดหลุม ดินน้ำมัน การบ้าน
และภาพครูสารภีที่ลอยอยู่กลางอากาศ
ครูขา หนูมีเรื่องจะบอก เรียงความของหนู .... มันเอาไป
ทุกอย่างค่อย ๆ พล่าเลือน เลือนลาง การบ้านของหนู ความสุขของหนูถูกมันเอาไป
ครูขา ครูสารภี !!!