
เหมือนฝัน นิ่มอนงค์ หญิงสาววัยยี่สิบปีผู้มีรูปร่างอรชร ใบหน้าที่น่ารักจิ้มลิ้มและรอยยิ้มสดใสของเธอสะกดคนมองได้ไม่ยาก ถึงแม้ตลอดชีวิตของเธอจะไม่เคยได้สัมผัสกับคำว่าสุขหรือสบาย แต่ใบหน้าเกลี้ยงเกลาก็มีรอยยิ้มอยู่เสมอ เพราะเธอถือคติที่ว่า...
‘ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นขอแค่ยิ้มสู้’
ถึงรูปร่างและใบหน้าของเธอจะให้ความรู้สึกอยากทะนุถนอม แต่คนที่รู้จักมักคุ้นต่างรู้ดีว่าเหมือนฝันนั้นแกร่งแค่ไหน
“พี่ฝัน ๆ”
เสียงเรียกที่ไล่ตามหลังมาทำให้สองเท้าเล็กหยุดก้าวเดินก่อนจะหันกลับมาหาน้องชาย
“อะไรเหรอกล้า”
“มีสักร้อยไหมอะ กล้าจะไปปากซอย เพื่อนชวนไปแต่กล้าไม่มีเงินเลย”
หญิงสาวมองน้องชายอยู่ครู่หนึ่งจึงล้วงหาเงินในกระเป๋ากางเกงยีนของตัวเอง แต่ไม่ว่าจะค้นกระเป๋าไหนก็รวมเงินได้เพียงแปดสิบบาทเท่านั้น
“พี่มีแค่แปดสิบ กล้าเอาไปหกสิบก็แล้วกัน”
“ขอบคุณครับ...”
เหมือนฝันยิ้มบาง ๆ แล้วยัดแบงค์ยี่สิบบาทใส่กระเป๋าหลังเพื่อเอาไว้ใช้เป็นค่ารถเมล์ ถึงแม้เธอจะมีวัยไม่มากนักแต่เหมือนฝันก็เป็นเสาหลักให้ครอบครัวได้ และทำหน้าที่นี้ด้วยความเต็มใจเพื่อแบ่งเบาภาระของมารดา เพราะบิดาของเธอไม่มีคุณสมบัติของหัวหน้าครอบครัวเลยแม้แต่น้อย
“ฝัน! รอฉันด้วย!”
เสียงเรียกของทับทิมไม่ได้ทำให้เหมือนฝันหยุดเดินแต่เธอชะลอฝีเท้าลง
“คิดว่าจะไม่ทันเธอเสียแล้ว”
“ทันสิ เดี๋ยวนี้แกตื่นเร็วกว่าเดิมแล้วนี่”
“บอกตรง ๆ นะว่าฉันยังง่วงอยู่เลย นับถือแกจริง ๆ เลยว่ะ ขนาดทำงานสองที่ยังตื่นไปทำงานได้ทุกวัน”
“แหม... นับถงนับถืออะไรกัน งานที่ฉันทำมันไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้นสักหน่อย”
“จ้า... แม่คนแกร่งแห่งปี!”
ทับทิมค่อนขอดแต่แววตาที่มองเพื่อนมีแต่ความเห็นใจอย่างชัดเจน ตั้งแต่เล็กจนโตเธอเห็นเพื่อนทำงานมาตลอดแต่ไม่มีวันไหนเลยที่เหมือนฝันจะบ่นว่าเหนื่อย
ทั้งสองขึ้นรถเมล์ไปไม่นานก็ลงเพราะถึงที่หมาย ปากซอยแห่งหนึ่งที่เป็นดั่งสวรรค์ของคนกลางคืน สถานที่ที่สามารถเรียกได้ว่าสถานที่อโคจรอย่างแท้จริง
‘วาเลนไทน์คลับ’ คือชื่อสถานบันเทิงที่เป็นสมาชิกของถนนสายนี้ อีกทั้งยังเป็นที่ทำงานของเหมือนฝันและทับทิมอีกด้วย
“มาเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็ว ๆ วันนี้เป็นไรไม่รู้แม่งลาป่วยกันอย่างกับนัดไว้ ถ้ารู้ว่าข้ออ้างจะไล่ออกให้หมด!”
เคน หรือดนัย ผู้จัดการของวาเลนไทน์คลับบ่นอย่างหัวเสียเพราะนักร้องชายลาป่วยในวันเดียวกัน แต่ทับทิมและเหมือนฝันที่ได้ยินอย่างนั้นกลับลอบยิ้ม เพราะการที่เหลือคนไม่มากทำให้เหนื่อยขึ้นก็จริง แต่ทิปที่ได้ก็จะมากขึ้นด้วยเพราะตัวหารน้อยลง
“วันนี้สองคนสลับกันร้องนะ นักร้องชายสงสัยจะคออักเสบกันหมดแล้ว เดี๋ยวจะให้พวกมันพักอยู่บ้านยาว ๆ เลย”
“ค่ะคุณเคน”
“สู้เปล่าแก”
ทับทิมหลิ่วตาให้เพื่อนซึ่งเหมือนฝันก็รีบชูสองนิ้วทันที
“สู้ตายค่า...”
“งั้นก็...”
ลุย!!
สองสาวพูดพร้อมกันแล้วจึงเดินเข้าไปในส่วนของพนักงานด้วยท่าทางเข้มแข็ง
ภายในห้องโถงที่ถูกตกแต่งด้วยเครื่องเรือนหรูหราทันสมัย มีคุณปู่และหลานชายสุดที่รักกำลังทุ่มเถียงกันอย่างจริงจังถึงเรื่องการมีทายาทสืบสกุล ซึ่งมาวินมองว่ามันคือเรื่องที่ไร้สาระเอามาก ๆ
“เวลาของแกมันยังอีกยาวไกลฉันรู้ และก็รู้ด้วยว่าแกยังไม่อยากแต่งงานกับใคร แต่ตอนนี้แกอายุสามสิบสามแล้วนะวิน ถ้าปล่อยเวลาเนิ่นนานไปอาจจะไม่ทันการณ์เอาได้”
“ผมเพิ่งจะอายุสามสิบสามครับคุณปู่ อีกสามปีหรือห้าปีค่อยแต่งงานก็ยังทัน”
“ใช่สิ แกเพิ่งสามสิบสามแต่ฉันน่ะใกล้แปดสิบจะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ แล้วถ้าฉันยังไม่ได้เห็นว่า ‘สุวรรณพิทักษ์’ มีคนสืบสกุลจะตายตาหลับได้ยังไง”
คนเป็นปู่ตัดพ้อเมื่อหลานชายไม่ยอมเออออด้วย
“ปู่มีพ่อแกเป็นลูกคนเดียว ส่วนพ่อแกถึงจะมีลูกหลายคนแต่ก็มีแกเป็นผู้ชายคนเดียว น้อง ๆ แกก็แต่งงานไปใช้นามสกุลผัวกันหมด ไม่ให้ฉันหวังทายาทจากแกแล้วจะให้หวังจากใคร”
“ผมเข้าใจครับในสิ่งที่คุณปู่หวัง แต่ผมยังไม่อยากทิ้งความโสดคุณปู่เข้าใจไหมครับ ผู้หญิงที่คุณปู่หาให้ไม่ใช่ไม่ดี แต่ละคนมีหน้าตาฐานะกันทั้งนั้น ติดตรงที่ผมยังอยากใช้ชีวิตโสดอยู่คุณปู่เข้าใจหรือเปล่าครับ”
“อืม... ฉันเข้าใจ”
ถึงแม้ปากจะบอกว่าเข้าใจ แต่แววตาและท่าทางของชายชราบ่งบอกถึงความผิดหวังอย่างชัดเจนจนมาวินรู้สึกไม่สบายใจ เพราะคุณปู่คือคนที่รักและเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็กจนโต จึงเป็นคนที่เขาแคร์ความรู้สึกมากที่สุดเลยก็ว่าได้
“คุณปู่อย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ”
“แกไปเถอะ ฉันไม่อยากพูดอะไรแล้ว”
มาวินถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยื่นข้อเสนอที่เขาคิดมาแล้วสักพักให้คุณปู่
“ถ้าผมมีเหลนชายให้คุณปู่แต่ไม่แต่งงานจะได้ไหมครับ”
“แกหมายความว่ายังไง”
“เรื่องนี้ผมคิดมาสักพักแล้ว ผมจะหาผู้หญิงสักคนมาอุ้มท้องลูกให้ พอคลอดก็ทางใครทางมัน แต่ลูกเป็นของผม”
“วิน... แกคิดดี ๆ นะ ปู่ไม่ต้องการเหลนที่เกิดจากผู้หญิงขายบริการ และก็ต้องไม่ใช่ผู้หญิงหน้าเงินที่จะใช้เด็กขูดรีดเราไม่จบสิ้น”
“เรื่องนั้นคุณปู่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผู้หญิงที่จะมาเป็นแม่ของลูกผมต้องสวยและมีจิตใจที่ดีด้วย ผมไม่คว้าใครมาสุ่มสี่สุ่มห้าหรอกครับ”
“แกคิดดีแล้วเหรอ”
“ผมคิดดีแล้วครับ ผมยังไม่พร้อมจะแต่งงานกับใครจริง ๆ วิธีนี้ดีที่สุดแล้วครับ”
“แต่ปู่ขอนะ เหลนปู่ต้องเกิดจากวิธีธรรมชาติไม่ใช่วิธีทางการแพทย์ เมื่อไหร่ที่แกให้เหลนชายกับปู่ได้ปู่จะไม่วุ่นวายอีกเลย และพอถึงตอนนั้นปู่ก็คงตายตาหลับ”
“คุณปู่อย่าพูดแบบนั้นสิครับ คุณปู่ยังแข็งแรงรอเหลนได้สบาย”
“แกรับปากปู่แล้วต้องทำให้ได้นะวิน อย่าพูดส่ง ๆ หลอกให้ปู่ดีใจ”
“ครับ ส่วนเรื่องแม่ของลูกผมจะดูให้ดีครับ”
“หาได้แล้วบอกปู่ด้วย เผื่อปู่จะช่วยแกดู”
ถึงแม้จะอยากได้เหลนมากแต่คุณเรวัตก็ยังกังวลเรื่องแม่ของเหลน เพราะไม่อยากให้มาวินคว้าผู้หญิงที่ไม่มีสมบัติผู้ดีติดตัวมาเป็นแม่พันธุ์
“ครับ”
มาวินส่งยิ้มให้ปู่ในขณะที่ในใจเกิดความเครียด เพราะการที่เขารับปากไปแล้วนั่นหมายถึงต้องทำให้ได้ ไม่อย่างนั้นปู่ของเขาก็จะรอคอยและทวงถาม ทำให้ความกดดันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
สถานที่ระบายความเครียดของมาวินคือคลับหรู และที่ปรึกษาจะเป็น

