
...พ.ศ.2536
“จะเอายังไงกับมันดีคะนาย ตอนนี้มันกลายเป็นเด็กกำพร้าสมบูรณ์แล้ว ญาติมิตรก็ไม่มีอิฉันเองก็เลี้ยงมันไม่ไหว”
ยายฟักคนงานวัยกลางคนบอกเล่าพลางมองเด็กหญิงวัยสิบห้าด้วยความเวทนา เดิมทีพ่อแม่ของเด็กหญิงก็เป็นคนงานในไร่ ‘เขมราฐ’ แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดทำให้ทั้งคู่ตายจากลูกไปทีละคน ‘มะลิ’ จึงต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า
“ไม่มีญาติเลยหรอ...”
“ค่ะ ไม่งั้นก็ต้องส่งไปสถานสงเคราะห์ แต่เด็กโตแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าเขาจะรับหรือเปล่า”
เขมราฐ สิงหเวช เอ่ยถามเสียงขรึมก่อนจะยกมือขึ้นเท้าเอว ในขณะที่เด็กหญิงมองเขาอย่างรอคำตอบ เพราะชะตาชีวิตของเธอขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา เธอขาดทั้งพ่อและแม้ย่อมต้องเคว้งคว้างเป็นธรรมดา และหากเขาตัดสินใจส่งเธอไปสถานสงเคราะห์ เธอคงยิ่งรู้สึกหดหู่มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะที่นั่นเธอไม่เคยคุ้นกับผู้คนรอบข้างเหมือนกับไร่แห่งนี้ที่เธอเติบโตมา
“อย่าส่งหนูไปสถานสงเคราะห์เลยนะนาย...ให้หนูทำงานในไร่หรือในฟาร์มก็ได้ หนูไม่เอาค่าจ้างเลยหนูขอแค่ได้อยู่ที่นี่”
เด็กหญิงวิงวอนพร้อมยกมือขึ้นประนมไหว้เพื่อร้องขอความเมตตาพอดีกับที่วนิดาเดินเข้ามาสมทบ
“ให้อยู่เป็นเพื่อนน้องได้มั้ยคะพี่เขม น้องอยากมีเพื่อน”
เขมราฐมองน้องสาวด้วยแววตาอ่อนโยน เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขาก็เพิ่งสูญเสียทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน จึงต้องรับเอาน้องสาวมาดูแล
“น้องเหงาเหรอ...”
ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงบ่งบอกถึงความรักที่มีต่อน้องสาว
“ค่ะ เอาไว้เป็นเพื่อนคุยหรือใช้งานก็ยังดี”
“อืม...งั้นพี่ตามใจน้องก็แล้วกัน”
เพราะน้องคนกลางเสียชีวิตตั้งแต่ในท้องแม่เขมราฐจึงมีวนิดาเป็นน้องสาวเพียงคนเดียว และด้วยอายุที่ห่างกันถึงสิบสองปีก็ทำให้เขาทั้งรักและเอ็นดูเธอมาก ยิ่งมาเหลือกันแค่สองคนพี่น้องเขมราฐก็ยิ่งรักเธอมากขึ้นไปอีก
“เธออายุเท่าไหร่แล้ว”
“สิบห้าค่ะ”
“อืม...เป็นน้องฉันเกือบหนึ่งปี แล้วยังเรียนหนังสืออยู่หรือเปล่า”
“เพิ่งจบม.3ค่ะ ยังไม่ได้สมัครเข้าเรียนต่อ”
มะลิตอบพร้อมกับมองวนิดาอย่างมีความหวัง
“ให้เรียนต่อด้วยนะคะพี่เขมน้องอยากได้คนฉลาด น้องไม่ชอบคนโง่ค่ะ”
วนิดาพูดอย่างตรงไปตรงมาตามนิสัยเอาแต่ใจของเธอ
“อืม...ได้สิ เดี๋ยวฉันจะให้ป้าสอนพาเธอไปเข้าเรียน แล้วเธอก็เก็บข้าวของย้ายมาอยู่ที่ห้องแม่บ้านแล้วกัน”
“ขอบคุณนายสิมะลิ”
ยายฟักเตือนเมื่อเห็นเด็กหญิงเอาแต่นั่งอึ้ง
“ขอบคุณค่ะนาย!”
เด็กหญิงดีใจจนน้ำตารื้นที่ไม่ต้องจากไร่ที่เธอคุ้นเคยไปอยู่สถานสงเคราะห์ และตั้งแต่วันนั้นสายตาที่เธอมองเขมราฐและวนิดาก็ไม่ต่างจากสุนัขเวลามองเจ้าของ เพราะเธอถือว่าทั้งคู่เป็นผู้มีพระคุณที่ให้ชีวิตใหม่กับเธอ
ชีวิตของมะลิในบ้านหลังใหม่ถึงจะอยู่ในสถานะเด็กรับใช้แต่ก็ไม่ได้แย่เลย เพราะคุณน้องเจ้านายของเธอเห็นเธอเป็นเหมือนเพื่อน ถึงจะแบ่งแยกชนชั้นตามนิสัยเย่อหยิ่งแต่ก็หยิบยื่นหลายอย่างที่เธอไม่เคยมี
“เธออวบกว่าฉันน่าจะใส่สวยกว่า”
“แต่ชุดนี้เป็นชุดใหม่ไม่ใช่เหรอคะยังมีป้ายอยู่เลย”
“อืม...ฉันลองแล้วมันหลวมไปหน่อยจะเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ให้เธอไปใส่ดีกว่า”
“ขอบคุณค่ะคุณน้อง”
นอกจากสิ่งของแล้วนิดาก็ยังให้ความรู้กับเธอด้วย สิ่งที่วนิดาเน้นมากกว่าอย่างอื่นคือภาษาอังกฤษ ทุกๆวันมะลิจะต้องท่องคำศัพท์และพูดคุยภาษาอังกฤษสั้นๆเพื่อฝึกฝนโดยมีวนิดาเป็นคนสอน
“เดี๋ยวหนูลงไปช่วยป้าสอนเตรียมมื้อเย็นก่อนนะคะคุณน้อง”
“อืม...”
เพราะอยากตอบแทนผู้มีพระคุณมะลิจึงทำทุกอย่างที่เธอทำได้ ไม่ว่าจะถูกใครเรียกใช้เด็กหญิงก็ไม่เคยเกี่ยง
“เดี๋ยว!”
เท้าเล็กหยุดยืนที่เชิงบันไดเมื่อถูกเรียกเสียงแหลมจากแขกพิเศษของเขมราฐ
“คะคุณยุ้ย”
“นั่นชุดอะไร!”
“คุณน้องให้หนูมาค่ะ”
“โกหก! ชุดราคาแพงแบบนี้คุณน้องจะยกให้แกได้ยังไง!”
ศิริมาแผดเสียงเพราะกำลังไม่พอใจอย่างรุนแรง เนื่องจากชุดที่มะลิถือเป็นชุดที่เธอซื้อให้วนิดาเพื่อเอาใจ
“หนูไม่ได้โกหกนะคะ! คุณน้องให้หนูมาจริงๆค่ะ!”
เด็กหญิงละล่ำละลักทันทีที่ถูกกล่าวหา
“มีอะไรกันเหรอ...”
เขมราฐถอดหมวกคาวบอยออกแล้วหยุดมองทั้งสองคนด้วยแววตาเป็นคำถาม และสายตาคู่คมของเขาก็เหมือนมีพลังวิเศษ เพราะมันสามารถทำให้ในหน้าบูดบึ้งของศิริมาที่กำลังโกรธมียิ้มหวานหยดได้อย่างเหลือเชื่อ
“ว่าไง...มีอะไรกัน”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เธอไปได้แล้ว”
มะลิรีบเดินหนีเมื่ออีกฝ่ายโบกมือไล่ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ศิริมาพูดจาปรักปรำให้ร้ายเธอ
“เขมคะ...”
“อืม...”
“ยุ้ยรู้นะคะว่ามันเป็นเรื่องในบ้านเขม แต่ยุ้ยกับเขมเราก็เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกันเลยอยากเตือน”
“คุณมีอะไรคุณก็พูดมาตรงๆเถอะยุ้ย”
เขมราฐบอกเสียงขรึมตามนิสัย เพราะเขาไม่ชอบอะไรที่จุกจิกรำคาญใจ
“ก็เด็กนั่นน่ะค่ะ ยุ้ยเห็นหลายครั้งที่เอาของออกมาจากห้องของคุณน้อง”
“ยัยน้องคงให้กันน่ะ”
“บางอย่างให้บางอย่างอาจจะหยิบเอามาเฉยๆก็ได้นะคะ เด็กเหลือขอแบบนั้นไม่ควรไว้ใจมาก”
“คุณอย่าใส่ใจเลย”
“ยุ้ยห่วงค่ะ เอาจริงๆเด็กที่ขาดทุกๆอย่างแบบนั้นเวลาที่ได้อยู่ใกล้สิ่งที่ขาดแรกๆก็คงชื่นชม แต่พอนานไปอาจกลายเป็นอิจฉาอยากทำลายขึ้นมาก็ได้”
ศิริมาใส่ไฟเพราะเธอไม่ชอบมะลิตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะกลัวว่ามะลิจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้หญิงอีกคนของเขมราฐ
“คุณหมายความว่ายังไง”
“ก็หมายความว่าวันนี้เด็กนั่นคอยรับใช้ใกล้ชิดคุณน้อง และคุณน้องก็เมตตาหยิบยื่นอะไรๆให้ แรกๆก็รับเท่าที่ให้แต่นานวันอาจอิจฉาคิดแย่งชิง ดีไม่ดีอาจคิดไม่ซื่อกับคุณน้องก็ได้นะคะ”
เขมราฐนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับน้องสาว
“อย่าเพิ่งคิดอะไรเลวร้ายแบบนั้นเลยยุ้ย มาอยู่ที่นี่เดือนกว่ามะลิก็ขยันขันแข็งดี อีกอย่างก็ไม่ได้มีท่าทีร้ายๆอย่างที่คุณกังวลเลย”
“แต่...”
“ผมขอไปอาบน้ำก่อนนะ เหนียวตัวจะเเย่...”
“ให้ยุ้ยช่วยมั้ยคะ...”
“เอาสิ...”
ชายหนุ่มตอบรับอย่างไม่คิดลังเลเพราะไม่มีเหตุผลที่

