...พ.ศ.2536
“จะเอายังไงกับมันดีคะนาย ตอนนี้มันกลายเป็นเด็กกำพร้าสมบูรณ์แล้ว ญาติมิตรก็ไม่มีอิฉันเองก็เลี้ยงมันไม่ไหว”
ยายฟักคนงานวัยกลางคนบอกเล่าพลางมองเด็กหญิงวัยสิบห้าด้วยความเวทนา เดิมทีพ่อแม่ของเด็กหญิงก็เป็นคนงานในไร่ ‘เขมราฐ’ แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดทำให้ทั้งคู่ตายจากลูกไปทีละคน ‘มะลิ’ จึงต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า
“ไม่มีญาติเลยหรอ...”
“ค่ะ ไม่งั้นก็ต้องส่งไปสถานสงเคราะห์ แต่เด็กโตแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าเขาจะรับหรือเปล่า”
เขมราฐ สิงหเวช เอ่ยถามเสียงขรึมก่อนจะยกมือขึ้นเท้าเอว ในขณะที่เด็กหญิงมองเขาอย่างรอคำตอบ เพราะชะตาชีวิตของเธอขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา เธอขาดทั้งพ่อและแม้ย่อมต้องเคว้งคว้างเป็นธรรมดา และหากเขาตัดสินใจส่งเธอไปสถานสงเคราะห์ เธอคงยิ่งรู้สึกหดหู่มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะที่นั่นเธอไม่เคยคุ้นกับผู้คนรอบข้างเหมือนกับไร่แห่งนี้ที่เธอเติบโตมา
“อย่าส่งหนูไปสถานสงเคราะห์เลยนะนาย...ให้หนูทำงานในไร่หรือในฟาร์มก็ได้ หนูไม่เอาค่าจ้างเลยหนูขอแค่ได้อยู่ที่นี่”
เด็กหญิงวิงวอนพร้อมยกมือขึ้นประนมไหว้เพื่อร้องขอความเมตตาพอดีกับที่วนิดาเดินเข้ามาสมทบ
“ให้อยู่เป็นเพื่อนน้องได้มั้ยคะพี่เขม น้องอยากมีเพื่อน”
เขมราฐมองน้องสาวด้วยแววตาอ่อนโยน เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขาก็เพิ่งสูญเสียทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน จึงต้องรับเอาน้องสาวมาดูแล
“น้องเหงาเหรอ...”
ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงบ่งบอกถึงความรักที่มีต่อน้องสาว
“ค่ะ เอาไว้เป็นเพื่อนคุยหรือใช้งานก็ยังดี”
“อืม...งั้นพี่ตามใจน้องก็แล้วกัน”
เพราะน้องคนกลางเสียชีวิตตั้งแต่ในท้องแม่เขมราฐจึงมีวนิดาเป็นน้องสาวเพียงคนเดียว และด้วยอายุที่ห่างกันถึงสิบสองปีก็ทำให้เขาทั้งรักและเอ็นดูเธอมาก ยิ่งมาเหลือกันแค่สองคนพี่น้องเขมราฐก็ยิ่งรักเธอมากขึ้นไปอีก
“เธออายุเท่าไหร่แล้ว”
“สิบห้าค่ะ”
“อืม...เป็นน้องฉันเกือบหนึ่งปี แล้วยังเรียนหนังสืออยู่หรือเปล่า”
“เพิ่งจบม.3ค่ะ ยังไม่ได้สมัครเข้าเรียนต่อ”
มะลิตอบพร้อมกับมองวนิดาอย่างมีความหวัง
“ให้เรียนต่อด้วยนะคะพี่เขมน้องอยากได้คนฉลาด น้องไม่ชอบคนโง่ค่ะ”
วนิดาพูดอย่างตรงไปตรงมาตามนิสัยเอาแต่ใจของเธอ
“อืม...ได้สิ เดี๋ยวฉันจะให้ป้าสอนพาเธอไปเข้าเรียน แล้วเธอก็เก็บข้าวของย้ายมาอยู่ที่ห้องแม่บ้านแล้วกัน”
“ขอบคุณนายสิมะลิ”
ยายฟักเตือนเมื่อเห็นเด็กหญิงเอาแต่นั่งอึ้ง
“ขอบคุณค่ะนาย!”
เด็กหญิงดีใจจนน้ำตารื้นที่ไม่ต้องจากไร่ที่เธอคุ้นเคยไปอยู่สถานสงเคราะห์ และตั้งแต่วันนั้นสายตาที่เธอมองเขมราฐและวนิดาก็ไม่ต่างจากสุนัขเวลามองเจ้าของ เพราะเธอถือว่าทั้งคู่เป็นผู้มีพระคุณที่ให้ชีวิตใหม่กับเธอ
ชีวิตของมะลิในบ้านหลังใหม่ถึงจะอยู่ในสถานะเด็กรับใช้แต่ก็ไม่ได้แย่เลย เพราะคุณน้องเจ้านายของเธอเห็นเธอเป็นเหมือนเพื่อน ถึงจะแบ่งแยกชนชั้นตามนิสัยเย่อหยิ่งแต่ก็หยิบยื่นหลายอย่างที่เธอไม่เคยมี
“เธออวบกว่าฉันน่าจะใส่สวยกว่า”
“แต่ชุดนี้เป็นชุดใหม่ไม่ใช่เหรอคะยังมีป้ายอยู่เลย”
“อืม...ฉันลองแล้วมันหลวมไปหน่อยจะเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ให้เธอไปใส่ดีกว่า”
“ขอบคุณค่ะคุณน้อง”
นอกจากสิ่งของแล้วนิดาก็ยังให้ความรู้กับเธอด้วย สิ่งที่วนิดาเน้นมากกว่าอย่างอื่นคือภาษาอังกฤษ ทุกๆวันมะลิจะต้องท่องคำศัพท์และพูดคุยภาษาอังกฤษสั้นๆเพื่อฝึกฝนโดยมีวนิดาเป็นคนสอน
“เดี๋ยวหนูลงไปช่วยป้าสอนเตรียมมื้อเย็นก่อนนะคะคุณน้อง”
“อืม...”
เพราะอยากตอบแทนผู้มีพระคุณมะลิจึงทำทุกอย่างที่เธอทำได้ ไม่ว่าจะถูกใครเรียกใช้เด็กหญิงก็ไม่เคยเกี่ยง
“เดี๋ยว!”
เท้าเล็กหยุดยืนที่เชิงบันไดเมื่อถูกเรียกเสียงแหลมจากแขกพิเศษของเขมราฐ
“คะคุณยุ้ย”
“นั่นชุดอะไร!”
“คุณน้องให้หนูมาค่ะ”
“โกหก! ชุดราคาแพงแบบนี้คุณน้องจะยกให้แกได้ยังไง!”
ศิริมาแผดเสียงเพราะกำลังไม่พอใจอย่างรุนแรง เนื่องจากชุดที่มะลิถือเป็นชุดที่เธอซื้อให้วนิดาเพื่อเอาใจ
“หนูไม่ได้โกหกนะคะ! คุณน้องให้หนูมาจริงๆค่ะ!”
เด็กหญิงละล่ำละลักทันทีที่ถูกกล่าวหา
“มีอะไรกันเหรอ...”
เขมราฐถอดหมวกคาวบอยออกแล้วหยุดมองทั้งสองคนด้วยแววตาเป็นคำถาม และสายตาคู่คมของเขาก็เหมือนมีพลังวิเศษ เพราะมันสามารถทำให้ในหน้าบูดบึ้งของศิริมาที่กำลังโกรธมียิ้มหวานหยดได้อย่างเหลือเชื่อ
“ว่าไง...มีอะไรกัน”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เธอไปได้แล้ว”
มะลิรีบเดินหนีเมื่ออีกฝ่ายโบกมือไล่ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ศิริมาพูดจาปรักปรำให้ร้ายเธอ
“เขมคะ...”
“อืม...”
“ยุ้ยรู้นะคะว่ามันเป็นเรื่องในบ้านเขม แต่ยุ้ยกับเขมเราก็เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกันเลยอยากเตือน”
“คุณมีอะไรคุณก็พูดมาตรงๆเถอะยุ้ย”
เขมราฐบอกเสียงขรึมตามนิสัย เพราะเขาไม่ชอบอะไรที่จุกจิกรำคาญใจ
“ก็เด็กนั่นน่ะค่ะ ยุ้ยเห็นหลายครั้งที่เอาของออกมาจากห้องของคุณน้อง”
“ยัยน้องคงให้กันน่ะ”
“บางอย่างให้บางอย่างอาจจะหยิบเอามาเฉยๆก็ได้นะคะ เด็กเหลือขอแบบนั้นไม่ควรไว้ใจมาก”
“คุณอย่าใส่ใจเลย”
“ยุ้ยห่วงค่ะ เอาจริงๆเด็กที่ขาดทุกๆอย่างแบบนั้นเวลาที่ได้อยู่ใกล้สิ่งที่ขาดแรกๆก็คงชื่นชม แต่พอนานไปอาจกลายเป็นอิจฉาอยากทำลายขึ้นมาก็ได้”
ศิริมาใส่ไฟเพราะเธอไม่ชอบมะลิตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะกลัวว่ามะลิจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้หญิงอีกคนของเขมราฐ
“คุณหมายความว่ายังไง”
“ก็หมายความว่าวันนี้เด็กนั่นคอยรับใช้ใกล้ชิดคุณน้อง และคุณน้องก็เมตตาหยิบยื่นอะไรๆให้ แรกๆก็รับเท่าที่ให้แต่นานวันอาจอิจฉาคิดแย่งชิง ดีไม่ดีอาจคิดไม่ซื่อกับคุณน้องก็ได้นะคะ”
เขมราฐนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับน้องสาว
“อย่าเพิ่งคิดอะไรเลวร้ายแบบนั้นเลยยุ้ย มาอยู่ที่นี่เดือนกว่ามะลิก็ขยันขันแข็งดี อีกอย่างก็ไม่ได้มีท่าทีร้ายๆอย่างที่คุณกังวลเลย”
“แต่...”
“ผมขอไปอาบน้ำก่อนนะ เหนียวตัวจะเเย่...”
“ให้ยุ้ยช่วยมั้ยคะ...”
“เอาสิ...”
ชายหนุ่มตอบรับอย่างไม่คิดลังเลเพราะไม่มีเหตุผลที่เขาต้องปฏิเสธ ผู้หญิงที่มาหาเขาไม่ได้มีแค่ศิริมาแต่ยังมีอีกเป็นโหล ซึ่งทุกคนเท่าเทียมกันตรงที่ไม่มีใครได้เป็นเจ้าของเขาทั้งสิ้น
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารในวันนี้ดูเหมือนจะอึดอัดเพราะวนิดานั่งหน้าบึ้งอยู่ตลอด ซึ่งสาเหตุก็มาจากผู้หญิงที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วไม่หยุด
“คุณน้องต้องทานเยอะๆนะคะโดยเฉพาะผลไม้ อะไรที่จะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งเราต้องใส่ใจไว้ค่ะ”
“อิ่มแล้วเหรอน้อง”
“ค่ะ”
“พี่ก็อิ่มพอดี ส่วนคุณถ้ายังไม่อิ่มก็กินไปนะ”
“แล้วคืนนี้...”
“ผมมีงานต้องทำน่ะ เงินผมวางไว้ให้แล้วหยิบมาหรือยัง”
ศิริมาหน้าร้อนผ่าวเมื่อเขาเอ่ยถามแบบไม่อ้อมค้อม
“ค่ะ”
วนิดาเดินลิ่วๆออกจากห้องอาหารเพื่อขึ้นไปรอพี่ชายที่หน้าห้องทำงาน ซึ่งเขมราฐไม่ได้แปลกใจเลยที่พบเธอ
“ว่าไง มีอะไรกับพี่”
“น้องมีเรื่องอยากขอค่ะ”
“ว่ามาสิ”
“พี่เขมจะมีผู้หญิงกี่คนก็ได้แต่อย่าให้คนพวกนั้นมาร่วมโต๊ะด้วยจะได้มั้ยคะ น้องขยะเเขยงกินไม่ลง!”
“แรงไปหรือเปล่ายัยน้อง ยุ้ยเขาไม่เคยทำอะไรไม่ดีกับเราเลยนะ”
พอพี่ชายพูดเสียงกระด้างใส่วนิดาก็หน้าเจื่อนลงเล็กน้อย
“เอาเถอะ ต่อไปพี่จะไม่อนุญาตให้ใครร่วมโต๊ะด้วย แต่สำหรับยุ้ยพี่ขอก็แล้วกัน”
วนิดาหน้างอแต่ก็ยอมเดินออกมาเงียบๆด้วยรู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพูดต่อ เพราะคนอย่างเขมราฐเด็ดขาดจริงจังแค่ไหนเธอรู้ดี อะไรก็ตามที่เขาบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ ต่อให้เป็นน้องสาวสุดที่รักอย่างเธอขอร้องก็ไม่เป็นผล
เขมราฐมองน้องสาวที่เพิ่งเดินออกไปแล้วถอนหายใจอย่างหนักอก เขารู้ดีว่าวนิดาไม่ชอบศิริมาแต่จะให้ตัดรอนเธอก็ดูจะใจร้ายเกินไป เพราะเดิมทีศิริมาเป็นคนรักของเขามาก่อนแต่เลิกรากันไปแล้ว และที่เธอกลับมาก็เพราะอยากรื้อฟื้นความสัมพันธ์แต่เขาให้ได้แค่การแลกเปลี่ยน ซึ่งเขารู้ดีว่าเธอไม่ได้ขาดเงินแต่ยอมทำตามข้อเสนอเพราะหวังจะกระชับความสัมพันธ์กับเขา
ในวันหยุดถ้าไม่ถูกวนิดาเรียกหามะลิก็จะขลุกอยู่ในครัวเพื่อเรียนรู้การทำอาหาร อะไรที่เธอช่วยได้เด็กหญิงก็จะอาสาโดยไม่ต้องรอให้ใครออกปากไหว้วาน
“มะลิ...”
“จ๋าป้า...”
“เวลาคุณยุ้ยมาก็อยู่ห่างๆเขาหน่อย”
“เอ่อ...”
“ป้าเห็น ป้าได้ยินหมดนั่นแหละ”
“คุณยุ้ยแกดูไม่ค่อยชอบหนูเท่าไหร่ ป้าว่าเป็นเพราะอะไรจ๊ะ”
“เอ็งอยู่ห่างๆก็พอไม่ต้องไปใส่ใจว่าเพราะอะไร”
“จ้ะ”
มะลิรับคำแล้วก้มลงเด็ดผักต่ออย่างว่าง่าย
“คนเราเนาะวาดกับเด็กกับเล็กยังคิดอกุศล”
ป้าสอนปรารภกับเพื่อนร่วมงานด้วยความระอิดระอา
“คงคิดว่าตัวเองยังมีสิทธิ์อยู่ละมั้ง”
ทั้งๆที่รู้ว่าพวกป้าๆกล่าวถึงใครแต่มะลิเจ้าก็ทำได้แค่เงียบและฟัง เพราะเธอรู้ดีว่าไม่ควรสอดแทรกอยากรู้อยากเห็น
ในความคิดของเด็กอายุสิบห้าเธอไม่รู้เลยว่าตัวเองดูโตเป็นสาวแล้ว ถึงแม้จะยังไม่ได้สวยสะพรั่งตามวัยแต่ก็เรียกได้ว่าก้าวสู่วัยสาวอย่างเห็นได้ชัด และรูปร่างหน้าตาของเธอก็น่ามองอยู่ไม่น้อย จึงเป็นเหตุให้ถูกเกลียดขี้หน้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
“มะลิ!”
พอได้ยินเสียงเรียกเธอก็รีบวางมือจากงานตรงหน้าแทบจะทันที พอดีกับวนิดาที่เดินแกมวิ่งเข้ามาในห้องครัว
“มะลิ...”
“ขาคุณน้อง”
“ไปเล่นน้ำกัน”
“คุณน้องขออนุญาตนายแล้วเหรอคะ”
ป้าสอนรีบถามเพราะกลัวว่าวนิดาจะดื้อดึงจนเกิดเรื่อง
“ขอแล้ว พี่เขมบอกเล่นได้แต่อย่าไปไกลกว่าเขตไร่”
“งั้นป้าจะจัดขนมใส่ตะกร้าให้ค่ะ”
“อืม...ไปเอาผ้าขนหนูกับชุดสิมะลิ”
“ค่ะ”
คนตัวเล็กรีบเดินออกจากห้องครัวไปด้วยความกระตือรือร้น เพราะไม่บ่อยนักที่เขมราฐจะอนุญาติให้ไปเล่นน้ำท้ายไร่ได้ แต่ที่ห้ามไม่ใช่เพราะกลัวจะเป็นอันตรายแต่เป็นเพราะไม่ถูกกับไร่ติดกัน เรียกได้ว่าแค่รุกล้ำเขตเพียงครึ่งก้าวก็แทบจะฆ่ากันตาย เขมราฐที่ห่วงน้องสาวจึงไม่ค่อยวางใจให้ไปเที่ยวเล่นบริเวณนั้น แต่ก็อดใจอ่อนไม่ได้เพราะวนิดาชอบเล่นน้ำจนอ้อนขอทุกวันหยุด
“คุณน้องระวังลื่นนะคะ!”
มะลิร้องเตือนเมื่อเห็นวนิดากระโดดไปมาตามโขดหิน ลำธารแห่งนี้เป็นเพียงลำธารตื้นๆ จึงไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องจมน้ำ จะมีก็แต่บรรดาก้อนหินน้อยใหญ่ที่ถูกตะใคร่จับจนเป็นสีเขียวจึงต้องคอยระวัง
“น้ำเย็นดีจริงๆเลยนะ”
“ค่ะ แต่เราคงเล่นได้อีกไม่นาน ฟ้าครึ้มมาเชียวฝนน่าจะใกล้ตกแล้ว”
วนิดายักไหล่แล้วพาตัวเองลงน้ำอย่างไม่สนใจ เพราะนานๆทีพี่ชายอย่างเขมราฐจะอนุญาตให้มาเล่นมีหรือที่เธอจะรีบกลับ
ซ่า! ซ่า! ซ่า!
ครืนนน!!
สายฝนโปรยลงมาอย่างที่มะลิเจ้าคาดเอาไว้จริงๆและดูเหมือนจะหนักกว่าที่คิดเอาไว้ซะอีก
“วิ่งกลับกันดีกว่าค่ะคุณน้อง!”
เธอตะโกนแข่งกับเสียงฝนพลางฉุดมือวนิดาให้ลุกขึ้น
“ไม่เอา! ฉันกลัวฟ้าผ่าฉันวิ่งไม่ออกหรอก!”
มะลิเหลียวมองซ้ายขวาก่อนจะดึงวนิดาอีกครั้ง
“งั้นเราเข้าไปหลบในถ้ำฝั่งโน้นกันค่ะ!”
คราวนี้วนิดาลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะเธอกลัวเสียงฟ้าร้องยิ่งกว่าอะไร ถึงแม้ว่ามะลิจะอายุน้อยกว่าแต่ด้วยความที่เธอเกิดและโตที่นี่ทำให้รู้จักเอาตัวรอด และตอนนี้เธอก็ยังต้องปกป้องวนิดาเจ้านายที่เธอรักดั่งพี่สาว
“คุณน้องหนาวมั้ยคะ”
หลังจากพากันเข้ามาหลบในถ้ำมะลิก็กอดวนิดาเอาไว้หวังจะช่วยคลายความหนาวเย็น ซึ่งอีกฝ่ายก็กอดตอบแนบแน่น
“ฉันน้าจะเชื่อเธอ ถ้าเรารีบกลับคงไม่ต้องมาติดฝนแบบนี้”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณน้อง”
“เป็นสิ กว่าฝนจะซาคงอีกนาน พี่เขมต้องดุฉันแน่ๆ”
“นายไม่รู้หรอกค่ะว่าเรากลับช้าเพราะป่านนี้นายก็คงจะติดฝนอยู่ที่ไร่เหมือนกัน”
“อืม...ขอให้เป็นอย่างนั้น”
“ถ้าฝนซาหน่อยเราออกไปกันนะคะ คุณน้องแข็งใจหน่อยไม่ต้องกลัว”
“อือ...จะพยายามนะ”
ในขณะที่ทั้งสองพูดคุยปรึกษากันจู่ๆก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆดังอยู่ปากถ้ำ และดูเหมือนเสียงนั้นจะใกล้เข้ามาทุกที
“ได้ยินมั้ยมีคนมา”
“ได้ยินค่ะเราหลบก่อนดีกว่า!”
“หลบทำไมล่ะ!”
“ก็...”
“ใครอนุญาตให้พวกเธอเข้ามาที่นี่!”
ยังไม่ทันที่มะลิจะได้อธิบายเสียงเข้มของใครคนหนึ่งก็ตวาดจนดังลั่น
“เอ่อ...”
มะลิรีบลุกยืนบังร่างของวนิดาเอาไว้อย่างปกป้องทั้งๆที่ใจสั่นกลัว
“คือ...พวกเรามาเล่นน้ำแล้วฝนตกค่ะเลยเข้ามาหลบฝน นายสิงห์อย่าว่าพวกเราเลยนะคะ”
“จะด้วยเหตุผลอะไรฉันก็ไม่สนใจทั้งนั้น ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!”
ชายหนุ่มร่างสูงในชุดคล้ายคาวบอยยังคงแผดเสียงลั่นถ้ำจนวนิดาที่ไม่เคยยอมใครทนไม่ไหว เธอลุกขึ้นแล้วดึงมะลิไปไว้ด้านหลัง เผชิญหน้ากับคนใจร้ายด้วยตัวเอง
“มันจะอะไรกันนักกันหนาฮะ! พวกเราแค่มาหลบฝนทำไมต้องไล่กันด้วย!”
พยัคฆ์มองเด็กสาวที่โต้เถียงเขาด้วยความสนใจ เพราะแค่เพียงเห็นหน้าเขาก็รู้ทันทีว่าเธอคือน้องสาวของเขมราฐ
“ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!”
จะไล่อะไรกันนักกันหนาไอ้ผู้ใหญ่รังแกเด็ก
ชายหนุ่มมองหญิงเด็กสาวที่ดื้อรั้นตรงหน้าด้วยแววตาพราวระยะจนแก้มทั้งสองข้างของวนิดาแดงก่ำขึ้นมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
“เธอไม่เด็กแล้วล่ะ...วนิดา”
“รู้จักชื่อฉันได้ยังไง!”
“หึ! ใครๆก็รู้จักเธอทั้งนั้นแหละ ก็เธอมันเป็นคนสำคัญของไร่เขมราฐนี่!”
ก็ได้ยินอย่างนั้นเด็กสาวก็เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี
“ใช่ ในเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ยังจะไล่ฉันอยู่ไหม”
“ไล่สิ ในเมื่อที่นี่ ตรงนี้ ไม่ใช่เขตของไร่เขมราฐเธอจึงไม่ได้มีความสำคัญอะไร ออกไปจากเขตของฉันเดียวนี้!”
วนิดาหน้าแดงก่ำเพราะความโกรธและอับอายแต่เสียงฟ้าที่ยังร้องคำรามก็ทำให้เธอลังเลที่จะเดินออกไป
“คุณน้องกลัวฟ้าร้อง ขอให้เราหลบฝนในนี้สักพังนะคะ”
มะลิพยายามอ้อนวอนแต่วนิดากลับคว้าข้อมือของเธอไว้
“อย่าไปอ้อนวอนคนใจดำแบบนี้เลย เราไปกันเถอะ!”
แม้ว่าจะกลัวแสนกลัวแต่แต่ความหยิ่งทะนงนั้นมีมากกว่า วนิดาจึงฉุดมือของมะลิให้เดินตามเธอออกมานอกถ้ำ
“เดี๋ยว! ครั้งนี้ฉันจะอนุโลมให้แล้วกัน แต่ถ้ามีครั้งหน้าอย่ามาหาว่าฉันใจร้ายนะ!”
ชายหนุ่มประกาศเสียงดังแข่งกับฝนก่อนจะเป็นฝ่ายเดินออกไปเสียเอง
เฮ้อ!!
มะลิถอนใจเสียงดังจนคนข้างๆมองค้อน
“โล่งใจขนาดนั้นเลยหรอ ทำไมต้องกลัวเขาขนาดนั้นด้วย”
“ไม่ได้กลัวเขาหรอกค่ะ กลัวนายมากกว่าเพราะที่นี่เป็นเขตไร่พยัคฆ์ แต่ที่...”
“ไม่ต้องอธิบายหรอกสถานการณ์มันคับขันเธอคงเห็นว่าฉันกลัวฟ้าเลยพามาหลบที่นี่ใช่มั้ย”
“ค่ะ”
“ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าเรื่องนี้เรารู้กันสองคน พอฝนซาก็รีบกลับกันทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เข้าใจมั้ย”
“ค่ะ คุณน้อง”
ทั้งสองคนนั่งลงที่เดิมแล้วโอบกอดกันหลวมๆเพื่อให้ไออุ่น แต่น่าแปลกเหลือเกินที่วนิดาไม่สามารถหยุดนึกถึงผู้ชายใจร้ายที่เพิ่งจากไปได้