ตอนที่ 1

2986 Words
...พ.ศ.2536 “จะเอายังไงกับมันดีคะนาย ตอนนี้มันกลายเป็นเด็กกำพร้าสมบูรณ์แล้ว ญาติมิตรก็ไม่มีอิฉันเองก็เลี้ยงมันไม่ไหว” ยายฟักคนงานวัยกลางคนบอกเล่าพลางมองเด็กหญิงวัยสิบห้าด้วยความเวทนา เดิมทีพ่อแม่ของเด็กหญิงก็เป็นคนงานในไร่ ‘เขมราฐ’ แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดทำให้ทั้งคู่ตายจากลูกไปทีละคน ‘มะลิ’ จึงต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า “ไม่มีญาติเลยหรอ...” “ค่ะ ไม่งั้นก็ต้องส่งไปสถานสงเคราะห์ แต่เด็กโตแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าเขาจะรับหรือเปล่า” เขมราฐ สิงหเวช เอ่ยถามเสียงขรึมก่อนจะยกมือขึ้นเท้าเอว ในขณะที่เด็กหญิงมองเขาอย่างรอคำตอบ เพราะชะตาชีวิตของเธอขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา เธอขาดทั้งพ่อและแม้ย่อมต้องเคว้งคว้างเป็นธรรมดา และหากเขาตัดสินใจส่งเธอไปสถานสงเคราะห์ เธอคงยิ่งรู้สึกหดหู่มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะที่นั่นเธอไม่เคยคุ้นกับผู้คนรอบข้างเหมือนกับไร่แห่งนี้ที่เธอเติบโตมา “อย่าส่งหนูไปสถานสงเคราะห์เลยนะนาย...ให้หนูทำงานในไร่หรือในฟาร์มก็ได้ หนูไม่เอาค่าจ้างเลยหนูขอแค่ได้อยู่ที่นี่” เด็กหญิงวิงวอนพร้อมยกมือขึ้นประนมไหว้เพื่อร้องขอความเมตตาพอดีกับที่วนิดาเดินเข้ามาสมทบ “ให้อยู่เป็นเพื่อนน้องได้มั้ยคะพี่เขม น้องอยากมีเพื่อน” เขมราฐมองน้องสาวด้วยแววตาอ่อนโยน เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขาก็เพิ่งสูญเสียทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน จึงต้องรับเอาน้องสาวมาดูแล “น้องเหงาเหรอ...” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงบ่งบอกถึงความรักที่มีต่อน้องสาว “ค่ะ เอาไว้เป็นเพื่อนคุยหรือใช้งานก็ยังดี” “อืม...งั้นพี่ตามใจน้องก็แล้วกัน” เพราะน้องคนกลางเสียชีวิตตั้งแต่ในท้องแม่เขมราฐจึงมีวนิดาเป็นน้องสาวเพียงคนเดียว และด้วยอายุที่ห่างกันถึงสิบสองปีก็ทำให้เขาทั้งรักและเอ็นดูเธอมาก ยิ่งมาเหลือกันแค่สองคนพี่น้องเขมราฐก็ยิ่งรักเธอมากขึ้นไปอีก “เธออายุเท่าไหร่แล้ว” “สิบห้าค่ะ” “อืม...เป็นน้องฉันเกือบหนึ่งปี แล้วยังเรียนหนังสืออยู่หรือเปล่า” “เพิ่งจบม.3ค่ะ ยังไม่ได้สมัครเข้าเรียนต่อ” มะลิตอบพร้อมกับมองวนิดาอย่างมีความหวัง “ให้เรียนต่อด้วยนะคะพี่เขมน้องอยากได้คนฉลาด น้องไม่ชอบคนโง่ค่ะ” วนิดาพูดอย่างตรงไปตรงมาตามนิสัยเอาแต่ใจของเธอ “อืม...ได้สิ เดี๋ยวฉันจะให้ป้าสอนพาเธอไปเข้าเรียน แล้วเธอก็เก็บข้าวของย้ายมาอยู่ที่ห้องแม่บ้านแล้วกัน” “ขอบคุณนายสิมะลิ” ยายฟักเตือนเมื่อเห็นเด็กหญิงเอาแต่นั่งอึ้ง “ขอบคุณค่ะนาย!” เด็กหญิงดีใจจนน้ำตารื้นที่ไม่ต้องจากไร่ที่เธอคุ้นเคยไปอยู่สถานสงเคราะห์ และตั้งแต่วันนั้นสายตาที่เธอมองเขมราฐและวนิดาก็ไม่ต่างจากสุนัขเวลามองเจ้าของ เพราะเธอถือว่าทั้งคู่เป็นผู้มีพระคุณที่ให้ชีวิตใหม่กับเธอ ชีวิตของมะลิในบ้านหลังใหม่ถึงจะอยู่ในสถานะเด็กรับใช้แต่ก็ไม่ได้แย่เลย เพราะคุณน้องเจ้านายของเธอเห็นเธอเป็นเหมือนเพื่อน ถึงจะแบ่งแยกชนชั้นตามนิสัยเย่อหยิ่งแต่ก็หยิบยื่นหลายอย่างที่เธอไม่เคยมี “เธออวบกว่าฉันน่าจะใส่สวยกว่า” “แต่ชุดนี้เป็นชุดใหม่ไม่ใช่เหรอคะยังมีป้ายอยู่เลย” “อืม...ฉันลองแล้วมันหลวมไปหน่อยจะเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ให้เธอไปใส่ดีกว่า” “ขอบคุณค่ะคุณน้อง” นอกจากสิ่งของแล้วนิดาก็ยังให้ความรู้กับเธอด้วย สิ่งที่วนิดาเน้นมากกว่าอย่างอื่นคือภาษาอังกฤษ ทุกๆวันมะลิจะต้องท่องคำศัพท์และพูดคุยภาษาอังกฤษสั้นๆเพื่อฝึกฝนโดยมีวนิดาเป็นคนสอน “เดี๋ยวหนูลงไปช่วยป้าสอนเตรียมมื้อเย็นก่อนนะคะคุณน้อง” “อืม...” เพราะอยากตอบแทนผู้มีพระคุณมะลิจึงทำทุกอย่างที่เธอทำได้ ไม่ว่าจะถูกใครเรียกใช้เด็กหญิงก็ไม่เคยเกี่ยง “เดี๋ยว!” เท้าเล็กหยุดยืนที่เชิงบันไดเมื่อถูกเรียกเสียงแหลมจากแขกพิเศษของเขมราฐ “คะคุณยุ้ย” “นั่นชุดอะไร!” “คุณน้องให้หนูมาค่ะ” “โกหก! ชุดราคาแพงแบบนี้คุณน้องจะยกให้แกได้ยังไง!” ศิริมาแผดเสียงเพราะกำลังไม่พอใจอย่างรุนแรง เนื่องจากชุดที่มะลิถือเป็นชุดที่เธอซื้อให้วนิดาเพื่อเอาใจ “หนูไม่ได้โกหกนะคะ! คุณน้องให้หนูมาจริงๆค่ะ!” เด็กหญิงละล่ำละลักทันทีที่ถูกกล่าวหา “มีอะไรกันเหรอ...” เขมราฐถอดหมวกคาวบอยออกแล้วหยุดมองทั้งสองคนด้วยแววตาเป็นคำถาม และสายตาคู่คมของเขาก็เหมือนมีพลังวิเศษ เพราะมันสามารถทำให้ในหน้าบูดบึ้งของศิริมาที่กำลังโกรธมียิ้มหวานหยดได้อย่างเหลือเชื่อ “ว่าไง...มีอะไรกัน” “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เธอไปได้แล้ว” มะลิรีบเดินหนีเมื่ออีกฝ่ายโบกมือไล่ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ศิริมาพูดจาปรักปรำให้ร้ายเธอ “เขมคะ...” “อืม...” “ยุ้ยรู้นะคะว่ามันเป็นเรื่องในบ้านเขม แต่ยุ้ยกับเขมเราก็เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกันเลยอยากเตือน” “คุณมีอะไรคุณก็พูดมาตรงๆเถอะยุ้ย” เขมราฐบอกเสียงขรึมตามนิสัย เพราะเขาไม่ชอบอะไรที่จุกจิกรำคาญใจ “ก็เด็กนั่นน่ะค่ะ ยุ้ยเห็นหลายครั้งที่เอาของออกมาจากห้องของคุณน้อง” “ยัยน้องคงให้กันน่ะ” “บางอย่างให้บางอย่างอาจจะหยิบเอามาเฉยๆก็ได้นะคะ เด็กเหลือขอแบบนั้นไม่ควรไว้ใจมาก” “คุณอย่าใส่ใจเลย” “ยุ้ยห่วงค่ะ เอาจริงๆเด็กที่ขาดทุกๆอย่างแบบนั้นเวลาที่ได้อยู่ใกล้สิ่งที่ขาดแรกๆก็คงชื่นชม แต่พอนานไปอาจกลายเป็นอิจฉาอยากทำลายขึ้นมาก็ได้” ศิริมาใส่ไฟเพราะเธอไม่ชอบมะลิตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะกลัวว่ามะลิจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้หญิงอีกคนของเขมราฐ “คุณหมายความว่ายังไง” “ก็หมายความว่าวันนี้เด็กนั่นคอยรับใช้ใกล้ชิดคุณน้อง และคุณน้องก็เมตตาหยิบยื่นอะไรๆให้ แรกๆก็รับเท่าที่ให้แต่นานวันอาจอิจฉาคิดแย่งชิง ดีไม่ดีอาจคิดไม่ซื่อกับคุณน้องก็ได้นะคะ” เขมราฐนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับน้องสาว “อย่าเพิ่งคิดอะไรเลวร้ายแบบนั้นเลยยุ้ย มาอยู่ที่นี่เดือนกว่ามะลิก็ขยันขันแข็งดี อีกอย่างก็ไม่ได้มีท่าทีร้ายๆอย่างที่คุณกังวลเลย” “แต่...” “ผมขอไปอาบน้ำก่อนนะ เหนียวตัวจะเเย่...” “ให้ยุ้ยช่วยมั้ยคะ...” “เอาสิ...” ชายหนุ่มตอบรับอย่างไม่คิดลังเลเพราะไม่มีเหตุผลที่เขาต้องปฏิเสธ ผู้หญิงที่มาหาเขาไม่ได้มีแค่ศิริมาแต่ยังมีอีกเป็นโหล ซึ่งทุกคนเท่าเทียมกันตรงที่ไม่มีใครได้เป็นเจ้าของเขาทั้งสิ้น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารในวันนี้ดูเหมือนจะอึดอัดเพราะวนิดานั่งหน้าบึ้งอยู่ตลอด ซึ่งสาเหตุก็มาจากผู้หญิงที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วไม่หยุด “คุณน้องต้องทานเยอะๆนะคะโดยเฉพาะผลไม้ อะไรที่จะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งเราต้องใส่ใจไว้ค่ะ” “อิ่มแล้วเหรอน้อง” “ค่ะ” “พี่ก็อิ่มพอดี ส่วนคุณถ้ายังไม่อิ่มก็กินไปนะ” “แล้วคืนนี้...” “ผมมีงานต้องทำน่ะ เงินผมวางไว้ให้แล้วหยิบมาหรือยัง” ศิริมาหน้าร้อนผ่าวเมื่อเขาเอ่ยถามแบบไม่อ้อมค้อม “ค่ะ” วนิดาเดินลิ่วๆออกจากห้องอาหารเพื่อขึ้นไปรอพี่ชายที่หน้าห้องทำงาน ซึ่งเขมราฐไม่ได้แปลกใจเลยที่พบเธอ “ว่าไง มีอะไรกับพี่” “น้องมีเรื่องอยากขอค่ะ” “ว่ามาสิ” “พี่เขมจะมีผู้หญิงกี่คนก็ได้แต่อย่าให้คนพวกนั้นมาร่วมโต๊ะด้วยจะได้มั้ยคะ น้องขยะเเขยงกินไม่ลง!” “แรงไปหรือเปล่ายัยน้อง ยุ้ยเขาไม่เคยทำอะไรไม่ดีกับเราเลยนะ” พอพี่ชายพูดเสียงกระด้างใส่วนิดาก็หน้าเจื่อนลงเล็กน้อย “เอาเถอะ ต่อไปพี่จะไม่อนุญาตให้ใครร่วมโต๊ะด้วย แต่สำหรับยุ้ยพี่ขอก็แล้วกัน” วนิดาหน้างอแต่ก็ยอมเดินออกมาเงียบๆด้วยรู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพูดต่อ เพราะคนอย่างเขมราฐเด็ดขาดจริงจังแค่ไหนเธอรู้ดี อะไรก็ตามที่เขาบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ ต่อให้เป็นน้องสาวสุดที่รักอย่างเธอขอร้องก็ไม่เป็นผล เขมราฐมองน้องสาวที่เพิ่งเดินออกไปแล้วถอนหายใจอย่างหนักอก เขารู้ดีว่าวนิดาไม่ชอบศิริมาแต่จะให้ตัดรอนเธอก็ดูจะใจร้ายเกินไป เพราะเดิมทีศิริมาเป็นคนรักของเขามาก่อนแต่เลิกรากันไปแล้ว และที่เธอกลับมาก็เพราะอยากรื้อฟื้นความสัมพันธ์แต่เขาให้ได้แค่การแลกเปลี่ยน ซึ่งเขารู้ดีว่าเธอไม่ได้ขาดเงินแต่ยอมทำตามข้อเสนอเพราะหวังจะกระชับความสัมพันธ์กับเขา ในวันหยุดถ้าไม่ถูกวนิดาเรียกหามะลิก็จะขลุกอยู่ในครัวเพื่อเรียนรู้การทำอาหาร อะไรที่เธอช่วยได้เด็กหญิงก็จะอาสาโดยไม่ต้องรอให้ใครออกปากไหว้วาน “มะลิ...” “จ๋าป้า...” “เวลาคุณยุ้ยมาก็อยู่ห่างๆเขาหน่อย” “เอ่อ...” “ป้าเห็น ป้าได้ยินหมดนั่นแหละ” “คุณยุ้ยแกดูไม่ค่อยชอบหนูเท่าไหร่ ป้าว่าเป็นเพราะอะไรจ๊ะ” “เอ็งอยู่ห่างๆก็พอไม่ต้องไปใส่ใจว่าเพราะอะไร” “จ้ะ” มะลิรับคำแล้วก้มลงเด็ดผักต่ออย่างว่าง่าย “คนเราเนาะวาดกับเด็กกับเล็กยังคิดอกุศล” ป้าสอนปรารภกับเพื่อนร่วมงานด้วยความระอิดระอา “คงคิดว่าตัวเองยังมีสิทธิ์อยู่ละมั้ง” ทั้งๆที่รู้ว่าพวกป้าๆกล่าวถึงใครแต่มะลิเจ้าก็ทำได้แค่เงียบและฟัง เพราะเธอรู้ดีว่าไม่ควรสอดแทรกอยากรู้อยากเห็น ในความคิดของเด็กอายุสิบห้าเธอไม่รู้เลยว่าตัวเองดูโตเป็นสาวแล้ว ถึงแม้จะยังไม่ได้สวยสะพรั่งตามวัยแต่ก็เรียกได้ว่าก้าวสู่วัยสาวอย่างเห็นได้ชัด และรูปร่างหน้าตาของเธอก็น่ามองอยู่ไม่น้อย จึงเป็นเหตุให้ถูกเกลียดขี้หน้าโดยไม่ได้ตั้งใจ “มะลิ!” พอได้ยินเสียงเรียกเธอก็รีบวางมือจากงานตรงหน้าแทบจะทันที พอดีกับวนิดาที่เดินแกมวิ่งเข้ามาในห้องครัว “มะลิ...” “ขาคุณน้อง” “ไปเล่นน้ำกัน” “คุณน้องขออนุญาตนายแล้วเหรอคะ” ป้าสอนรีบถามเพราะกลัวว่าวนิดาจะดื้อดึงจนเกิดเรื่อง “ขอแล้ว พี่เขมบอกเล่นได้แต่อย่าไปไกลกว่าเขตไร่” “งั้นป้าจะจัดขนมใส่ตะกร้าให้ค่ะ” “อืม...ไปเอาผ้าขนหนูกับชุดสิมะลิ” “ค่ะ” คนตัวเล็กรีบเดินออกจากห้องครัวไปด้วยความกระตือรือร้น เพราะไม่บ่อยนักที่เขมราฐจะอนุญาติให้ไปเล่นน้ำท้ายไร่ได้ แต่ที่ห้ามไม่ใช่เพราะกลัวจะเป็นอันตรายแต่เป็นเพราะไม่ถูกกับไร่ติดกัน เรียกได้ว่าแค่รุกล้ำเขตเพียงครึ่งก้าวก็แทบจะฆ่ากันตาย เขมราฐที่ห่วงน้องสาวจึงไม่ค่อยวางใจให้ไปเที่ยวเล่นบริเวณนั้น แต่ก็อดใจอ่อนไม่ได้เพราะวนิดาชอบเล่นน้ำจนอ้อนขอทุกวันหยุด “คุณน้องระวังลื่นนะคะ!” มะลิร้องเตือนเมื่อเห็นวนิดากระโดดไปมาตามโขดหิน ลำธารแห่งนี้เป็นเพียงลำธารตื้นๆ จึงไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องจมน้ำ จะมีก็แต่บรรดาก้อนหินน้อยใหญ่ที่ถูกตะใคร่จับจนเป็นสีเขียวจึงต้องคอยระวัง “น้ำเย็นดีจริงๆเลยนะ” “ค่ะ แต่เราคงเล่นได้อีกไม่นาน ฟ้าครึ้มมาเชียวฝนน่าจะใกล้ตกแล้ว” วนิดายักไหล่แล้วพาตัวเองลงน้ำอย่างไม่สนใจ เพราะนานๆทีพี่ชายอย่างเขมราฐจะอนุญาตให้มาเล่นมีหรือที่เธอจะรีบกลับ ซ่า! ซ่า! ซ่า! ครืนนน!! สายฝนโปรยลงมาอย่างที่มะลิเจ้าคาดเอาไว้จริงๆและดูเหมือนจะหนักกว่าที่คิดเอาไว้ซะอีก “วิ่งกลับกันดีกว่าค่ะคุณน้อง!” เธอตะโกนแข่งกับเสียงฝนพลางฉุดมือวนิดาให้ลุกขึ้น “ไม่เอา! ฉันกลัวฟ้าผ่าฉันวิ่งไม่ออกหรอก!” มะลิเหลียวมองซ้ายขวาก่อนจะดึงวนิดาอีกครั้ง “งั้นเราเข้าไปหลบในถ้ำฝั่งโน้นกันค่ะ!” คราวนี้วนิดาลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะเธอกลัวเสียงฟ้าร้องยิ่งกว่าอะไร ถึงแม้ว่ามะลิจะอายุน้อยกว่าแต่ด้วยความที่เธอเกิดและโตที่นี่ทำให้รู้จักเอาตัวรอด และตอนนี้เธอก็ยังต้องปกป้องวนิดาเจ้านายที่เธอรักดั่งพี่สาว “คุณน้องหนาวมั้ยคะ” หลังจากพากันเข้ามาหลบในถ้ำมะลิก็กอดวนิดาเอาไว้หวังจะช่วยคลายความหนาวเย็น ซึ่งอีกฝ่ายก็กอดตอบแนบแน่น “ฉันน้าจะเชื่อเธอ ถ้าเรารีบกลับคงไม่ต้องมาติดฝนแบบนี้” “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณน้อง” “เป็นสิ กว่าฝนจะซาคงอีกนาน พี่เขมต้องดุฉันแน่ๆ” “นายไม่รู้หรอกค่ะว่าเรากลับช้าเพราะป่านนี้นายก็คงจะติดฝนอยู่ที่ไร่เหมือนกัน” “อืม...ขอให้เป็นอย่างนั้น” “ถ้าฝนซาหน่อยเราออกไปกันนะคะ คุณน้องแข็งใจหน่อยไม่ต้องกลัว” “อือ...จะพยายามนะ” ในขณะที่ทั้งสองพูดคุยปรึกษากันจู่ๆก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆดังอยู่ปากถ้ำ และดูเหมือนเสียงนั้นจะใกล้เข้ามาทุกที “ได้ยินมั้ยมีคนมา” “ได้ยินค่ะเราหลบก่อนดีกว่า!” “หลบทำไมล่ะ!” “ก็...” “ใครอนุญาตให้พวกเธอเข้ามาที่นี่!” ยังไม่ทันที่มะลิจะได้อธิบายเสียงเข้มของใครคนหนึ่งก็ตวาดจนดังลั่น “เอ่อ...” มะลิรีบลุกยืนบังร่างของวนิดาเอาไว้อย่างปกป้องทั้งๆที่ใจสั่นกลัว “คือ...พวกเรามาเล่นน้ำแล้วฝนตกค่ะเลยเข้ามาหลบฝน นายสิงห์อย่าว่าพวกเราเลยนะคะ” “จะด้วยเหตุผลอะไรฉันก็ไม่สนใจทั้งนั้น ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!” ชายหนุ่มร่างสูงในชุดคล้ายคาวบอยยังคงแผดเสียงลั่นถ้ำจนวนิดาที่ไม่เคยยอมใครทนไม่ไหว เธอลุกขึ้นแล้วดึงมะลิไปไว้ด้านหลัง เผชิญหน้ากับคนใจร้ายด้วยตัวเอง “มันจะอะไรกันนักกันหนาฮะ! พวกเราแค่มาหลบฝนทำไมต้องไล่กันด้วย!” พยัคฆ์มองเด็กสาวที่โต้เถียงเขาด้วยความสนใจ เพราะแค่เพียงเห็นหน้าเขาก็รู้ทันทีว่าเธอคือน้องสาวของเขมราฐ “ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!” จะไล่อะไรกันนักกันหนาไอ้ผู้ใหญ่รังแกเด็ก ชายหนุ่มมองหญิงเด็กสาวที่ดื้อรั้นตรงหน้าด้วยแววตาพราวระยะจนแก้มทั้งสองข้างของวนิดาแดงก่ำขึ้นมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง “เธอไม่เด็กแล้วล่ะ...วนิดา” “รู้จักชื่อฉันได้ยังไง!” “หึ! ใครๆก็รู้จักเธอทั้งนั้นแหละ ก็เธอมันเป็นคนสำคัญของไร่เขมราฐนี่!” ก็ได้ยินอย่างนั้นเด็กสาวก็เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี “ใช่ ในเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ยังจะไล่ฉันอยู่ไหม” “ไล่สิ ในเมื่อที่นี่ ตรงนี้ ไม่ใช่เขตของไร่เขมราฐเธอจึงไม่ได้มีความสำคัญอะไร ออกไปจากเขตของฉันเดียวนี้!” วนิดาหน้าแดงก่ำเพราะความโกรธและอับอายแต่เสียงฟ้าที่ยังร้องคำรามก็ทำให้เธอลังเลที่จะเดินออกไป “คุณน้องกลัวฟ้าร้อง ขอให้เราหลบฝนในนี้สักพังนะคะ” มะลิพยายามอ้อนวอนแต่วนิดากลับคว้าข้อมือของเธอไว้ “อย่าไปอ้อนวอนคนใจดำแบบนี้เลย เราไปกันเถอะ!” แม้ว่าจะกลัวแสนกลัวแต่แต่ความหยิ่งทะนงนั้นมีมากกว่า วนิดาจึงฉุดมือของมะลิให้เดินตามเธอออกมานอกถ้ำ “เดี๋ยว! ครั้งนี้ฉันจะอนุโลมให้แล้วกัน แต่ถ้ามีครั้งหน้าอย่ามาหาว่าฉันใจร้ายนะ!” ชายหนุ่มประกาศเสียงดังแข่งกับฝนก่อนจะเป็นฝ่ายเดินออกไปเสียเอง เฮ้อ!! มะลิถอนใจเสียงดังจนคนข้างๆมองค้อน “โล่งใจขนาดนั้นเลยหรอ ทำไมต้องกลัวเขาขนาดนั้นด้วย” “ไม่ได้กลัวเขาหรอกค่ะ กลัวนายมากกว่าเพราะที่นี่เป็นเขตไร่พยัคฆ์ แต่ที่...” “ไม่ต้องอธิบายหรอกสถานการณ์มันคับขันเธอคงเห็นว่าฉันกลัวฟ้าเลยพามาหลบที่นี่ใช่มั้ย” “ค่ะ” “ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าเรื่องนี้เรารู้กันสองคน พอฝนซาก็รีบกลับกันทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เข้าใจมั้ย” “ค่ะ คุณน้อง” ทั้งสองคนนั่งลงที่เดิมแล้วโอบกอดกันหลวมๆเพื่อให้ไออุ่น แต่น่าแปลกเหลือเกินที่วนิดาไม่สามารถหยุดนึกถึงผู้ชายใจร้ายที่เพิ่งจากไปได้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD