บทนำ
บทนำ
ภาพหญิงสาวใบหน้าสะสวยบ่งบอกความเป็นลูกครึ่งจีนอเมริกันอย่างชัดเจนกำลังยืนอยู่ด้านหน้าทางเข้าคลับอย่างนิ่งงันราวรูปปั้นเพื่อใช่ความคิดกับสิ่งที่กำลังนำไปบอกกับเจ้าของคลับ ใบหน้าสวยหันไปมองภายในคลับอีกครั้งซึ่งปรากฎภาพชายหนุ่มร่างสูงซึ่งมีใบหน้าละม้ายคล้ายกับเธอยืนพูดคุยธุระอยู่กับผู้ชายชาวไทยอีกคน
สาวเจ้ามองชายหนุ่มเจ้าของคลับอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจหมุนตัวกลับเมื่อเขาเดินหายไปทางลิฟต์และก้าวเดินข้ามถนนบริเวณหน้าคลับไปอีกฝั่งเพื่อกลับไปขึ้นรถ
ทว่า เท้าที่กำลังก้าวเดินต้องหยุดชะงักหันไปมองด้านข้างเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นอยู่ไม่ไกล ดวงตาสวยเบิกโพลงด้วยความตกใจเมื่อพบกับรถเก๋งคันสีดำพุ่งตรงเข้ามาหาอย่างไม่คิดแตะเบรก เพียงพริบตาเดียวร่างของหญิงสาวถูกชนจนเกิดเสียงดังไปทั่วบริเวณด้านหน้าคลับ ร่างกระเด็นลอยขึ้นสูงก่อนตกลงสู่พื้นถนนกลิ้งจากจุดที่ยืนไปหลายร้อยเมตรนอนแน่นิ่งกับพื้น
แม้จะถูกชนอย่างรุ่นแรงแต่เธอยังมีสติแม้จะเลือนรางก็ตาม เลือดสีแดงสดไหลซึมผ่านศีรษะและเส้นผมออกมาบริเวณกว้างจนคนพบเห็นนึกสยองเมื่อเห็นเลือดกองใหญ่ที่ไหลออกมาจากศีรษะ
เสียงฝีเท้าก้าวเดินด้วยความเร่งรีบตรงมายังร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นก่อนจะย่อตัวนั่งลงข้างหญิงสาว ดวงตาสวยมองหน้าชายร่างท้วมที่เดินลงมาจากรถด้วยสีหน้าร้อนรนตื่นตะหนก หญิงสาวอยากกล่าวถามออกไปถึงสาเหตุที่เขาทำร้ายเธอ ทว่าชายร่างท้วมกลับเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
“ผมขอโทษ ผมจำเป็นจริงๆ ที่ต้องทำแบบนี้ เพื่อช่วยชีวิตลูกผม”
ชายร่างท้วมกล่าวเสียงสั้นเครือ
ระหว่างที่ชายร่างท้วมกำลังจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาตื่นกลัวและรู้สึกผิด เสียงฝีเท้าจากคนในคลับที่วิ่งออกมาทำให้ชายร่างท้วมรีบยัดกระดาษซึ่งถูกขยำอยู่ก่อนแล้วลงในกระเป๋าของหญิงสาวที่ตกอยู่ด้านข้างก่อนจะรีบลุกขึ้นวิ่งกลับไปที่รถของตนเอง โดยไม่ลืมทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้หญิงสาวได้ตกใจสุดขีด
“ผู้ชายคนนั้น คนที่คุณไม่ควรรู้จักเลยนะ เลวยิ่งกว่าผมที่เป็นพ่อไม่ได้เรื่องเสียอีก”
หญิงสาวมองตามร่างท้วมที่ขึ้นรถและขับออกไปทันทีจนลับตาด้วยความเจ็บปวด แม้ชายร่างท้วมจะไม่ได้เอ่ชื่อออกมาแต่เพียงประโยคที่ทิ้งท้ายก็สามารถทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่ชายร่างท้วมทำลงไปนั้นเป็นเพราะผู้ชายที่เธอไม่ควรเผลอหัวใจไปรัก ทั้งที่หวังและเชื่อว่าชายหนุ่มที่เธอรักจะเปลี่ยนความคิดได้เมื่อเธอได้มอบความรักด้วยใจจริง
หยดน้ำตาใสที่ไหลออกมาไม่ขาดสายล่วงหล่นปะปนกับเลือดสีแดงสดด้วยความเจ็บปวดทั้งที่หัวใจและร่างกาย หญิงสาวหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้ากับการอดทนกับความเจ็บ ซึ่งเป็นพอดีกับที่เจ้าของคลับและลูกน้องวิ่งมาถึงร่างที่หมดสติไปของหญิงสาว
“เจค โทร. เรียกรถพยาบาลเดี๋ยวนี้ อีธาน นายโทร. หาไคท์และรีบตามรถคันนั้นไปให้ทัน จับตัวมันมาให้ได้”
เจ้าของคลับเอ่ยสั่งลูกน้องทันทีเมื่อพบว่าหญิงสาวที่ถูกรถชนเป็นน้องสาวสายเลือดเดียวกันกับเขา ในคราแรกที่ได้ยินเสียงชายหนุ่มไม่ได้นึกถึงว่าจะมีอุบัติเหตุรถชนที่ด้านหน้าคลับจนมีพนักงานวิ่งหน้าตาตื่นมาบอก เขาจึงรีบวิ่งออกมาดูพร้อมลูกน้องคนสนิท
“อย่าหลับนะ ตื่นสิ! ได้ยินไหม”
ชายหนุ่มมีท่าทางที่ร้อนรนเมื่อหญิงสาวไร้การตอบโต้กลับมา เมื่อลองใช้นิ้วมืออังไปที่จมูกก็ยิ่งหวั่นใจเมื่อลมหายใจของหญิงสาวแผ่วเบาลง ชายหนุ่มไม่อยากแตะตัวหญิงสาวเพราะกลัวว่าเธอจะยิ่งเจ็บและเป็นอะไรไปมากกว่าที่เห็น แค่เพียงเลือดสีแดงสดกองโตที่ศีรษะก็ทำให้ชายหนุ่มร่างกายอ่อนแรงไปหมด สายตาหวาดหวั่นของชายหนุ่มจับจ้องใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาของหญิงสาว ภายในใจรู้สึกสงสารและเจ็บปวดปะปนกันไป
“นายครับ ผมเรียกรถพยาบาลแล้ว ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ”
“รีบตามอีธานไป! จับมันมาให้ได้ อย่าให้มันรอดไปได้ถ้ามันรอดพวกนายจะเดือดร้อนเสียเอง”
“ครับนาย”
“เดี๋ยว สืบมาให้ได้ว่ามันเป็นใคร ทำไมชนแล้วหนี ไม่ยอมลงมารับผิดชอบ! ไป!”
จบคำสั่ง ลูกน้องของชายหนุ่มจึงค้อมศีรษะรับคำก่อนจะวิ่งไปทางลาดจอดรถ เหลือเพียงชายหนุ่มและพนักงานของคลับที่ยังยืนอยู่บริเวณที่เกิดเหตุเพื่อรอรถพยาบาลและบุคคลที่เจ้าของคลับเพิ่งสั่งให้ลูกน้องเรียกมา
แววตาที่หวาดหวั่นของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็น วาวโรจน์เมื่อหันกลับมามองสภาพน้องสาวตัวเองที่นอนจมกองเลือดอย่างไร้สติ มือแกร่งกำหมัดแน่น ขบกรามด้วยความโกรธ ในสมองนึกเพียงอย่างเดียวคือตัวคนที่ขับรถชนหญิงสาวให้มารับผิดชอบกับสิ่งที่ทำลงไป หากคนที่กระทำผิดหนีรอดไปเขาเองที่จะตามตัวด้วยตัวของเขาเองพร้อมกับบทลงโทษอย่างคนศาลเตี้ย ซึ่งเป็นพวกที่เขาเกลียดมากที่สุด แต่ในตอนนี้เขาพร้อมที่จะเป็นคนประเภทที่ตัวเองเกลียดเพื่อตัดสินโทษให้กับคนที่ทำกับน้องสาวของเขาให้สาสมกับสิ่งที่เกิดขึ้น
บ้านสวนอัมพวา, กรุงเทพมหานคร
เสียงกุกกักดังขึ้นกลางดึกทำให้หญิงสาวสะดุ้งตื่น เธอตัดสินใจเปิดไฟแค่บริเวณห้องนอนเท่านั้นเพราะห้องของเธออยู่ติดกับโถงห้องนั่งเล่นทำให้ไฟสามารถส่องสว่างถึงแม้จะเพียงแค่เล็กน้อยก็ตาม แต่เธอก็สามารถเห็นความเคลื่อนไหวและข้าวของภายในโถงห้องนั่งเล่น เธอค่อยๆ เปิดประตูห้องอย่างระมัดระวัง แต่เมื่อเธอเปิดประตูห้องนอนออกมาก็พบร่างท้วมของผู้ชายคนหนึ่งที่เธอรู้จักเป็นอย่างดี เธอถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะเดินออกจากห้องตรงไปยังที่ชายร่างท้วมยืนอยู่พร้อมกับเอ่ยเรียกชายร่างท้วม
“พ่อคะ มาทำอะไรกลางดึกแบบนี้ พ่อดื่มเหล้ามาอีกแล้วเหรอ”
หญิงสาวกล่าวพลางขมวดคิ้วเมื่อได้กลิ่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากชาย ร่างท้วมที่เธอเอ่ยเรียกเขาว่า 'พ่อ' เธอชินแล้วกับการเห็นชายร่างท้วมกลับมาพร้อมกลิ่นสุรา แต่เธอก็ไม่เคยชินกับการที่พ่อส่งเสียงดังกลางดึก แม้พักหลังจะบ่อยขึ้นก็ตาม บ้านของหญิงสาวเป็นเพียงบ้านสวนอยู่ริมแม่น้ำ ห่างจากถนนใหญ่ไม่มากแต่ก็ไม่มีเพื่อนบ้าน
หากเกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีใครรู้ รอบตัวบ้านก็มีแค่สวนผลไม้ขนาดเล็ก ที่แม่เป็นคนทำไว้ตั้งแต่เธอจำความได้และหลังจากสูญเสียแม่ไปจากโรคร้ายเธอก็คอยดูแลสวนผลไม้หลังกลับจากงานร้านกาแฟและช่วงวันหยุดเพียงคนเดียว เพราะเธอไม่มีเงินมากมายที่จะจ้างคนมาดูแล
“มีเงินหรือเปล่า พ่อต้องการเงินสักห้าหมื่น”
ผู้เป็นพ่อกล่าวถามพลางรื้อค้นลิ้นชักไปทั่วโถงห้องนั่งเล่น หญิงสาวมองตามร่างท้วมที่เดินไปทั่วห้องก่อนจะกล่าวตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า
“หนูไม่มีเงินแล้วค่ะ เมื่อวานพ่อก็มาเอาไปแล้วสามหมื่น เงินก้อนสุดท้ายที่หนูมี กว่าจะได้เงินเดือนจากร้านกาแฟก็สิ้นเดือนค่ะพ่อ”
“แกต้องมี! ถ้าแกไม่มีให้ฉันพวกเจ้าหนี้ก็จะมาฆ่าพวกเราและยืดบ้าน แกต้องการให้เป็นแบบนั้นหรือไง!”
ผู้เป็นพ่อเดินมาตะคอกใส่หญิงสาวก่อนจะเดินชนหัวไหล่ของหญิงสาวเลยเข้าไปในห้องนอนของเธอเพื่อรื้อค้นหาเงินต่อโดยไม่ฟังคำพูดของเธอที่เริ่มสั่นเครือพลางน้ำตาเอ่อคลอหันไปมองผู้เป็นพ่อ
ชายร่างท้วมที่กำลังรื้อค้นของภายในห้องด้วยอารมณ์รีบร้อนแท้จริงแล้วไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของหญิงสาว เขาเป็นเพียงพ่อเลี้ยงเท่านั้น หลังจากพ่อบังเกิดเกล้าของเธอเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ แม่ของเธอก็แต่งงานใหม่เพื่อที่จะได้สบายและมีชีวิตครอบครัวที่มั่นคงดีกว่าเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว แม้จะมีสวนผลไม้แต่เศรษฐกิจก็ย่ำแย่จนบางครั้งก็ขายผลไม้ไม่ได้ต้องนำไปแจกให้กับคนในตลาด
ในช่วงแรกแม่และพ่อเลี้ยงของเธอทั้งขยันและช่วยกันทำงานจนมีเงินพอใช้แต่ก็ไม่ขาดแคลน แต่ทว่าพ่อเลี้ยงของเธอเริ่มติดการพนันและเปลี่ยนไปในช่วงที่เธอขึ้นมัธยมปลาย นับแต่นั้นมาเธอต้องดิ้นรนทำงานส่งตัวเองเรียนมาตลอด หลังจากนั้นไม่นานแม่ของเธอก็เริ่มป่วยเพราะทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง และในที่สุดวันที่เธอไม่อยากให้มาถึงก็ได้ประจักษ์เมื่อแม่อดทนต่อสู้กับโรคร้ายไม่ไหว เธอก็ได้สูญเสียแม่ไปพร้อมกับเงินทำศพที่ถูกพ่อเลี้ยงนำไปเขาบ่อนจนหมด ไม่เหลือแม้แต่เศษเงิน เธอจึงต้องออกค่าทำศพเองทั้งหมด ในช่วงนั้นเธอทั้งเหนื่อยและท้อแต่เพราะแม่ของเธอเคยสอนไว้ว่า
‘ถ้าล้มต้องรีบลุกนะลูก ถ้ามัวแต่เจ็บมัวแต่ท้อ เราก็ไม่มีทางไปถึงฝันและทำสำเร็จได้เลย อดทนเข้าไว้นะ’
เสียงคำสอนของผู้เป็นแม่ดังกึงก้องอยู่ในความทรงจำจึงทำให้เธอทิ้งความรู้สึกแย่ออกไปและตั้งมั่นกับตัวเองที่จะลุกขึ้นมาฮึดสู้และขยันให้มากขึ้นเพื่อให้ผ่านช่วงเวลายากลำบากอีกครั้ง เหมือนครั้งที่เธอยึดมั่นกับคำสอนของแม่ตั้งแต่สมัยเรียนจนเรียนจบมีงานทำแม้จะไม่ได้ตรงสายที่เรียนจบมาก็ตาม
ด้วยเพราะเศรษฐกิจไม่ดีทำให้เธอหางานที่ตรงกับสายลำบากจึงต้องอาศัยขายผลไม้ด้วยการฝากแม่ค้าในตลอดขายและส่วนตัวเธอนั้นก็ทำงานอยู่ที่ร้านกาแฟไม่ไกลจากตลอด หญิงสาวไม่เคยได้งานประจำนอกจากทำงานรายวันและทำงานหลายแห่งเพื่อที่จะได้หาเงินมาหมุนเวียนทันใช้ แม้ค่าใช้จ่ายจะไม่เยอะแต่เพราะพ่อเลี้ยงของเธอเข้าบ่อนบ่อยเสียมากกว่ากลับบ้าน ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายหนักไปทางนี้เสียมากกว่าจนหลายครั้งเธอต้องอดนอนเพื่อรับงานทางออนไลน์มานั่งทำที่บ้าน
เธอนึกถึงคำสอนของแม่อีกครั้งก่อนจะยกมือเช็ดน้ำตาที่ไหลเอ่อล้นออกมาและหันกลับไปมองยังพ่อเลี้ยงของเธอพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพื่อให้เขาได้เข้าใจในสิ่งที่พูดออกไปอย่างชัดเจน
“ไม่มีค่ะ ไม่มีแม้แค่หมื่นเดียวเลยค่ะพ่อ พ่อกลับไปผ่อนผันกับเจ้าหนี้ได้ไหมคะ แล้วหนูจะเร่งทำงานหาเงินมาให้ค่ะ”
“ก็ได้ แกต้องรีบหาเงินมาให้ฉันให้ทันสิ้นเดือนหน้าก็แล้วกัน!”
พ่อเลี้ยงกล่าวเสียงห้วน ร่างท้วมของพ่อเลี้ยงหมุนตัวเดินกลับออกจากห้องนอนของหญิงสาวตรงไปยังบันไดเพื่อขึ้นไปนอนที่ห้องของตัวเอง หญิงสาวมองตามร่างท้วมไปจนลับตาก่อนจะทรุดตัวนั่งลงกับพื้นพลางเสยผมยาวสลวยของตัวเองให้พ้นใบหน้าที่ตกลงมาปรกข้างแก้มทั้งสองข้างเพียงเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจและควบคุมไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมากับสิ่งที่เธอเจอเป็นประจำแต่ไม่เคยคุ้นชินเลยสักครั้ง