INTRO
INTRO
ทุกคนเคยมีความเชื่อเป็นของตัวเองไหม
ความเชื่อที่เรามุ่งมั่นที่จะเชื่อความเชื่อที่ว่าซักวันความพยายามที่เราทำจะบรรลุผล
ฉันก็เป็นคนนึงที่มีความเชื่อมั่นในแบบของตัวเอง
เชื่อว่าซักวันนึงฉันจะได้เจอเขาคนนั้นอีกซักครั้งซักครั้งเดียวก็ยังดี
“นิ่ม นิ่ม ยัยนิ่ม”
“คะ” !!!
“มั่วแต่เหม่ออะไรอยู่ป้าเรียกตั้งนานแล้วนะจ๊ะ”
ฉันหันไปตามเสียงเรียกของผู้สูงวัยกว่าที่เดินเข้ามาในห้องนอนของฉันในขณะที่ตัวเองนั้นคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยและเพราะความที่จิตใจล่องลอยเลยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างแม้แต่น้อยเสียงเรียกของป้าตัวเองก็ยังไม่ได้ยิน
“นิ่มกำลังคิดว่าลืมอะไรหรือเปล่าน่ะค่ะป้า” หันกลับไปยิ้มตอบผู้เป็นป้าให้คลายความสงสัย
“แล้วนี่เก็บของหมดแล้วใช่ไหมจ๊ะพรุ่งนี้ต้องไปแล้วนะลูก”
พลันสิ่งที่ป้าถามกลับมาก็สะกิจให้ใจนึกคิด ใช่แล้วล่ะพรุ่งนี้ฉันต้องออกเดินทางไปในสถานที่ที่ฉันพยายามจะหลีกหนี
ตัวฉันตอนนี้ อายุสิบแปด ปีชื่อจริงของฉันคือนางสาว นีรา ภรากรเกียรติ ทุกคนเรียกฉันสั่นๆ ว่ายัยนิ่ม คุณนิ่ม นุ่มนิ่ม
ฉันอาศัยอยู่กับคุณป้าที่ต่างจังหวังสองคนที่บ้านสวนของคุณยาย ส่วนพ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่ฉันยังไม่รู้ความ
ฉันถูกเลี้ยงมากับญาติฝ่ายแม่ซึ้งเอาจริงๆ พ่อฉันเป็นใครจนปัจจุบันตัวเองก็ยังไม่รู้และไม่คิดที่จะอยากรู้ตอนฉันอายุได้ห้าขวบคุณแม่ก็ได้แต่งงานใหม่กับมหาเศรษฐีคนดัง แม่รับฉันไปอยู่ด้วยกับครอบครัวใหม่มีคนบอกว่าแม่เป็นหนูตกถังข้าวสารขนาดมีลูกแล้วแต่งงานรอบที่สองยังได้ผู้ชายดีๆ มีอันจะกิน เป็นสามี
ตอนนั้นฉันเป็นเด็กไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรของผู้ใหญ่มากนักฉันรู้แค่ว่าแม่ไม่ได้ทอดทิ้งและครอบครัวใหม่ของแม่ก็ดีกับฉันมากๆ เนื่องด้วยว่าตระกูลของสามีใหม่แม่นั้นไม่มีลูกหลานเป็นเด็กผู้หญิงซักคน สามีใหม่ของแม่คือคุณ วสุ ภรากรเกียรติ ทายาทคนที่สองของตระกูล ภรากรเกียรติ และใช่นามสกุลที่ฉันใช้ก็เป็นนามสกุลของสามีใหม่แม่
ฉันถูกรับเข้ามาเป็นส่วนนึงของคนในตระกูล ภรากรเกียรติ โชคดีของแม่ที่พ่อและแม่สามีไม่ได้รังเกียจรังงอนฉันเลยได้รับอนิสงค์ไปด้วย
จู่ๆ จากเด็กที่ครอบครับแตกแยกก็กลายเป็นคุณหนูในตระกูลใหญ่คุณวสุให้ฉันเรียกเขาว่าพ่อเพราะตัวคุณวสุเองนั้นไม่สามารถมีลูกได้ พ่อแม่ของคุณวสุ ก็ให้ฉันเรียกพวกเขาว่าคุญปู่คุญย่า
แต่เนื่องด้วยตระกูล ภรากรเกียรติ เป็นตระกูลใหญ่ประมุขของบ้านคุณดนุหรือที่ฉันเรียกว่าคุณปู่ มีลูกชายถึงห้าคนและหลานชายทั้งหมดสี่คนรวมหลานนอกใส่อย่างฉันก็เป็นห้าหลานสาวหนึ่งเดียวและนั้นทำให้ฉันได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีและตามใจจากผู้เป็นย่าเพราะท่านฝันจะมีลูกสาวหรือหลานสาวแต่ก็ไม่มี
ด้วยความที่จู่ๆ ฉันก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้แต่ได้รับความรักเทียบเคียงหลานแท้ๆ ของคุณท่านทั้งหลายฉันเลยโดนคนหลายคนในตระกูลตั้งแง่ไปโดยปริยาย
แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาเนี่องด้วยว่าหลานนอกไส้อย่างฉันนั้นกลายเป็นหลานรักจนไม่มีใครคิดที่จะกล้าทำอะไรส่วนแม่ของฉันก็ไปได้ดีกับชีวิตแต่งงานและเพราะคุณวสุทำงานอยู่ต่างประเทศซะเป็นส่วนใหญ่คุณแม่เลยต้องตามไปด้วยฉันเลยถูกทิ้งไว้ที่บ้านใหญ่
“ไม่อยากไปเลยค่ะป้า..นิ่มไม่ไปไม่ได้หรอคะ”
ฉันพูดเสียงเบาและฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ
“เราตกลงกันแล้วนะนิ่ม”
คุณป้าเดินมาและนั่งลงข้างๆ ฉันที่เตียงท่านลูบหัวฉันเบาๆ พร้อมกับพูดไปด้วย
“คนที่นั้นเขาดีกับหนูไม่ใช่หรอทั้งคุณพ่อคุณปู่คุณย่า”
ใช่คนที่นั้นดีกับฉันมากดีกับฉันจนฉันรู้สึกผิดที่หนีความหวังดีและความรักที่พวกเขามอบให้มาอยู่ในที่ที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวเอง
“บ้านหลังนี้มันไม่ได้หนีหนูไปไหนหรอกนะลูก...หนูจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้เพราะมันคือบ้านของหนูที่หนูต้องกลับไปอยู่กรุงเทพเพราะอนาคตถ้าหนูอยู่ที่นี่สิ่งหนูฝันจะเป็นจริงได้ยังไงจังหวัดนี้มีมหาลัยที่ไหนกัน”
สิ่งที่ป้าพูดมาก็ถูกฉันย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้าน ภรากรเกียรติ พร้อมกับแม่ตั้งแต่อายุห้าขวบฉันใช้ชีวิตอยู่ที่นั้นที่บ้านหลังนั้นกับคนที่นั้นจนอายุ15 กินเวลาไปสิบปีและหลังจากนั้นฉันก็ย้ายกลับมาอยู่บ้านสวนของยายกับป้าเหมือนเดิมมันเป็นความสมัครใจของฉันเองที่อยากกลับมาอยู่ต่างจังหวัดถึงแม้ว่าจะเคยชินกับการอยู่กรุงเทพมากกว่า แต่พออายุครบ18ปีฉันต้องกลับไปใช้ชีวิตที่นั้นเพราะคำว่าอนาคตต้องไปเรียนต่อมหาลัย ซึ้งมหาลัยที่ว่านั้นก็เป็นมหาลัยเอกชนชื่อดังที่ผู้ก่อตั้งก็คือ
ดนุ ภรากรเกียรติ หรือคนที่ฉันเรียกว่าคุณปู่นั้นเองพอพูดมาถึงตรงนี้ทุกคนคงเข้าใจว่าตระกูลใหญ่ที่ฉันเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยนั้นมันใหญ่แค่ไหนยังไม่นับธุรกิจในเครืออื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนฉันกับแม่มันก็หนูตกถังข้าวสารจริงๆ นั้นล่ะ
“แล้วถ้านิ่มบอกป้าว่าไม่อยากมีอนาคตแล้วขออยู่ทีนี่...........โอ๊ะ!!!”
พูดยังไม่ทันจบประโยคดีฝ่ามืออรหันก็เคาะเข้ามาที่กลางกระหม่อมของฉันหนึ่งที
“อย่าพูดแบบนี้ให้ป้าได้ยินอีกเข้าใจไหม”
คุณป้าว่าพร้อมทั้งทำหน้าดุจนฉันเองรู้สึกผิด
“นิ่มก็รู้ว่าป้าอยู่กับนิ่มตลอดไปไม่ได้.....มีความรู้ติดตัวไว้ภายภาคหน้าถ้าไม่มีใครจะได้ไม่ลำบาก”
“โถนิ่มก็พูดเล่นไปอย่างนั้นป้าเคาะนิ่มซะแรงเชียว”
แกล้งทำเป็นพูดกลบเกลื่อนทั้งที่จริงๆ ก็ไม่ได้อยากไปมีไอ้อนาคตอะไรนั้นหรอกแต่อะไรที่ผู้ใหญ่ว่าดีมันก็คงดี
“แต่ถ้านิ่มเรียนจบแล้วขอกลับมาอยู่กับป้านะจ๊ะ”
พูดจบก็เข้าไปกอดเอวแล้วเอาหน้าซุกลงที่ตักคนเป็นป้า”
“เรานี่นะยัยนิ่ม”
ป้าพูดออกมาเหมือนจะเอือมระอาพร้อมทั้งลูกหัวฉันเบาๆ แต่คนฟังก็รู้ดีว่ามันเต็มไปด้วยความเอื้ออาทรนอกจากแม่ก็มีป้านี่แหละที่เลี้ยงดูกันมาตั้งแต่เกิด
“นิ่มจะกลับมาป้ารอนิ่มนะ”
บ้าน ภรากรเกียรติ
“คุณหนูนิ่มครับถึงแล้วครับ”
หลังจากที่นั่งรถเดินทางมาหลายชั่วโมงก็ถึงยังที่หมายปลายทางซักทีฉันก้าวขาออกจากรถหลังจากที่คนขับรถที่คุณปู่กับคุณย่าส่งไปรับเดินมาเปิดประตูให้
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะคุณหนู”
ทันทีที่เท้าแตะพื้นเสียงกล่าวต้อนรับก็ดังเข้ามาให้ได้ยินพอมองไปข้างหน้าก็เห็นคุณแม่บ้านใหญ่กับเมทอีกหลายคนยืนรออยู่ที่หน้าบ้าน ฉันส่งยิ้มให้ทุกคนหลังจากไม่ได้เจอกันมาสามปีสามปีเต็มๆ ฉันที่ไม่กลับมาที่นี่พอมองไปรอบๆ ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน
“คุณท่านทั้งสองรออยู่ตื่นเต้นมากที่จะได้เจอคุณหนู”
คุณแม่บ้านใหญ่ว่าพร้อมทั้งยิ้มให้และผายมือให้ฉันเดินตามเข้าไปในบ้าน
พอเดินเข้าไปในเขตบ้านจู่ๆ ฉันกลับใจเต้นผิดปกติมันไม่ใช่ความตื่นเต้นแต่คือความประหม่าไม่ได้ประหม่าคุณย่ากับคุณปู่แต่เป็นใครบางคนไม่รู้ว่าเขาคนนั้นจะอยู่ไหมในตอนนี้ภาวนาขอให้มีแค่คุณปู่กับคุณย่าก็แล้วกัน
“หนูนิ่มมาแล้วหรอลูก”
ทันทีที่มาถึงห้องรับรองที่คุณปู่กับคุณย่าชอบมานั่งพักผ่อนเสียงของผู้เป็นย่าก็ดังนำหน้ามาก่อนที่ตัวฉันเองจะเดินเข้าไปถึงซะอีก
“นิ่มมาแล้วค่ะคุณปู่คุณย่า”
จริงๆ แล้วฉันเองก็คิดถึงพวกท่านมากๆ เหมือนกันฉันได้รับการดูแลจากท่านทั้งสองมาตั้งแต่ห้าขวบความผูกพันธุมันย่อมมีมากอยู่แล้วเรื่องสายเลือดมันไม่มีผลกับฉันเลยแม้แต่น้อย ท่านทั้งคู่ก็เป็นไม่กี่บุคคลที่ทำให้ฉันได้รับรู้ถึงความรักที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง
ฉันวิ่งกึ่งเดินเข้าไปหาท่านทั้งสองนั่งลงที่พื้นแล้วก้มกราบเท้าท่านทั้งสอง
"นิ่มกลับมาแล้วค่ะกลับมาแล้ว"
พอฉันเงยหน้าขึ้นก็พบว่าคุณปู่และคุณย่าน้ำตาคลอ
"ทำไมถึงใจร้ายแบบนี้หนีปู่กับย่าไปอยู่ต่างจังหวัดตั้งสามปีไม่คิดจะมาเยี่ยมมาหาเลยซักนิด"
คุณย่าพูดตัดพ้อแต่ถึงอย่างนั้นก็ฉุดให้ฉันลุกขึ้นไปนั่งกับพวกท่านทั้งคู่บนโซฟา
"แต่หนูนิ่มก็คิดถึงคุณปู่คุณย่าตลอดเลยนะคะ"
ด้วยความที่ฉันถูกคุณย่าฉุดให้ขึ้นไปนั่งระหว่างกลางพวกท่านเลยทำให้ฉันได้กอดเอวท่านทั้งสองเอาไว้
"หนูนิ่มของปู่โตเป็นสาวสวยขนาดนี้แล้วเขียว"
คุณปู่ว่าพลางลูบหัวฉันเบาๆ
“เป็นหลานคุณปู่ก็ต้องสวยสิคะ"
ฉันพูดพร้อมหัวเราะเสียงใสเรียกเสียงหัวเราะให้คุณปู่กับคุณย่าได้อีกด้วยดีใจจริงๆ ที่ทำให้ท่านทั้งสองยิ้มได้
หลังจากนั้นเราทั้งสามคนก็พูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบกันไปเรื่อย
"พ่อกับแม่เราน่ะไปต่างประเทศอีกแล้วเดือนหน้านู่นถึงจะกลับ"
"คุณแม่โทรมารายงานแล้วค่ะคุณย่า"
เพราะรู้อยู่แล้วว่าการมาที่นี่การจะเจอหน้าพ่อกับแม่นั้นยากกว่างมเข็มซะอีกพวกท่านทั้งคู่เดินทางบ่อยกว่ามากินข้าวที่บ้านด้วยซ้ำ แต่ฉันก็ชินแล้วล่ะไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองขาดอะไรรู้สึกว่าฉันโชคดีกว่าคนอื่นด้วยซ้ำไป
"เออนี่หนูนิ่มพวกพี่ๆ เราน่ะเย็นนี้จะได้เจอ...ปู่กับย่าชวนมาทานข้าวด้วยกันพร้อมหน้านานๆ ทีหลานจะอยู่กันครบ"
"คุณปู่ว่าไงนะคะ"
พวกพี่ๆ เย็นนี้จะได้เจอกันคำนี้ของคุณปู่ทำให้ฉันรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
ก็อย่างที่บอกว่าตระกูลนี้มีหลานชายสี่คน
นั้นก็แปลว่าฉันมีพี่ชายทั้งหมดสี่คนคุณอาอีกสี่
“คุณกล้าพูดนะว่าจะมากันครบหลานชายสุดที่รักของคุณคงจะโผล่หัวมาหรอกบ้านช่องมันเคยกลับที่ไหนกัน"
คุณย่าจู่ๆ ก็แสดงท่าทางหงุดหงิดใส่คุณปู่
"เจ้าหลุยส์มันจะไม่มาได้ยังไงยัยหนูนิ่มกลับมาไม่ใช่มันคนแรกหรอกหรอที่จะดีใจจนเนื้อเต้นน่ะ"
และคำพูดต่อมาของคุณปู่ก็ทำให้ฉันขนลุกพรึบในบรรดาพี่ชายทั้งสี่คนของฉัน คนที่ฉันไม่ค่อยจะได้มีมนุษย์สัมพันธุ์ด้วยก็คือพี่ชายคนที่สองเขา ชื่อหลุยส์ เป็นหลานชายคนที่สองของตระกูลเกิดจากคุณลุงใหญ่ลูกชายคนโตของคุณปู่
ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กเขาเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บตัวและมักจะมีท่าทีเฉยชากับฉันเสมอเขาเป็นคนแรกในบ้านนี้ที่คิดว่าเขาไม่ชอบหน้าฉันที่สุด แต่เพราะเมื่อสี่ปีก่อนฉันกับเขาเราบังเอิญต่างรู้ความลับของกันและกันโดยไม่ได้ตั้งใจไม่สิความลับของฉันคนเดียวมากกว่าและหลังจากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป