“ตัวจะพาเค้าไปไหน”
“ไปจับผีเสื้อ”
ในเมื่อตั้งใจจะพาเธอมาเปิดหูเปิดตาก็ต้องทำตามที่พูดจริงไหมผมจูงมือยัยตัวเล็กเดินอ้อมมาอีกฝั่งของทะเลสาบที่มีทุ่งหญ้ากว้างๆ แล้วก็ดอกไม้อะไรไม่รู้ปลิวว่อนไปตามลม
พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลของครอบครัวไอ้คริสเป็นสถานที่ที่ครอบครัวของมันเอาไว้มาแคมป์ปิ้งรวมญาติแต่ปัจจุบันครอบครัวมันแทบจะไม่ได้ใช้พื้นที่ตรงนี้แล้วมันเลยชวนพวกเรามาสร้างแลนด์มาร์คเป็นสถานที่พักผ่อนของบรรดาเพื่อนๆ
“สวยจัง”
เราสองคนจูงมือกันเดินไปเรื่อยๆ เธอไม่ได้ขัดขืนที่จะกุมมือกันนั้นยิ่งทำให้ผมเผลอกำมือเธอแน่นขึ้นรู้อยู่ว่าเธอสนใจสิ่งสวยงามรอบข้างโดยไม่ได้สนใจเรื่องนี้
“มีผีเสื้อจริงๆ ด้วย”
“ก็มีจริงๆ น่ะสิ”
ผมบอกพร้อมทั้งมองท่าทางตื่นเต้นตาลุกวาวของเธอท่าทางร่าเริงเหมือนเด็กน้อยทำให้ผมใจเต้นไม่เป็นจังหวะเธอจะรู้ตัวบ้างไหมว่ากริยาที่ตัวเองแสดงออกมาโดยธรรมชาติมันชวนมองและน่าหลงใหลแค่ไหนตอนเป็นเด็กเธอก็น่ารักอีกแบบพอโตขึ้นเธอก็ยังน่ารักไม่เปลี่ยนเธอเหมือนแสงสีขาวบริสุทธิ์ซะจนไม่กล้าแตะต้อง
“งั้นตัวก็ไปจับให้เค้าสิ” เธอบอกพร้อมกับรอยยิ้มกว้างๆ ให้ตายเถอะผมรู้สึกงานเข้าอย่างจัง
“แค่มองก็พอไหม” ไม่คิดว่ายัยคนตัวเล็กจะอยากได้ผีเสื้อขึ้นมาจริงๆ
“ชิ..ไม่ง้อก็ได้” พอผมบอกปัดเธอก็หุบยิ้มทันทีทำหน้าบึ้งแล้วสลัดมือที่กุมกันไว้พร้อมวิ่งตรงไปที่ทุ่งดอกไม้ข้างหน้าที่มีผีเสื้อบินวนเต็มไปหมดภาพตรงหน้าทำให้ผมแทบลืมหายใจเธอเหมือนนางฟ้าตัวน้อยๆ ที่วิ่งออกมาจากเทพนิยายจริงๆ ทั้งบรรยากาศโดยรอบสายลมอ่อนๆ ที่พัดมาผสมปนเปกับกลีบดอกไม้ใบไม้ที่ว่อนไปตามสายลมและเสียงหัวเราะของคนตรงหน้าทำให้คิดได้ว่าการออกมาข้างนอกในวันนี้ท้องฟ้ามันสดใสกว่าทุกวันจริงๆ
NUMNIM TAKE
ท้องฟ้าวันนี้มันสดใสกว่าทุกวันจริงๆ คิดพร้อมทั้งสูดหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกว่าร่างกายได้รับอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอดนึกขอบคุณคนที่พามาที่นี่นิดหน่อย สถานที่แบบนี้มันเป็นสถานที่ในฝันชัดๆ ทะเลสาบทุ่งดอกไม้ไร้ผู้คนบรรยากาศดีแถมมีผีเสื้อเต็มไปหมด
“นี่เจ้าผีเสื้อบินมาเกาะกันสักตัวสิ” ฉันบอกในขณะที่กำลังวิ่งไล่ตามผีเสื้อที่เกาะดอกไม้ช่อนั้นช่อนี้เหมือนเด็กก็รู้อยู่หรอกว่าถ้าวิ่งเข้าใส่มันจะหนีไปแต่ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากๆ กับบรรยากาศตรงหน้าโดยลืมไปเลยว่าข้างหลังมีใครอีกคนกำลังมองอยู่พอนึกขึ้นได้ก็หันกลับไปหาเขาและภาพที่เห็นทำให้ฉันแทบจะร้องกรี้ด
“ตัวอย่าขยับนะอยู่นิ่งๆ” พอฉันบอกคนตรงหน้าก็ทำท่าทางงงนิดหน่อยแต่ก็ยอมยืนอยูนิ่งๆ ไม่ขยับตามที่ฉันบอก
“มีผีเสื้อเกาะอยู่บนหัวตัว” ฉันเดินเข้าไปหาเขาแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมถ่ายรูปเก็บไว้
“แค่ผีเสื้อเกาะเนี่ยนะ” เขาบ่นแต่ก็ยังยอมยืนนิ่ง
“นี่ตัวหลับตาหน่อยสิทำหน้าให้หล่อเข้ามุมกล้องด้วย” ออกคำสั่งกับคนตรงหน้าไม่ได้หวังให้เขาทำตามหรอกแต่พอเห็นเขายอมหลับตาลงแต่โดยดีและที่สำคัญผีเสื้อที่เกาะอยู่บนผมของเขายังบินเปลี่ยนที่เกาะมาอยู่ตรงปลายจมูกสวยได้รูปของเขาให้ตายเถอะแม้แต่ผีเสื้อยังชอบคนหน้าตาดีสินะไม่ยุติธรรมเอาซะเลย
อะไรมันจะเหมาะเจาะขนาดนี้
ฉันเลยรีบยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้ถ่ายแล้วถ่ายอีกจนได้รูปนับไม่ถ้วนจนผีเสื้อตัวนั้นบินหายไปแล้วฉันไม่ได้บอกให้เขาลืมตาส่วนเขาเองก็ไม่ได้ลืมตาขึ้นมามีแต่ฉันที่ลืมตัวเดินเข้าไปใกล้เขาเรื่อยๆ
ในตอนนี้เองที่ทำให้ได้มองพิจารณาใบหน้าของเขาแบบจริงจังจมูกที่สวยได้รูปขนตาที่งอนยาวกว่าของฉันซะอีกไหนจะริมผีปากอมชมพูที่เคยสัมผัสกันพลันก็ทำฉันหายใจติดขัดขึ้นมาดื้อๆ พอมองต่ำลงมาที่ต้นคอลาดไหลเสื้อเชื้อที่เขาใส่และกระดุมสามเม็ดบนไม่ได้ติดจนเห็นร่องอกมันช่าง
และตอนนั้นเองที่คนตรงหน้าดันลืมตาขึ้นมาและเราก็สบสายตากันอย่างจังไม่รู้ทำไมฉันถึงตัดสินใจหันหลังและออกวิ่งโดยไม่คิดชีวิต
“หนูนิ่มระวัง”
“กรี้ด!!!” และแล้วฉันก็ทำเรื่องที่โง่ที่สุดอีกจนได้ใครจะคิดว่าจะสะดุดขาตัวเองล้มกันน่าอายชะมัดเลย
“ยัยจืดโง่...ฮ่าๆๆ” แต่แทนที่คนที่เป็นต้นเหตุให้ฉันต้องสะดุดขาตัวเองจะสำนึกเขาไม่แม้แต่จะพยุงฉันให้ลุกขึ้นแล้วยังยืนหัวเราะกันอีกให้ตายเถอะ
“ตัวจะหัวเราะอีกนานไหมเค้าเจ็บจริงๆ นะ” ฉันเริ่มโวยวายจากตอนแรกที่อารมณ์ดีๆ ตอนนี้ชักจะหัวร้อนซะแล้วเสียบรรยากาศจริงๆ เลย
“พูดดีๆ สิคะแล้วจะช่วย” สถานการณ์แบบนี้ยังมีการต่อรองกันอีกนะเขาก็ยังเป็นเขาจริงๆ
“คนใจดำไม่ช่วยก็ไม่ต้องช่วย” ฉันทำท่าทางฟึดฟัดในเมื่อไม่คิดจะช่วยเหลือกันก็ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องง้อเขาสักหน่อยแต่พอฉันพยุงตัวเองจะลุกขึ้นเท่านั้นแหละฉันก็รู้สึกเจ็บจี้ดๆ ที่หัวเข่านิดหน่อยพอก้มลงไปมองก็เห็นว่าตัวเองมีแผลและเลือดกำลังไหลซึมออกมา
“เลือด” ฉันฟุบลงไปนั่งลงอีกรอบไม่ได้เป็นคนกลัวเลือดแต่ว่าแค่ตกใจน่ะ ไม่คิดว่าการสะดุดขาตัวเองจะทำให้ได้ทั้งแผลและเลือดโดยไม่ได้ตั้งใจแล้วพอเห็นฉันฟุบลงมาอีกรอบคนที่เหมือนจะไม่ใส่ใจกันในตอนแรกก็รีบปรีเข้ามาทันที
“หนูนิ่ม” เขาดูตกใจไม่น้อยที่เห็นฉันเลือดออก
“แล้วอยู่ดีๆ จะวิ่งทำไม”
พอโดนถามฉันก็ไม่รู้จะตอบว่ายังไงเหตุผลที่ฉันวิ่งฉันก็ไม่รู้เหมือนกันฉันก็แค่พอคิดถึงภาพตรงหน้าเมื่อกี้ก็ทำให้ลมหายใจติดขัดขึ้นมาอีก
“ทำไมหน้าแดงหูแดงแบบนี้อากาศก็ไม่ได้ร้อนนี่” เขาถามในตอนที่พยายามจะดึงขาข้างที่เป็นแผลของฉันไปดู อะไรกันนี่ฉันถึงกับหน้าแดงหูแดงเลยหรอบ้าที่สุด
“เหยียดขาออกมาจะเอาผ้าพันแผลให้จะได้ห้ามเลือด”
ยังไม่ได้ทันถามเขาว่าตอนนี้จะไปหาผ้าที่ไหนมาพันแผลให้ก็ต้องตกใจกับการกระทำของเขาอีกรอบเพราะเขาจงใจฉีกผ้าตรงปลายประโปงของฉันออกไป
“ทำอะไรของตัวเนี่ย…” ฉันโวยวายเขาอาศัยตอนที่ฉันกำลังใจลอยทำกับกระโปรงของฉันได้หน้าตาเฉย
“เดี๋ยวซื้อให้ใหม่..ตอนนี้สนใจแผลตัวเองก่อนไหมเห็นไหมเลือดออกไม่หยุด”
หลังจากนั้นเขาก็ใช้ผ้าที่ฉีกออกไปพันบริเวณแผลห้ามเลือดให้กัน
“ลุกไหวไหม” เขาถามในตอนที่ห้ามเลือดให้เสร็จ
“ไหว” แต่พอลุกขึ้นเท่านั้นแหละฉันก็รู้สึกตึงที่บริเวณหัวเข่าทำให้เดินไม่ถนัดบวกกับการที่ถูกผ้าพันเอาไว้ด้วยมันทำให้รู้สึกเจ็บกว่าที่คิด
“ไม่ไหวก็บอก…อวดเก่งทำไมเด็กโง่”
เขาบ่นฉันอีกแล้วฉันไม่ได้โง่สักหน่อยแค่โมโหเขานั่นแหละทุกอย่างเป็นเพราะเขาคนเดียว
แต่หลังจากที่บ่นฉันจบเขาก็ย่อตัวลงต่อหน้ากัน
“ตัวจะทำอะไร”
“ขึ้นมาสิ”
แต่ฉันก็ยังงงกับการกระทำของเขาอยู่ดี
“ตอนเป็นเด็กเวลาหกล้มเธอก็ชอบให้ฉันแบกไม่ใช่หรอ” พอเขาพูดมาแบบนี้ฉันถึงได้เข้าใจว่าที่เขาย่อตัวลงเพราะอะไร
“ตัวเอาจริงหรอเค้าโตแล้วนะไม่ใช่เด็ก”
“นับหนึ่ง “ ในขณะที่ฉันกำลังชั่งใจว่าจะขี่หลังเขาดีไหมเขาก็กดดันฉันโดยการนับเวลาเหมือนตอนนั้นไม่มีผิดตอนที่ฉันเป็นเด็กเวลาที่ฉันเล่นอยู่กับพี่ๆ ถ้ามีเขาอยู่ด้วยแล้วฉันเผลอทำตัวเองให้เจ็บตัวหรือหกล้มเขาก็จะโมโหทุกครั้งโวยวายจนพี่น้องคนอื่นหนีหายไปหมด สุดท้ายก็เหลือแค่ฉันกับเขาและเขาก็เป็นคนแบกฉันขี่หลังกลับบ้านทุกครั้ง
“นับสอง...นับสาม”
“อย่าบ่นแล้วกันว่าหนักไม่งั้นเค้าจะทุบตัวแน่” ฉันว่าพร้อมทั้งขี่หลังของเขาที่ยอมเพราะไม่อยากมีเรื่องหรอกนะ
“โอ๊ะ...หนักจริงๆ ด้วยสิ”
“ตัว” ฉันทุบหลังเขาไปหนึ่งทีแต่ไม่ได้แรงมากหลังจากนั้นเสียงหัวเราะของเขาก็ตามมาไม่หยุด
“ตัวจะพาเค้าไปไหนทำไมไม่เดินกลับไปหาพวกเพื่อนตัวล่ะ” พอเขาแบกฉันไว้แล้วฉันคิดว่าเขาจะพาฉันกลับไปนั่งพักตรงจุดที่เพื่อนๆ ของเขาอยู่ซะอีกแต่กลายเป็นว่าเขากำลังพาฉันเดินตรงไปอีกทางแทน
“เงียบๆ เถอะน่า” หลังจากนั้นฉันก็ไม่กล้าถามอะไรเขาอีกเขาแบกฉันเดินไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่พูดอะไรสักคำ
สายลมเย็นๆ ที่พัดเข้ามากระทบใบหน้ากับบรรยากาศตอนนี้ทำให้รู้สึกผ่อนคลายจนฉันเผลอซบใบหน้าลงที่ไหล่ของเขาโดยไม่รู้ตัวสัมผัสได้ว่าเขาสะดุ้งนิดหน่อยแต่ก็ไม่มีคำพูดอะไรหลุดออกมาจากปากของเขา
ฉันหลับตาลงและกอดกระชับคนที่แบกฉันเอาไว้แน่นพลันความเงียบก็ทำให้เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างความรู้สึกโหยหาและหวงแหนอ้อมแขนของคนที่ฉันบอกว่าเกลียดมาโดยตลอดมีวูบหนึ่งที่แอบคิดว่าเขาจะเคยทำแบบนี้กลับใครหรือเปล่ามันทำให้ฉันเศร้าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวจนเผลอจิกมือลงบนเสื้อของเขา
“เจ็บมากหรอ” เขาคงเข้าใจว่าฉันรู้สึกเจ็บแผลแต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่
“ขอหลับนะ” ฉันไม่อยากจะพูดอะไรในตอนนี้และไม่อยากจะคิดอะไรอีกแล้วแค่อยากให้ช่วงเวลาแบบนี้ที่ฉันกับเขาไม่ทะเลาะกันยืดยาวออกไปอีกสักหน่อย
และหลังจากนั้นฉันก็ไม่ได้รับรู้ถึงอะไรอีกเลยจนกระทั่งรู้สึกว่าเขาแบกฉันไปได้สักพักหนึ่งเขาก็วางฉันลงเบาๆ บนพื้นหญ้านิ่มๆ ตรงไหนซักที่
“นอนเถอะ” เขาพูดเหมือนรู้ว่าฉันจะรู้สึกตัวในเมื่อบรรยากาศมันชวนเคลิ้มขนาดนี้ฉันก็ไม่คิดจะยื้อตัวเองอีกต่อไป
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ฉันหลับไปนานแค่ไหนแต่พอลืมตาขึ้นมาสิ่งแรกที่ปะทะเข้ากับสายตาของฉันก็คือใบหน้าของพี่ชายที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ข้างๆ กันบนผืนหญ้า ใบหน้าของเขาตอนหลับแบบนี้มันทำให้ฉันยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเขาดูไร้พิษสงเป็นคนใจดีไม่ร้ายกาจเลยสักนิดเหมือนกับเจ้าชายที่กำลังหลับและฉันก็มีความคิดอยากจะลองแกล้งเจ้าชายนิททราดูสักครั้งและในตอนที่ฉันกำลังจะยื่นนิ้วไปจิ้มที่ปลายจมูกของเขานั้น
“จะลักหลับพี่หรอคะ” จู่ๆ เขาก็ลืมตาขึ้นมากะทันหันจนฉันตกใจทำอะไรไม่ถูกขนาดจะชักมือกลับมายังทำไม่ทันตอนนี้เลยโดนเขาดึงนึ้วไว้แล้วจ้องหน้ากันไม่หยุด
“แค่จะปลุก” แก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ พร้อมทั้งดึงมือกลับมาใครจะไปยอมรับกันว่าอยากจะสัมผัสใบหน้าเขาน่ะ
“เค้าหลับไปนานแค่ไหนทำไมตัวไม่ปลุก” ฉันรีบลุกขึ้นนั่งและเปลี่ยนเรื่องทันทีหลังจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นตามมา
“ก็เห็นว่าเด็กวัยกำลังโตต้องหลับต้องนอนใครจะไปกล้าปลุก” ว่าไงนะคำก็เด็กสองคำก็เด็กฉันชักจะไม่สบอารมณ์แล้วสิปีนี้ฉันสิบแปดใกล้สิบเก้าแล้วเข้ามหาลัยแล้วด้วยเมื่อไหร่เขาจะเลิกมองกันว่าเด็กสักทีและ
ในตอนนั้นเองที่ฉันกำลังจะหันหน้าไปเถียงกับเขาฉันก็ต้องกลืนคำพูดที่คิดทั้งหมดลงคอ
“ของขวัญต้อนรับกลับบ้าน”
ไม่รู้ว่าเขาไปเอามันมาจากไหนวินาทีที่หันหน้าไปปะทะกันเขายิ้มกว้างๆ ให้ฉันและสวมมงกุฎดอกไม้สีขาวที่เขาถืออยู่ในมือให้กันฉันตกใจจนพูดไม่ออกและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวเองทำหน้ายังไง
“ค่อยดูน่ามองสมกับเป็นเจ้าหญิงของฉันหน่อย”
ฉันเข้าใจดีและเข้าใจมาโดยตลอดว่าที่เขาทำเมื่อครู่หมายความว่ายังไง ตั้งแต่จำความได้บุคคลตรงหน้านอกจากจะคอยกลั่นแกล้งกันแล้วเขาคือคนที่ไม่เคยให้ของขวัญอะไรฉันเลยไม่เคยไม่มีเลยสักชิ้นจนมีครั้งหนึ่งไม่รู้ว่าฉันไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงพูดออกไปว่าถ้าอยากจะให้ของขวัญอะไรกันจริงๆ ทำมงกุฎดอกไม้ให้ก็พอเพราะฉันอยากเป็นเจ้าหญิง
ตอนนั้นฉันยังเด็กมากแต่จำคำพูดนั้นได้ดีและก็ไม่เคยคิดด้วยว่าจะได้มันจากคนแบบเขา
“ดีใจจนน้ำตาแตกเลยหรือคะ” ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้ำตาที่ไหลออกมามันเกิดจากอะไรกันแน่น้อยใจดีใจสับสนปนเปย์กันไปหมด
“ฝุ่นมันเข้าตาต่างหาก” ฉันไม่เคยคาดหวังไม่เคยหวังว่าคนอย่างเขาจะจำคำพูดของฉันได้ยิ่งช่วงหลังๆ มาเราสองคนเหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นกลางเอาไว้ฉันยิ่งไม่คิดว่าเขาจะดีกับฉันหรือเห็นฉันเป็นน้องสาว
“ตัวจำได้ด้วยหรอ” ถามออกไปก็สะอื้นไป
“ฉันจำทุกอย่างที่เธอพูด” เขาบอกพร้อมทั้งลูบผมของฉันเบาๆ
“เธอบอกว่าอยากเป็นเจ้าหญิง.....แต่ว่าต้องเป็นเจ้าหญิงของพี่คนเดียวจำไว้”
ไม่อยากจะยอมรับแต่ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่าฉันรักช่วงเวลานี้และอยากจะอยู่แบบนี้ตลอดไป