พอเห็นว่าเซี่ยอันหนิงไม่สนใจ เด็กพวกนั้นก็รู้สึกโมโห เอ่ยด่าทอนางไม่หยุดปากจนเหนื่อย ทั้งยังเถียงสู้นางไม่ได้จึงหยิบก้อนหินที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นมาปาใส่
เซี่ยอันหนิงหลบทัน นางมีหรือจะยอมอันธพาลตัวน้อยพวกนี้ ชาติก่อนนางเป็นถึงแพทย์ทหาร มารังแกนางเช่นนี้ก็จงรับผลที่ตามมาเสีย หึหึ
ภายในใจเซี่ยอันหนิงต้องการแยกตัวออกจากเด็กพวกนี้ให้เร็วที่สุด นางเสียเวลามามากแล้ว นางเดินเข้าไปหาเด็กพวกนั้นด้วยแววตาเยือกเย็น ไร้วี่แววเกรงกลัวเหมือนเมื่อก่อน
“ข้าเตือนพวกเจ้าแล้ว แต่พวกเจ้าไม่ฟังกันเองนะ”
“ใครเขากลัวเจ้ากัน”
เซี่ยซางถือว่าตนเองรูปร่างใหญ่โตกว่าเซี่ยอันหนิงก็ยืดตัวพองอกใส่นาง เซี่ยอันหนิงได้โอกาสจับแขนเด็กชายตัวอ้วนไว้แล้วออกแรงบิดเบา ๆ ให้หันหลังกลับแล้วล็อกไว้ด้านหลังพอดี
“โอ๊ย! นังเด็กปีศาจปล่อยข้านะ”
เด็กชายตัวอ้วนร้องโอดครวญใบหน้าหงิกงอบ่งบอกถึงความเจ็บปวดมากมาย เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นเต็มใบหน้ากลม
เซี่ยอันหนิงแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ คิดจะสู้กับนางอย่างนั้นหรือ เจ้ายังอ่อนหัดไปสักสิบปีนะ ชาติก่อนนางเป็นแพทย์ทหารเหตุใดจะไม่รู้ว่าจุดใดที่ทำให้มนุษย์เจ็บปวดที่สุดด้วยแรงกดเพียงเล็กน้อย และไม่ทิ้งไว้แม้เพียงร่องรอยใด ๆ ให้เห็นเลย
“ชอบนักมิใช่หรือรังแกคนอื่นน่ะ ลองโดนบ้างเป็นอย่างไร รู้สึกดีหรือไม่”
เมื่อเซี่ยอันหนิงปล่อยมือเจ้าอ้วน เด็กคนอื่น ๆ ต่างก็พากันถอยหนี นางยังคงยิ้มเหี้ยมมองเด็กพวกนั้น ก่อนจะก้มลงหยิบหินก้อนเล็ก ๆ หลาย ๆ ก้อนขึ้นมาปาใส่เด็กพวกนั้นคืน โดยเน้นที่จุดอ่อนนุ่มของร่างกายจะได้ไม่ทิ้งร่องรอยเป็นหลักฐานให้ใครตามมาเอาเรื่องนางถึงบ้านอีก
“โอ๊ย! หยุดนะนังเด็กปีศาจ”
เด็กเหล่านั้นปัดป้องหินที่เซี่ยอันหนิงปาใส่กันพัลวัน เมื่อเห็นว่าขนาดเซี่ยซางที่ตัวโตเสียปานนั้นยังแพ้ให้กับนาง พวกเขาทั้งหมดจึงรีบวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง
“พวกเจ้ารอข้าด้วยสิ” เซี่ยซางตะโกนไล่ตามคนอื่น ๆ จากนั้นก็หันมาส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายใส่เซี่ยอันหนิง ก่อนจะวิ่งหนีไปพร้อมกับตะโกนให้หลัง “ฝากไว้ก่อนเถอะ ข้าจะบอกท่านพ่อท่านแม่ให้มาจัดการเจ้า”
หึ เซี่ยอันหนิงแสยะยิ้มเย็นอีกครั้งพลางหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ น่าเสียดายที่ตอนนี้นางไม่ใช่เด็กน้อยเซี่ยอันหนิงคนเดิมที่จะยอมให้พวกเขารังแกอีกต่อไป
เมื่อเด็กจอมก่อกวนพวกนั้นไปหมดแล้ว นางก็เดินตามทางที่จะขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางเจอจุดน้ำนิ่งมีกอบัวสีชมพูส่งกลิ่นหอมอบอวล บริเวณนี้เงียบสงบอากาศเย็นสบาย น้ำในลำธารใสจนเห็นตัวปลาน้อยใหญ่แหวกว่ายอยู่เต็มไปหมด
ว้าว! ปลาตัวใหญ่เช่นนี้หากนำไปคว้านท้องทาเกลือผึ่งแดดเก็บไว้กินในหน้าหนาวก็ไม่เลว หรือจะใส่ไหดองไว้ก็ดีแต่ก็ต้องใช้เกลืออยู่ดี แล้วนางจะไปเอาเกลือมาจากไหนกัน สมัยนี้เกลือยิ่งเป็นของหายากราคาค่อนแพงมาก ชาวบ้านธรรมดาแทบชื้อกันไม่ไหว
จิ๊บ จิ๊บ โอ้ก...
เสียงสัตว์กลุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นส่งเสียงดังขึ้นมา ไม่ใช่ว่าวันนี้เป็นโชคของนางหรอกหรือ เซี่ยอันหนิงจะได้มีเนื้อไปให้บิดาได้บำรุงร่างกายแล้ว นางค่อย ๆ ย่ำฝีเท้าบนพื้นดินทีละก้าว ย่องให้เบาที่สุด เพื่อที่สัตว์พวกนั้นจะได้ไม่ตกใจจนหนีไปเสียก่อน
ระหว่างที่เซี่ยอันหนิงแอบมองดูพวกสัตว์เหล่านั้นอย่างตื่นเต้น มีทั้งนกป่า ไก่ป่า และกวางตัวเล็ก ๆ นางก็ได้สังเกตเห็นแล้วว่าสัตว์พวกนั้นกำลังง่วนอยู่กับการกินดินบริเวณนั้นอย่างเอร็ดอร่อย
‘แปลกจังเหตุใดสัตว์พวกนั้นจึงกินดินกันเล่า’ เซี่ยอันหนิงครุ่นคิดอยู่ในใจครู่หนึ่ง ดวงตาคู่งามพลันเบิกกว้างขึ้นมาอย่างตื่นเต้น ‘ดินโป่ง!!’
หากที่แห่งนี้มีดินโป่ง เช่นนั้น...ใต้พื้นดินนี้ก็ต้องมีโดมเกลือสินเธาว์ขนาดใหญ่เป็นแน่ ช่างดีจริง ๆ
เซี่ยอันหนิงวางกับดักสัตว์ไว้รอบ ๆ และนั่งรอให้พวกสัตว์ไปหมดก่อน นางจึงเดินเข้าไปสำรวจดู จากนั้นก็ย่อตัวนั่งลงแตะดินบริเวณนั้นขึ้นมาชิมดู ปรากฏว่ามันมีรสชาติเค็มปะแล่ม ๆ เป็นอย่างที่นางคิดไว้จริง ๆ ดีล่ะ เช่นนั้นนางจะขุดไปทำเกลือให้ได้ จากนั้นก็นำเกลือไปทำเนื้อเค็มและปลาแห้งเก็บไว้กินในหน้าหนาวนี้ แต่นางก็ไม่รู้ว่าอีกเพียงแค่เดือนเดียวสิ่งที่นางคิดที่จะทำทันหรือไม่
เพราะเกลือสินเธาว์นั้นต้องทำกระบวนการแยกชั้นก่อน อาจต้องใช้เวลาในการทำสักหน่อย กว่าจะได้เป็นเม็ดเกลือที่ใช้ทำปลาแห้งและเนื้อเค็มได้ แต่ก็ต้องทดลองทำปลาแห้งเนื้อเค็มสักเล็กน้อยก่อนจึงจะได้รู้ว่าเกลือที่ทำใช้ได้หรือไม่ ต้องใช้ปริมาณเท่าใดจึงจะถนอมอาหารให้อยู่ได้นานที่สุดโดยที่ไม่เน่าเสีย
เช่นนั้นตอนนี้นางคงทำอะไรไม่ได้มาก ทำได้แค่วางกับดักสัตว์ที่บิดาเคยสอนเพิ่มอีกหน่อย คิดได้แล้วเซี่ยอันหนิงก็วางกับดักสัตว์ไว้ในบริเวณนั้นอยู่หลายแห่ง จากนั้นก็ไปดักปลาในลำธารที่นางเดินผ่านมาเมื่อครู่ หากได้ปลาจะได้นำกลับไปทำอาหารสำหรับวันนี้ อย่างน้อยก็ยังมีเนื้อปลาให้บิดาได้บำรุงร่างกายบ้าง
บ้านไม้หลังเล็กทรุดโทรม บนผนังมีรูผุพังเป็นที่ ๆ หลังบ้านติดเนินดินเตี้ย ๆ รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมมีใบหน้าสูงวัยเกินอายุเดิมกำลังนั่งสานตะกร้าไม้ไผ่อยู่ที่ตั่งไม้เก่า ๆ หน้าบ้าน
เด็กสาวร่างผอมบางสวมเสื้อผ้าเก่าสีฟ้าหม่นที่ถูกซักจนสีซีดกำลังเดินเข้ามาในรั้วบ้านอย่างอารมณ์ดี จะไม่ให้อารมณ์ดีได้อย่างไรในเมื่อวันนี้นางไปเจอสมบัติล้ำค่ามา
“อันหนิงกลับมาแล้วหรือ”
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของบุตรสาวก้าวเข้ามาในรั้วบ้าน ผู้เป็นบิดาก็เอ่ยทักขึ้น แม้ในตอนนี้ดวงตาของเซี่ยต้าไห่จะมองไม่เห็นอะไรชัดเจนแล้วเนื่องจากอุบัติเหตุบนเขาครั้งก่อน การกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงทำให้ดวงตาที่พร่ามัวข้างหนึ่งของเขาบอดสนิท ส่วนอีกข้างก็เลือนรางแทบมองไม่เห็นอะไร แต่หูของเขาดีมาก เพียงเสียงใบไม้ร่วงหล่นก็ยังได้ยินได้อย่างชัดเจน เพราะเขาเคยเป็นทหารมาก่อนหูของเขาจึงไวกว่าคนปกติเป็นพิเศษ
“ข้าเองเจ้าค่ะท่านพ่อ”
เซี่ยอันหนิงตอบบิดาด้วยน้ำเสียงเริงร่าใบหน้าของแม่นางน้อยยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี ทำให้เซี่ยต้าไห่ที่นั่งอยู่บนตั่งย่นคิ้วอย่างสงสัย บุตรสาวของเขาไปพบเจอเรื่องอะไรมาจึงฟังดูอารมณ์ดีถึงเพียงนี้
สาวน้อยนำของออกจากตะกร้าไม้ไผ่สะพายหลังใบเก่าไปจัดแจงล้างจนสะอาดและเก็บให้เป็นที่เป็นทางอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นนางก็นำปลาที่จับได้ไปใส่ไหใบไม่ใหญ่นักในห้องครัว ตักน้ำในโอ่งข้างๆ ใส่ให้พวกมันเล็กน้อยพอได้ว่ายน้ำกันสักหน่อย ไม่อย่างนั้นพวกมันจะตายก่อนที่นางจะมีเวลามาจัดการแล้วเดี๋ยวจะเน่าเสียมีกลิ่นเปล่า ๆ เสร็จแล้วก็นำตะกร้าไม้ไผ่สะพายหลังไปล้างน้ำจนสะอาดแล้วแขวนผึ่งไว้ที่เสาต้นหนึ่งหลังบ้าน
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยเซี่ยอันหนิงก็ออกมานั่งที่ตั่งไม้ข้างๆ บิดาพร้อมด้วยใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้มไม่เคยจางหายมาตลอดทาง
“ท่านพ่อ...ข้ามีเรื่องอยากให้ท่านพ่อช่วยเจ้าคะ”
บิดาหันมาหาบุตรสาวที่นั่งข้าง ๆ หัวคิ้วขมวดเล็กน้อย ถึงตาจะมองไม่เห็นแต่เขาก็ได้ยินและรับรู้ทิศทางได้เป็นอย่างดี เรื่องอะไรกันที่ทำให้บุตรของเขาดูมุ่งมั่นตั้งใจถึงเพียงนี้ แถมก่อนหน้านี้ยังอารมณ์ดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนด้วย
“หืม? ว่ามาซิ”