“หืม? ว่ามาซิ”
“วันนี้ข้าไปเจอบ่อเกลือสินเธาว์มาเจ้าค่ะ”
“เกลือสินเธาว์?”
“เอ่อ...” นางก็ลืมไปว่าคนโบราณคงไม่รู้จักเกลือสินเธาว์เป็นแน่ ไม่เช่นนั้นคงไม่เหลือให้นางพบเจอง่าย ๆ เช่นนี้หรอก ชาวบ้านคงได้ไปขุดดินโป่งมาจนไม่เหลือแล้ว
“เกลือชนิดหนึ่งน่ะเจ้าค่ะ สามารถนำมาใช้หมักดองถนอมอาหารให้อยู่ได้นานทีเดียวนะเจ้าคะ”
“อืม! เช่นนั้นเจ้ามีอะไรให้พ่อช่วยล่ะ” เซี่ยต้าไห่พยักหน้าเข้าใจ แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจว่าเกลือสินเธาว์จะต่างจากเกลือของราชสำนักอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อบุตรสาวคิดว่ามันมีประโยชน์ เขาก็ยินดีช่วย อีกอย่างตอนนี้เขาต้องนั่ง ๆ นอน ๆ รักษาบาดแผล ไม่สามารถเคลื่อนไหวอะไรได้มาก จึงสามารถใช้เวลาช่วงนี้พักผ่อนและยังอยู่ใกล้ชิดบุตรสาวได้อีกด้วย เพราะยังไงแล้ว ตอนนี้เขาก็เหลือกันแค่สองพ่อลูก โดดเดี่ยวราวกับไร้ญาติขาดมิตรเลยก็ว่าได้
“ท่านพ่อข้าใจดีที่สุด” แม่นางน้อยเอ่ยชมบิดาแล้วโผเข้าไปกอดออดอ้อนดั่งเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ยังไม่โต
ชาติก่อนที่เหมือนในหนังสือนิยาย นางไม่เคยกอดบิดาเลยสักครั้งตั้งแต่นางเกิดจนกระทั่งตายไปพร้อมกับบิดาในครานั้น แต่ตอนนี้ช่วงเวลาดี ๆ เช่นนี้นางจะปล่อยไปได้อย่างไร ต้องกอดให้หายคิดถึง เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่นางเป็นคุณหมอชมพู นางโหยหาบิดายิ่งนักและรู้สึกผิดมาตลอด
เซี่ยต้าไห่ยิ้มอบอุ่นแววตาอ่อนโยนพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะของบุตรสาวเบา ๆ อย่างเอ็นดู นานเท่าไหร่แล้วที่บุตรสาวไม่เคยมาออดอ้อนเขาเช่นนี้ ทำให้คิดถึงตอนที่นางยังเด็กนางมักจะมาออดอ้อนให้เขาเล่านิทานกล่อมนางเข้านอนแทบทุกคืน ภาพนั้นราวกับพึ่งเกิดขึ้นเฉกเช่นเมื่อวาน
“ท่านพ่อช่วยทำเกรอะแยกเกลือให้ข้าหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าจะอธิบายวิธีการทำให้ฟัง แล้วท่านพ่อก็ทำตามที่ข้าบอกเจ้าค่ะ”
เซี่ยต้าไห่ครุ่นคิดเล็กน้อย บุตรสาวของเขาไปเอาความคิดพวกนี้มาจากไหนกัน แต่เขาก็ไม่ได้ไถ่ถามอะไรให้มากความ ในเมื่อนางอยากทำก็แค่ช่วยนาง ในเมื่อทำไปแล้วก็ไม่ได้เสียเงินสักตำลึง และกลับได้ของมีประโยชน์มาใช้ในครัวเรือนนี่นา
“อืมได้”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ” เซี่ยอันหนิงกล่าวด้วยความดีใจใบหน้าน้อย ๆ ยิ้มอย่างอารมณ์ดีเป็นเหตุให้น่ารักน่าเอ็นดูกว่าทุก ๆ วัน แม้ผู้เป็นบิดาจะมองไม่เห็น แต่นางเชื่อว่าเขาจะต้องรู้สึกได้
บิดาของนางถึงจะไม่ใช่ช่างไม้ อีกทั้งยังตาบอดขาพิการเดินเหินได้ยากลำบากจนขึ้นเขาไม่ไหวแต่หูของเขาดีมากทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติเช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่น ๆ ไม่ได้สร้างความอ่อนแอหรือด้อยค่าตัวเองให้นางเห็นเลย
เขาไม่ทำตัวเป็นภาระแต่กลับทำงานทุกอย่างหนักเอาเบาสู้ ทั้งทำงานในทุ่งและยังขึ้นเขาล่าสัตว์ด้วย ดูเหมือนเขาจะทำเงินได้มากมายตอนที่ยังอยู่กับครอบครัวลุงใหญ่
เมื่อบิดาตอบตกลงแล้วร่างเล็ก ๆ ของเด็กสาวก็ถือมีดพร้าเล่มหนึ่งกับเชือกไปยังสวนป่าที่อยู่หลังบ้าน นางคัดเลือกต้นไม้ไม่ใหญ่มากที่เหมาะสมจะทำบ่อเกรอะได้ จากนั้นก็มัดมันไว้ตรึงกับอีกต้นแล้วใช้มีดพร้าที่เตรียมมาบรรจงตัดโคนต้น โดยฟันไปรอบ ๆ ก่อนจากนั้นก็ค่อย ๆ โค่นลงมา แม้นางจะฝึกฝนออกกำลังกายร่างนี้มาบ้างแล้ว แต่ร่างกายเด็กหญิงอายุเพียงสิบสี่หนาวฝึกได้แข็งแรงเท่านี้ก็ดีมากแล้ว
หลังจากที่ตัดได้ท่อนไม้ที่พอใช้ได้เรียบร้อยแล้ว นางก็เอาเชือกมัดแล้วลากกลับไปยังลานบ้านของตน เพื่อให้บิดาช่วยขุดท่อนไม้ใหญ่นี้ให้เป็นบ่อเกรอะ เพราะร่างกายนางรู้สึกเหนื่อยมากแล้วจากการที่ไปนำท่อนไม้ที่มา จึงไม่มีเรี่ยวแรงจะทำด้วยตัวเอง
เซี่ยต้าไห่ใช้จอบและมีดขุดท่อนไม้ตามที่บุตรสาวบอก เซี่ยอันหนิงให้บิดาใช้ไม้ทำเป็นค้อนทุบท่อนไม้จนกว่าจะเป็นร่องเว้าเข้าไปในลำต้น จนในที่สุดบ่อเกรอะไม้ที่นางต้องการก็ทำได้สำเร็จ นางรู้สึกพอใจมากกับผลงานชิ้นนี้ที่บิดาของนางช่วยทำ
ขั้นตอนต่อไปเซี่ยอันหนิงก็นำแผ่นไม้หนาขนาดไม่ใหญ่มากนักแค่พอวางตะกร้าสานที่ได้มา แล้วนำเศษท่อนไม้กลม ๆ ที่ตัดทิ้งไว้มาเจาะรูนำไปติดกับแผ่นไม้แล้วนำไม้เนื้อแข็งที่เหลาแล้วมาต่อกันเป็นที่ยึดติด ในที่สุดนางก็ได้ล้อลากตะกร้ามาอีกอัน นางเอาไว้ทำการมัดแผ่นไม้ติดกับตะกร้าสานที่ค่อนข้างแข็งแรง แล้วเจาะรูมัดเชือกไว้สองเส้นคู่กับสำหรับลาก
เซี่ยอันหนิงรู้สึกตื่นเต้นมากนางรีบนำล้อตะกร้าขึ้นเขา ไปยังแหล่งที่พบเกลือสินเธาว์หรือบริเวณดินโป่งที่พวกสัตว์แวะเวียนมาในทันที โดยมีเสียงของบิดาเอ่ยไล่ตามหลังอย่างเป็นห่วง “เดินทางระมัดระวังตัวด้วยล่ะ”
“ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะท่านพ่อ”
เวลาผ่านไปกว่าสองชั่วยาม ร่างน้อย ๆ ของเซี่ยอันหนิงก็ลากตะกร้าที่ใส่เกลือสินเธาว์กลับมา ใบหน้ามนเล็กเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอะไรมากนัก หญิงสาวสะพายเชือกสองเส้นที่มัดล้อลากไว้ที่หลังแล้วลากมันกลับมาจนถึงบ้านจึงไม่ได้ใช้แรงมาก เรียกได้ว่าทุ่นแรงไปได้มากทีเดียว
ตอนนี้ดินโป่งก็มีมากพอสมควรแล้ว เซี่ยอันหนิงรีบจัดการเตรียมของสำหรับแยกน้ำเกลือในทันที แม้ตอนนี้ในใจจะเต้นรัวไม่เป็นจังหวะเพราะความเหนื่อยและตื่นเต้นปะปนกัน แต่สำหรับนางแล้วแค่นี้ไม่ลำบากเท่าไหร่หรอก หากคิดไปถึงหน้าหนาวที่ใกล้จะถึงแล้วนั้น ต่อให้เหน็ดเหนื่อยลำบากแสนสาหัสยิ่งกว่านี้นางก็ต้องทำ ไม่เช่นนั้นถึงหน้าหนาวมองไปทางไหนก็มีแต่กองหิมะ แม้ขาดอาหารก็ไม่สามารถเดินออกไปเก็บจากป่าได้
แม่นางน้อยเดินเข้าห้องครัวไปหยิบหม้อที่มีในบ้านมา แม้มันจะเล็กไปสักหน่อยแต่ก็สามารถใช้ไปพลาง ๆ ได้จากนั้นก็ตักน้ำมาถังหนึ่ง ในที่สุดของที่จะทำการแยกเกลือก็ได้นำมาวางเรียงกันอยู่ที่ลานบ้านพร้อมทำแล้ว เซี่ยอันหนิงยิ้มอย่างตื่นเต้นกับงานทดลองชิ้นแรกตั้งแต่ทะลุมิติมาในครั้งนี้
เซี่ยต้าไห่ที่นั่งฟังเสียงบุตรสาวก็ยิ้มน้อย ๆ กับความตั้งใจของนาง บุตรสาวของเขาเริ่มโตขึ้นแล้วจริง ๆ
ระหว่างที่เซี่ยอันหนิงกำลังจะทำการทดลองต้มน้ำเกลือในขั้นตอนแรก ดวงตาเมล็ดซิ่งกวาดมองไปยังสิ่งของตรงหน้าพลางย่นคิ้วขมวดเล็กน้อย
“เหมือนขาดอะไรไปอย่าง...”
ร่างน้อย ๆ เดินไปมาเพื่อดูสิ่งของที่เตรียมไว้ คิ้วเล็ก ๆ ก็ขมวดเข้าหากันพลางครุ่นคิดว่ามันขาดอะไรไปนะ นางจึงนั่งลงแล้วคิดอะไรคนเดียวเงียบ ๆ นึกถึงสารคดีที่เคยดูในชาติที่แล้วเกี่ยวกับวิธีทำเกลือสินเธาว์ทางโทรทัศน์ คิดไปคิดมาพลางนึกขึ้นมาได้
‘อ๋อ ! ไข่เป็ดสำหรับลอยเพื่อทดสอบความเค็ม แต่เอ๊ะ! บ้านเราไม่มีไข่เป็ดนี่นาทำอย่างไรดีล่ะ’
เซี่ยอันหนิงเดินไปมาอย่างใช้ความคิด สิ่งของทุกอย่างอุตส่าห์เตรียมครบเกือบหมดแล้ว ขาดแต่ไม่มีไข่เป็ดเพื่อทดสอบความเค็ม เกรงว่าจะเป็นการยากสำหรับการทดลองทำเกลือสินเธาว์ในครั้งนี้เสียแล้ว
ภายในบ้านเซี่ยอันหนิงเดินวนไปเวียนมา จิตใจของนางเต็มไปด้วยความคิดไม่ตก ใบหน้ารูปไข่เล็ก ๆ แสดงออกถึงความกังวลใจ วัตถุดิบสำคัญในการทำเกลือขาดเพียงแค่ไข่เป็ดเท่านั้น หากไม่มีไข่เป็ดการทำเกลือครั้งนี้ก็ถือว่าไม่สำเร็จดังที่หวังเอาไว้ เพราะไข่เป็ดก็เป็นส่วนสำคัญในการต้มเกลือสินเธาว์ แล้วนางจะหาไข่เป็ดมาจากไหนกันล่ะ
“เจ้าจะหยุดเดินก่อนได้หรือไม่ ขนาดพ่อมองไม่เห็นยังเวียนหัวแทนเลย” เซี่ยต้าไห่กล่าวขึ้นอย่างอดไม่ได้
ถึงเขาจะมองไม่เห็น แต่เขาก็ได้ยินและรู้สึกได้ถึงเสียงฝีเท้าของบุตรสาวที่เดินไปเดินมาอย่างเป็นกังวลจนเขาเริ่มไม่มีสมาธิในการสานตะกร้าไม้ไผ่ต่อแล้ว
“ขอโทษเจ้าค่ะท่านพ่อ ตอนนี้ข้ายังคิดไม่ตกว่าจะไปหาไข่เป็ดได้จากที่ไหนดีเจ้าค่ะ แถวนี้ไข่เป็ดก็หายากเสียด้วยสิ” เซี่ยอันหนิงบ่นกับบิดาแล้วทอดถอนหายใจ “เฮ้อ! ถ้าเรามีเป็ดก็คงดี...”
เอ๊ะ! เหมือนนางจะนึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง หากจำไม่ผิดเมื่อสองสามเดือนก่อน บิดาขึ้นเขาไปล่าสัตว์แล้วจับแม่เป็ดป่ามาได้ตัวหนึ่ง แต่เมื่อสมาชิกคนอื่น ๆ ในบ้านใหญ่เห็นแม่เป็ดที่ท่านพ่ออุ้มมาก็อ้างบุญคุณที่ให้ที่พักพิงอยู่อาศัย จึงกล่าวขอแม่เป็ดตัวนั้นไปเสียดื้อ ๆ พร้อมกับหลอกว่าให้นางไปเก็บไข่เป็ดมากินได้ แต่สุดท้ายอย่าว่าแต่ไข่เป็ดเลย ขนเป็ดสักเส้นนางยังไม่ได้แตะ