ในชาติก่อนนั้นนางหลงรักพ่อพระเอกนิยายนั่นจนไม่ลืมหูลืมตา แทบจะทอดทิ้งผู้เป็นบิดาไป สุดท้ายเพราะบิดาต้องการเข้าไปช่วยนางทั้งคู่จึงต้องตายตกไปตามกันท่ามกลางกองเพลิงแผดเผา
เมื่อล้างถ้วยจานเสร็จแล้ว เซี่ยต้าไห่ก็พาเซี่ยอันหนิงไปนั่งบนแคร่เหมือนเช่นตอนนางเด็ก ๆ เขามักจะพานางมานั่งเล่นบนแคร่พูดคุยหยอกล้อกัน คิดแล้วก็ให้นึกถึงตอนนั้นยิ่งนัก เวลาช่างผ่านไปเร็ว ตอนนี้อันหนิงของเขาใกล้เข้าสู่วัยปักปิ่นเสียแล้ว
“พ่อขอโทษนะ ที่พ่อไม่สามารถหาอาหารดี ๆ เสื้อผ้างดงาม หรือมีเงินทองมาให้เจ้าได้ใช้จ่ายเช่นพ่อคนอื่น ๆ”
เซี่ยต้าไห่ทำหน้าสลดลง เขาหลุบเปลือกตาลงเล็กน้อย มองใบหน้ากลมมนของบุตรสาวด้วยความรู้สึกผิด ที่เขาไม่สามารถทำหน้าที่พ่อที่ดีให้กับนางได้
“ท่านพ่ออย่าได้กังวลไปเลย ต่อไปท่านพ่อต้องได้ช่วยข้าอย่างแน่นอน ขอเพียงท่านรักษาดวงตาและขาให้หายดีก่อน ท่านก็จะมีกำลังและความมั่นใจที่จะมีชีวิตอยู่กับข้าต่อไปอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
ได้ยินคำปลอบใจของบุตรสาวเช่นนั้นก็ทำให้เขาหัวเราะหึ ๆ ในลำคอขึ้นมา แต่จะเป็นไปได้หรือ ขาของเขาได้รับบาดเจ็บจากสนามรบ แถมดวงตายังใกล้จะมืดสนิทแล้ว แต่ก็ช่างเถอะ อย่างไรแล้วเขาก็จะอยู่ดูแลนางจนกว่านางจะออกเรือน เขาถึงจะหมดกังวลได้
“เจ้านี่นะ” เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของบุตรสาวเบา ๆ อย่างเอ็นดู เขาหวังว่านางจะเจอกับบุรุษที่ดีกับนางเหมือนอย่างที่เขาทำ เขาจะได้นอนตายตาหลับไม่อยากเป็นภาระของนางอีกต่อไป
“หรือท่านพ่อไม่อยากอยู่กับข้าเจ้าคะ” เซี่ยอันหนิงขมวดคิ้วน้อย ๆ ถามเย้าแหย่อย่างอารมณ์ดี
กลับมาครานี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก แม้จะตายจากยุคที่เจริญรุ่งเรืองแต่กลับหาความสุขแทบมิได้ ตอนนี้เล่าความสุขทั้งหมดก็อยู่ตรงหน้าแล้ว เพียงแค่เห็นบิดายิ้มนางก็มิขอสิ่งใดอีก
“ไม่อยากได้อย่างไร ก็เจ้าเป็นเด็กน่ารักน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้ จะให้พ่อทิ้งเจ้าได้อย่างไรกัน”
เซี่ยอันหนิงฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงสวย ร่างน้อย ๆ ขยับเข้าสวมกอดบิดาแน่น นางไม่อยากสูญเสียเขาไปอีกแล้ว
หลังจากที่คุยกับบิดาอยู่พักใหญ่ เซี่ยอันหนิงก็นึกขึ้นมาได้ว่าขาที่หักของบิดาต้องได้รับการรักษา หากปล่อยไว้นานกว่านี้ เกรงว่าบิดาของนางอาจจะต้องพิการไปตลอดชีวิต
นางนั่งลงจับขาที่เริ่มแข็งเพราะพังผืดของบิดาขึ้นมาตรวจดูอย่างเบามือ ว่าจะรักษาด้วยวิธีใดได้บ้าง แต่เมื่อตรวจดูแล้วกลับพบว่าไม่มีวิธีใดรักษาได้เลยนอกจากการผ่าตัดเพื่อจัดกระดูกใหม่เท่านั้น
หากเป็นเช่นนี้นางต้องมีมีดผ่าตัดครบเสียก่อนจึงจะสามารถรักษาบิดาให้เดินได้เป็นปกติ ซึ่งวิธีนี้คงต้องใช้เงินมากพอสมควรในการสั่งทำมีดผ่าตัด ดังนั้นแล้วเซี่ยอันหนิงคงต้องหาวิธีหาเงินให้ได้มากที่สุดโดยยิ่งเร็วก็ยิ่งดี
เซี่ยต้าไห่เองก็มิได้คัดค้านสงสัยหรือไถ่ถามอันใดให้มากความเกี่ยวกับเรื่องที่บุตรสาวของเขารู้วิชาแพทย์มากมายขนาดนี้มาได้อย่างไร หากบุตรสาวอยากบอกนางก็คงจะบอกเขาเอง
ในยามรุ่งอรุณของวันใหม่ที่สดใสแสงสีทองของดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ส่องประกายสว่างโผล่ออกมาจากด้านหลังภูเขา ฝูงนกต่างพากันโบยบินออกหาอาหาร แสงแดดอันอบอุ่นลอดผ่านหน้าต่างไม้ผุ ๆ เข้ามากระทบใบหน้าเล็กที่นอนอยู่บนเตียงเตาที่มีเพียงเสื่อเก่า ๆ ปูเอาไว้ในห้องนอนของตน
ดวงตาเมล็ดซิ่งเรียวงามที่หลับตาพริ้มค่อย ๆ กะพริบตาถี่ ๆ เปิดปรือขึ้นทันทีที่แสงอาทิตย์กระทบเปลือกตาสีไข่ แม่นางน้อยบิดร่างกายไปมาอยู่บนที่นอนครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นมาทำกิจวัตรส่วนตัว แล้วหุงหาอาหารมื้อเช้าให้บิดาและตัวนางเอง
เช้านี้เซี่ยอันหนิง เอากุ้งที่เหลือไว้จากเมื่อวานมาทำข้าวต้มกุ้งง่าย ๆ เพราะนางต้องไปดูกับดักปลาที่ทำเอาไว้ในช่วงเช้าหลังมื้ออาหารของทุก ๆ วัน เพื่อที่จะได้ตุนเสบียงไว้กินยามหน้าหนาวที่ใกล้มาเยือนแล้ว นางต้องออกไปแต่เช้า หากไปสายเกรงว่าอากาศจะร้อนเกินไป ทำให้ปลาที่อยู่บนสะพานปลาพากันตายกันหมด
“ท่านพ่อเจ้าคะ เช้านี้ข้าทำข้าวต้มกุ้งมาให้เจ้าค่ะ”
เซี่ยต้าไห่ยิ้มอย่างอ่อนโยนมองถ้วยข้าวต้มที่บุตรสาวถือมาวางไว้ให้บนโต๊ะ ทุกวันนี้เขาเพลิดเพลินไปกับทุกมื้ออาหารที่นางทำยิ่งนัก แม้จะเป็นอาหารแปลกใหม่ แต่รสชาติกลับอร่อยถูกปากเป็นอย่างยิ่ง พลันสายตาเหลือบไปเห็นว่ามีข้าวต้มเพียงถ้วยเดียวก็ขมวดคิ้วพร้อมกับเอ่ยถาม
“แล้วของเจ้าล่ะ”
“เดี๋ยวข้าจะกลับไปยกมาอีกรอบเจ้าค่ะ ถ้วยมันร้อนข้าจึงถือมาได้ครั้งละถ้วย” แน่นอนว่าตอนนี้บ้านของนางไม่มีถาดไม้แข็งแรงเอาไว้วางของร้อนเพื่อยกกับข้าวร้อน ๆ เข้ามาได้ครั้งละหลาย ๆ ถ้วย
เซี่ยอันหนิงบอกกับบิดาแล้ววางถ้วยข้าวต้มไว้บนโต๊ะด้านหน้าเขา เพื่อที่จะได้สะดวกไม่ต้องขยับตัวมาก ก่อนจะเดินกลับไปยกถ้วยข้าวต้มของตัวเองที่ตักวางไว้หลังบ้านมานั่งกินร่วมกับบิดาที่โต๊ะไม้เก่า ๆ โทรม ๆ ที่นางพอจะหามาได้จากบ้านเพื่อนบ้านที่ไม่ใช้แล้ว กับเก้าอี้เก่า ๆ อีกสองตัว ตัวหนึ่งขาหักนางต้องเอามาให้บิดาซ่อมให้ เพื่อเอาไว้นั่งกินข้าวด้วยกันกับบิดาพร้อมหน้ากันสองคน
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ฝีมือข้ารสดีหรือไม่”
เซี่ยอันหนิงถามพร้อมกับใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส นางเห็นบิดากินข้าวได้มากขนาดนี้ก็อดให้รู้สึกสุขใจเสียมิได้ ดูสิเพียงครู่เดียวข้าวต้มกุ้งในถ้วยก็หมดเกลี้ยงเสียแล้ว
หลังจากเก็บถ้วยไปล้างและนำไปเก็บในครัวหลังบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว เซี่ยอันหนิงก็ถือถ้วยยาสมุนไพรบำรุงร่างกายที่นางปรุงเองมาให้บิดาดื่ม ตอนนี้เครื่องไม้เครื่องมือและสมุนไพรยังไม่ครบ เงินก็มีเพียงน้อยนิดจากที่ท่านอ๋องตัวร้ายให้ไว้เมื่อหลายวันก่อน คงทำได้เพียงดื่มยาสมุนไพรบำรุงร่างกายไปก่อน เมื่อร่างกายพร้อมการรักษาอย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
“ยาเจ้าค่ะท่านพ่อ”
เซี่ยต้าไห่มองน้ำสีดำในถ้วยที่บุตรสาวนำมาให้ทุก ๆ วัน พลางถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะยกถ้วยยามาจรดริมฝีปากดื่มจนหมดในคราวเดียว ความหวังของคนพิการเช่นเขาถ้าเป็นไปได้ก็อยากกลับมาเดินได้เช่นคนปกติ จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระบุตรสาวตัวน้อยได้บ้าง อายุเพียงเท่านี้กลับต้องมาหาเลี้ยงครอบครัวเสียแล้วนึกแล้วก็ก็ให้รู้สึกเศร้าใจนัก
หลังจากเสร็จธุระที่บ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เซี่ยอันหนิงก็เตรียมข้าวของที่จำเป็นใส่ลงไปในตะกร้าไม้ไผ่สะพายหลังใบเก่า
“ท่านพ่อ ข้าออกไปดูกับดักปลาที่ลำธารก่อนนะเจ้าคะ”
“อย่ากลับเย็นนักล่ะ ป่าตอนกลางคืนอันตราย”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ”
หลังจากสนทนากับบิดาเล็กน้อย เซี่ยอันหนิงก็ตอบรับคำเตือน ก่อนจะย่ำเท้าออกจากบ้านไปด้วยความมุ่งมั่นว่าจะได้ปลามาถนอมอาหารเก็บไว้กินนาน ๆ
เซี่ยต้าไห่มองตามแผ่นหลังของบุตรสาวจนลับตาพลางทอดถอนหายใจอีกครั้ง หากเขาไม่พิการและบาดเจ็บ ก็คงไม่ปล่อยให้บุตรสาวเข้าป่าไปคนเดียวเช่นนี้แน่
.....
“นังตัวซวยลูกไอพิการตาบอด วันนี้เราจะมาแก้แค้นเจ้าเรื่องเมื่อวันก่อน”
เซี่ยซางเจ้าเด็กหนุ่มจากบ้านใหญ่รูปร่างอ้วนท้วนยืนกลางขาเท้าสะเอว ขวางหน้าเซี่ยอันหนิง ด้านหลังมีพวกเด็กหนุ่มกลุ่มเดิมอีกราวสิบคนยืนด้วยท่าทางเช่นเดียวกับเซี่ยซาง
เซี่ยอันหนิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่ทันไรนางก็พบมารผจญเสียแล้ว เจ้าพวกนี้เมื่อไหร่จะหยุดรังควานนางเสียที นางเริ่มทนไม่ไหวแล้วนะ หากไม่ทำอะไรสักอย่างเด็กพวกนี้ก็จะมารังควานนางไม่จบไม่สิ้นเสียที
“ก็เอาสิหากพวกเจ้าทำอะไรข้า ข้าก็จะเอาก้อนหินขว้างพวกเจ้าจนหัวปูดเลย”
เซี่ยอันหนิงก้มลงหยิบหินก้อนเท่านิ้วโป้งขึ้นมาเต็มฝ่ามือเล็ก เด็กหนุ่มพวกนั้นหันไปมองหน้ากันแววตาสั่นระริก พวกเขาเข็ดขยาดตั้งแต่เมื่อคราวก่อน ที่โดนนางขว้างใส่ตัวเขียวไปหลายวันจึงไม่กล้าเข้าใกล้อีก
“หากพวกเจ้ากล้ารังแกข้าอีกจะต้องถูกฟ้าดินลงโทษแน่ คนไม่ดีจะต้องถูกสวรรค์ลงโทษ”
เด็กหนุ่มพวกนั้นหลังจากได้ยินคำขู่ของเซี่ยอันหนิง ก็หันไปมองหน้ากันอีกครั้งก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมา ราวกับฟังเรื่องราวตลกขบขันเสียอย่างนั้น
“ฮ่า ฮ่า พวกเราไม่เชื่อหรอก ฟ้าดินจะมาลงโทษได้อย่างไร”