หากย้อนเวลาได้อีกครา
บทนำ
หากย้อนเวลาได้อีกครา
“หากสิ้นลมครา นี้ข้าได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง จะไม่ขอรักบุรุษเช่นท่านอีกแล้ว” หญิงสาวกล่าวอย่างเคียดแค้นกับตนเอง ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา ริมฝีปากสีซีดเลอะเลือดที่กระอักออกมาเพราะถูกพิษ มือขวาลูบหน้าท้องแบนราบด้วยความคับข้อง
นางถูกชายาเอกของสามีล่อลวงให้ดื่มยาบำรุงครรภ์มีพิษ เป็นเหตุให้ยามนี้นางถูกพิษจนตกเลือด บุตรในครรภ์ยังไม่ทันลืมตาดูโลกก็ต้องตายเสียแล้ว แค้นนี้หากไม่ตายนางจะทวงคืนอย่างแน่นอน
“ฮือ...ชายารอง” สาวใช้คนสนิทนั่งโอบกอดร่างกายสั่นเทาของผู้เป็นนายเอาไว้ ร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียใจที่ตนเองไม่สามารถช่วยสิ่งใดชายารองได้เลย อยากจะไปตามหมอก็ถูกชายาเอกสั่งขังไว้ในเรือน คาดว่านางเองก็คงได้ตายตกตามกันไป
“อย่าร้องไปหงอิง เจ้าหาทางหนีไปเสีย มิเช่นนั้นเจ้าเองต้องตายตามข้าไปเช่นกัน”
“หงอิงจะตามชายารองไปเจ้าค่ะ หงอิงผิดเองที่ไม่ตรวจสอบให้ดีจึงถูกหลอกให้วางยาชายารองเช่นนี้”
“หากจะมีผู้ใดผิด ย่อมเป็นสามีผู้นั้นของข้าและความโง่งมในรักของข้าต่างหากเล่า ข้าจึงต้องเสียบุตรไป หากข้าได้ย้อนเวลาอีกครั้งเราจะไม่ลงเอยเช่นเดิมอีก” หลังจากย้อนเวลามาแก้ไขสิ่งผิดพลาดถึงสามครั้ง แต่สุดท้ายนางก็กลับเข้าวังวนเดิม ได้แต่งเป็นชายารองขององค์ชายสี่ทั้งสามครั้ง และยังตายเพราะพระชายาเอกผู้นี้ถึงสามครั้ง เพราะดื้อรั้น ดื้อดึง โง่งมในรักของตนเอง
หากได้ย้อนเวลาเป็นครั้งที่สามนางจะไม่ยอมแต่งกับบุรุษผู้นั้นอีก แต่แค้นนี้นางจะนำมันไปด้วยจนถึงที่สุด...
ซูเหวินสิ้นใจภายใต้ความเคียดแค้นท่วมท้น แค้นที่ถูกลอบฆ่าถึงสามครั้ง ซ้ำครั้งนี้ยังฆ่าบุตรของนางด้วย หากมิอาจกลับมานางก็จะเป็นผีสางคอยตามรังควานไม่ให้ซูชิงเยียนได้อยู่อย่างสงบ
“คุณหนู ตื่นเถิดเจ้าค่ะ” หงอิงสาวใช้คนสนิทส่งเสียงเรียกเมื่อเห็นว่าเกือบจะสายแล้วคุณหนูก็ยังไม่ตื่นเสียที นางขยับตัวขับความเมื่อยล้า ปรือตามองสาวใช้ ไม่นานก็ลุกผึงขึ้นมา กวาดสายตามองไปรอบห้อง ม่านคลุมเตียงชมพูอ่อน ผ้าปูเตียงสีเดียวกัน ห้องนอนสะอาดสะอ้านหรูหรา ใช่แล้วนี่เป็นห้องนอนของนาง
“ข้าได้กลับมาแล้วจริง ๆ”
“คุณหนูหมายถึงสิ่งใดกันเจ้าคะ”
“ข้าบอกไปเจ้าก็ไม่รู้ ว่ามาเถิดปลุกข้าแต่เช้าเช่นนี้มีสิ่งใด” ซูเหวินถามสาวใช้พลางหย่อนสองเท้าลงข้างเตียง ขอบคุณสวรรค์ ไม่รู้ว่านางทำบุญด้วยสิ่งใดจึงได้โอกาสย้อนเวลาถึงสามครั้งสามคราเช่นนี้ และโอกาสครานี้นางจะไม่ปล่อยให้สูญเปล่า ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะไม่เข้าใกล้ระยะสายตาขององค์ชายสี่อีกเด็ดขาด
“คุณหนูลืมแล้วหรือเจ้าคะ วันนี้ฮ่องเต้ทรงจัดงานโคมไฟในวังอย่างไรเล่าเจ้าคะ” สาวใช้ว่าพลางประคองผู้เป็นจ้านายลงจากเตียง “ไม่เป็นไร ข้าขอคิดสักเดี๋ยว” ซูเหวินตอบพลางเดินคิดเพียงลำพัง
“วันนี้นี่เองที่ข้าจะได้พบกับองค์ชายสี่ เช่นนั้นข้าไม่ควรไปหรือไม่ ไม่ได้ถ้าเช่นนั้นเห็นทีจะถูกท่านพ่อตำหนิ ข้าไม่ไปไม่ได้ ครั้งก่อนที่ย้อนเวลาข้าเลือกไม่ไปร่วมวาดโคมไฟจึงได้เจอกับหนิงจิน คราวนี้จะอย่างไรก็ต้องไปและเอารางวัลมาให้ได้”
“คุณหนูกล่าวสิ่งใดเจ้าคะ ข้าไม่เข้าใจเลย” หญิงสาวว่าจบจึงหมุนตัวกลับมาหาสาวใช้ของตน ยามนี้นางต้องเตรียมตัวได้แล้ว หากช้าจะเข้าวังไม่ทัน “เจ้าไปเตรียมน้ำมาให้ทีข้าจะล้างหน้าล้างตา เช็ดเนื้อเช็ดตัวเสียหน่อย”
พูดจบก็ยืนคิดถึงในอดีตว่าวันนี้ตนเองทำสิ่งใดลงไปบ้าง เพื่อไม่ให้วันนี้ตนเองทำซ้ำสิ่งเดิม จนซ้ำรอยอดีต
“เจ้าค่ะคุณหนู”
“อาภรณ์ใหม่ที่ตัดมาข้าไม่ใส่ ข้าอยากใส่สีเขียว” ครั้งก่อนนางใส่อาภรณ์สีชมพูไปร่วมงานชมโคมไฟ วันนี้นางจะเปลี่ยนทุกสิ่ง
เกือบหนึ่งชั่วยามนางถึงได้ออกจากจวนไปร่วมงานในวัง แม้แต่ทางเข้าวังนางก็เปลี่ยน นางเปลี่ยนให้คนขับรถม้าอ้อมไปทางด้านหลังตรอกการค้าแทน รถม้าถึงกลางซอยต่งซูเหวินเปิดม่านดูภายนอกตรอกนี้นางผ่านมานับครั้งได้เลย
บุรุษผู้หนึ่งถูกคนล้วงกระเป๋านางเห็นกับตาตนเอง แต่บุรุษอีกคนกลับถูกใส่ร้าย ซ้ำยังถูกทหารรุมทำร้ายให้รับสารภาพ นางให้คนขับรถม้าจอดดูเหตุการณ์ ชั่งใจอยู่สักพักจึงเดินลงจากรถม้าไป
“นี่พวกท่านทำสิ่งใดกัน เหตุใดจึงทำร้ายผู้อื่นบาดเจ็บหนักเช่นนี้” ซูเหวินถามทหารยามสองคนที่เพิ่งหยุดทำร้ายชายหนุ่มผู้นี้ไป ทหารยามหันมามองอย่างรำคาญ ด้วยไม่รู้ว่านางเป็นผู้ใดจึงมีทีท่าไม่พอใจ
“เจ้าเป็นสตรีมายุ่งเรื่องผู้อื่นด้วยเรื่องอันใด”
“บังอาจนัก ไม่รู้หรือว่าคุณหนูข้าเป็นผู้ใด” หงอิงก้าวเข้ามาขวางประกาศเสียงกร้าวแก่ทหารยามทั้งสอง ทหารสองนายมองหน้ากัน ชั่งใจว่าจะหยุดดีหรือไม่
“เช่นนั้นเจ้าเป็นผู้ใด”
“คุณหนูข้าเป็นบุตรสาวรองแม่ทัพต่งและหลานสาวของแม่ทัพต่ง ท่านหญิงเจียวจ้าน”
“ขออภัยท่านหญิงที่ล่วงเกิน ข้าน้อยสองคนไม่ทราบ ว่าท่านหญิงเป็นหลานสาวแม่ทัพต่ง จึงได้เสียมารยาทเช่นนี้”
“ไม่รู้ก็ช่างเถิดแต่พวกเจ้าจะทำเช่นนั้นผู้อื่นไม่ได้ อีกอย่างชายผู้นี้ไม่ได้ทำผิด เหตุใดต้องทำร้ายกันเช่นนี้ หากคนผู้นี้เจ็บหนักขึ้นมาพวกเจ้าจะรับผิดชอบได้หรือ” ซูเหวินว่าพลางพยักหน้าให้คนขับรถม้าของตน เดินไปพยุงบุรุษบนพื้นไปทางรถม้า
“ขออภัยท่านหญิง”
“วันนี้ข้ามีกิจธุระต้องเข้าวังจะไม่เอาเรื่องพวกเจ้า แต่หากข้าพบเห็นเรื่องเช่นนี้อีก ข้าจะเขียนฎีกาถึงฮ่องเต้เป็นแน่”
“ขอบคุณท่านหญิงเจียวจ้าน”
นางกลับขึ้นรถม้าให้คนขับรถม้าพาบุรุษผู้นั้นไปส่งโรงหมอก่อนจึงรีบมุ่งหน้าเข้าวัง เท่านี้นางก็ช้ามากแล้ว ใจจริงนางไม่อยากเข้าไปยุ่ง แต่เพราะอดีตนางเป็นสตรีที่ไม่สนใจผู้ใด ไม่คบค้าผู้ใด มักยอมผู้อื่นอยู่เสมอครานี้จึงอยากเปลี่ยนแปลงตนเอง
เมื่อเข้าวังนางก็ไปยังอุทยานทันทีไม่ได้แวะชมดอกไม้ดั่งเช่นแต่ก่อน เพื่อร่วมการแข่งวาดรูปลงบนโคมไฟ หากผู้ใดชนะฮ่องเต้จะทรงประทานรางวัล แม้นางจะเก่งศาสตร์ทั้งสี่แต่ในอดีตนางไม่เข้าร่วมเพราะคิดว่าไม่น่าสนใจ
“คารวะท่านหญิง” ตลอดทางมีคนเข้ามาทักทายมากมาย กระทั่งถึงอุทยานที่จัดงานชมโคมไฟ ก่อนหน้านี้นางมิได้สนใจผู้อื่นจึงเมินเฉยไปเสียหมด ผู้คนใส่ใจนางเพียงเพราะนางเป็นสายเลือดเดียวของตระกูลต่งที่เหลืออยู่
ท่านตาและมารดาของนางเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจ ช่วยรบทัพจับศึกรวมแผ่นดิน แม้ทั้งสองจะพลีชีพในสนามรบเพื่อเป็นการตอบแทนความดีนางจึงได้ถูกแต่งตั้งเป็นท่านหญิง
“ไม่คิดว่าท่านหญิงจะสนใจเข้าร่วมวาดภาพโคมไฟเช่นนี้” หญิงสาวสูงศักดิ์บุตรสาวหนึ่งในขุนนางที่ได้รับเทียบเชิญให้มาร่วมงานกล่าวกับนาง หากจะกล่าวให้ถูกงานในวันนี้ก็ไม่ต่างจากงานนัดดูตัวให้บรรดาองค์ชายเลย ซูเหวินยิ้มให้เล็กน้อย “การแข่งเช่นนี้ผู้ใดบ้างไม่สนใจ แม้แต่เจ้าเองก็สนใจมิใช่หรือ”
“ข้าเพียงอยากรู้ว่าผู้ใดจะเป็นผู้ชนะ มิได้เข้าร่วมด้วย”
“เช่นนั้นก็ขอให้สนุก ข้าขอตัวก่อน” พูดคุยสักครู่ก็ปลีกตัวออกมา ไปนั่งโต๊ะที่ถูกจัดเตรียมไว้ รอฮ่องเต้มาจึงเริ่มการแข่ง นางก้มหน้าเดินไปทิศที่ไม่มีผู้คนแต่ไปได้ไม่เท่าไรก็ชนเข้ากับคนผู้หนึ่ง
ภาวนาในใจจะอย่างไรก็ขอให้อย่าเป็นองค์ชายสี่... นางเงยหน้าขึ้น หรี่ตามองเล็กน้อย พอเห็นหน้าเขาค่อยโล่งอก ขอแค่มิใช่หนิงจินก็เพียงพอ
“ขออภัยคุณชาย ข้าไม่ทันมอง คุณชายบาดเจ็บหรือไม่”
“ข้าไม่เป็นไร ท่านหญิงอย่าได้กังวล”
“คุณชายรู้จักข้าหรือ”
“มีผู้ใดบ้างไม่รู้จักคุณหนูใหญ่สกุลต่ง ท่านหญิงเจียวจ้าน” บุรุษรูปร่างสูงโปร่งไม่อ้วนไม่ผอม ผิวขาวเนียนราวหยกสีงาช้าง ใบหน้าอ่อนใสงดงามดั่งบุปผา นางไม่เคยพบเขามาก่อนจึงไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด
ในอดีตนางไม่ใส่ใจการบ้านเมือง มักเก็บตัวอยู่ที่เรือนตนเองไม่ก้าวก่ายเรื่องการเมือง นางไม่หาญกล้าเท่ามารดา
“หากคุณชายไม่เป็นไร ข้าขอตัว”
“ท่านหญิงเชิญ”