บทที่ 1.1 ชายผู้อุปถัมภ์
“น้าไม่มีปัญญาส่งแกเรียนหรอกนะลันเอ๊ย”
อารีบอกลูกติดสามีขณะนั่งแกะซองจากงานศพ ซึ่งก็ไม่ใช่งานใครที่ไหน ผู้ตายคือสามีของเธอที่เพิ่งเสียชีวิตหมาดๆ ด้วยโรคหัวใจวายฉับพลันเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา และวันนี้ก็ถึงวันที่ต้องเผาผี
“แกก็เห็น งานศพแต่ละวันน้าต้องแกะซองมาใช้จ่าย ไหนจะค่าเช่าวัด ค่าโลงเย็น ค่าไฟ ค่าโน่นนี่อีกหลายพัน”
ลันตาเผลอน้ำตาร่วงรีบยกมือขึ้นปาดมัน อันที่จริงก็เตรียมใจไว้บ้างแล้วว่าต้องออกมาทำนองนี้ แต่ไม่คิดว่าน้ารีจะพูดมันในวันฌาปนกิจศพบิดา
“เงินประกันของพ่อน้าต้องเอาไปจ่ายค่าบ้าน หนี้สินที่พ่อทำไว้อีก คงมีแบ่งให้แกได้ไม่กี่พัน” นางพร่ำพูด โดยที่สองมือยังคงฉีกซองขาว
“โอ๊ะ! ใส่มาตั้งห้าพันเลย”
อารีตาวาวเมื่อสะดุดเข้ากับจำนวนเงินในซอง พลิกมาอ่านชื่อด้านหน้าปรากฏว่าเป็นบริษัทที่สามีทำงานอยู่
“น้ารีไม่ต้องให้ลันหรอก เก็บไว้เถอะ”
ลันตาตัดสินใจไม่รับเงิน เพราะงานพ่อสามวันเธอไม่ได้ช่วยลงขันสักบาท ทำได้เพียงลงแรงทำกับข้าว เสิร์ฟน้ำ เก็บขยะเท่านั้น ต่างจากพาฝันน้องสาวต่างมารดา ซึ่งเป็นลูกที่เกิดจากพ่อกับน้ารี ที่มีอายุห่างกับเธอ 3 ปี รายนั้นนั่งรับแขก ส่งแขกเพราะสุขภาพไม่ค่อยดี ทุกคนที่มางานจึงคิดว่าฝันเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อ แทบไม่มีใครรู้จักเธอเลยสักคนถ้าไม่ใช่คนแถวบ้าน
“เอาไปเถอะ น้าไม่อยากเอาเปรียบ”
พูดจบอารีก็ควักเงินห้าพันบาทจากซองส่งให้ลันตา หญิงสาวหน้าเหวอดันมือท่านกลับ
“งั้นถือว่าลันช่วยค่างานศพพ่อ”
ร่างเล็กที่สวมเสื้อยืดสีดำ กับกางเกงยีนขายาวเดินหลบเลี่ยงผู้คนมายังบริเวณด้านหลังของวัด อีกชั่วโมงก็จะตั้งขบวนเตรียมพาพ่อไปสวรรค์แล้ว หากลันตาทำใจแทบไม่ได้ เธอแอบมาร้องไห้คนเดียวด้วยความเจ็บปวด พยายามต่อสายหาพี่ชายที่ยังไม่รู้ข่าวการจากไปของพ่อ
แต่เพียรโทรเท่าไหร่ก็โทรไม่ติด อันที่จริงติดแต่เขาเลือกที่จะไม่รับสายเธอมากกว่า ลันตามีพี่ชายที่เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน 1 คน แต่พี่ของเธอได้ไปอยู่กับแม่โดยให้เธออยู่กับพ่อและครอบครัวใหม่ นี่ก็ผ่านมานานหลายสิบปีแล้วที่เธอไม่ได้เจอหน้ามารดาเลย มีบางครั้งคราวที่ฝั่งนั้นโทรมาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ส่วนพี่ชายแอบแวะมาหาเธอบางครั้งบางคราวยามว่าง
“แม่เหรอ” เมื่อโทรหาพี่ชายไม่ติด จึงหันหัวเรือต่อสายหามารดา
“ฮึกๆ พ่อตายแล้วนะแม่...แม่พูดงี้ได้ไง นั่นพ่อหนูนะ...พี่ลมไปไหน”
การสนทนายังคงดำเนินต่อไป และเสียงของลันตาก็ดังขึ้นเรื่อยๆ เธออาละวาดเมื่อมารดาพูดจาเห็นแก่ตัวราวกับว่าเธอไม่ใช่ลูกของท่าน และฝั่งพี่ชายนั้นไม่ใช่ลูกของพ่อ
“แล้วหนูกำลังจะไม่ได้เรียน หนูอยากเรียนนะแม่”
บริเวณใกล้ๆ กันมีสายตาคู่หนึ่งจดจ้องแผ่นหลังบางที่สั่นสะท้านอยู่เงียบๆ นอกจากผมยาวที่ถูกมัดเป็นหางม้าแล้วเขาก็ไม่เห็นอะไรเกี่ยวกับเธออีก
“แต่หนูเพิ่งเปิดเทอมได้เดือนเดียวเอง”
ลันตายกมือทึ้งผมตัวเอง แหงนหน้ามองฟ้าทั้งที่ร่างกายยังสั่นสะอื้น นี่หรือคำพูดจากคนเป็นแม่ ท่านเคยรักเธอบ้างไหมอยากถามออกไปเหลือเกิน
“ช่างเหอะ! หนูไม่เรียนก็ได้ ชีวิตหนูจะเป็นยังไงก็ปล่อยมันไป แต่แม่ช่วยติดต่อพี่ลมให้มาวัดด้วย ยังไงวันนี้พี่ลมก็ควรมาหาพ่อนะ เป็นลูกก็ควรมาทำหน้าที่ลูกสักครั้ง จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง”
พูดจบก็เลื่อนโทรศัพท์ออกจากหู ก่อนยัดมันกลับเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีน ยืนนิ่งเช่นนั้นอยู่ครู่หนึ่งเหมือนคนกำลังใช้ความคิด ในหัวมีแต่คำพูดคำจาที่ไร้ซึ่งความปรานีจากมารดา สรุปแล้วโลกก็เหวี่ยงเธอไปมาอีกตามเคย ไม่มีใครเห็นคุณค่าและต้องการเธอจริงๆ สักคน ไม่มีเลย...
ร่างบางหมุนตัวกลับ เดินจ้ำๆ ไปตามทางพื้นหญ้าที่ค่อนข้างแฉะเพราะฝนเพิ่งตกไปเมื่อช่วงเช้า เวลาเดินจึงต้องก้มหน้าตลอดเพราะไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นหลุมเป็นบ่อบ้าง ครั้นเผลอพลาดตกลงไปมีหวังได้ล้างเท้ากันยกใหญ่
“อุ๊ย!” และด้วยความที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเดิน ทำให้ลันตาเบรกไม่ทัน ลำตัวของเธอกระแทกเข้ากับความแข็งแรงของผู้ชายคนหนึ่ง ใช่! เขาต้องเป็นผู้ชาย
“ขอโทษจ้ะ” ลันตารีบถอยหลังหนึ่งก้าว ยกมือขอโทษขอโพย ก่อนเงยหน้ามองดูบุรุษร่างหนาที่เธอเพิ่งชนเขาเต็มแรง แต่รายนั้นกลับยืนนิ่งไม่มีทีท่าสะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย ว่าแต่นี่ใครกัน! เขาใส่สูทสีดำ กับแว่นตาสีดำมางานศพพ่อเธองั้นเหรอ?
ที่มั่นใจว่ามางานบิดา เพราะทั้งวัดมีเพียงศาลาเดียวที่เอาไว้ตั้งศพ ฉะนั้นแน่นอนว่าเขาต้องมาร่วมงานพ่อ ลันตาค่อยๆ ลดสองมือที่ประกบกันลง เมื่อชายคนนั้นไม่คิดแม้แต่จะพูดด้วย สุดท้ายเขาก็เดินผ่านหน้าไปทิ้งความสงสัยไว้ให้เธอเล็กน้อย
“พี่ลันถือเถอะนะ ฝันไม่ไหวหรอก”
พาฝันวางรูปบิดาไว้บนตักพี่สาว เพื่อจะให้เดินในขบวนแทนเธอ ลันตาหน้าเคร่งด้วยกลัวน้ารีจะไม่พอใจ แต่อาการน้องก็ไม่ควรออกไปเดินตากแดดวนรอบเมรุเช่นกัน
“ฝันกลัวตัวเองเป็นลม”
เธอบอกตามตรงเพราะร่างกายไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา แค่เดินปกติยังโซซัดโซเซอย่าบอกใคร แล้วนี่ต้องเดินมาส่งพ่อเป็นครั้งสุดท้าย แค่คิดพาฝันก็น้ำตานองหน้าแล้ว
“ฮึกๆ พี่ลัน”
พาฝันโผกอดพี่สาวต่างมารดา ที่เธอรักประหนึ่งพ่อแม่ท้องเดียวกัน ลันตากอดน้องพลางลูบหัวแกเบาๆ
“เข้มแข็งนะฝัน พ่ออยู่กับเราเสมอ”
พูดปลอบน้องเสียงเบา หากไร้ซึ่งน้ำตาใดๆ ไหลรินหลั่ง ใช่ว่าใจตนแข็งหรอกหนา! หากเธอต้องการเป็นที่พึ่งพาให้คนอื่นบ้าง อย่างน้อยเธอก็ต้องทำให้น้องรู้สึกปลอดภัยไม่ใช่รู้สึกหดหู่…
ขบวนเริ่มเดินโดยมีลันตาถือรูปบิดาไว้ ทุกวินาทีเคลื่อนตัวไปท่ามกลางความโศกเศร้าแต่หญิงสาวไม่มีน้ำตาสักหยด กระทั่งร่างไร้วิญญาณของผู้ตายอยู่ในเตาเผา และนั่นเป็นสิ่งที่ลันตาจะจดจำไม่มีวันลืม ไม่มีผู้ชายคนไหนประเสริฐเท่าพ่อของเธออีกแล้ว
‘หลับฝันดีนะพ่อจ๋า ชาติหน้าหนูขอให้เราได้เกิดมาเป็นครอบครัว ได้ใช้ชีวิตด้วยกันอีก ชาตินี้พ่อเหนื่อยมามากแล้ว พ่อพักผ่อนให้สบายนะจ๊ะ’