บ้านที่ไม่ใช่ของเราอีกต่อไป
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากบันไดไม้เก่า ปาลิดาวางมือ จากการจัดกล่องหนังสือ ใจของเธอสั่นไหว ไม่ใช่เพราะเสียงที่ได้ยิน แต่เพราะสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ต่างหาก
กล่องพวกนี้…คือความทรงจำของบ้าน ที่กำลังจะไม่ใช่ “บ้าน” อีกต่อไป
“แม่ พ่อ...เหนื่อยหน่อยนะคะ” เธอหันไปพูดกับหญิงวัยกลางคนผิวคล้ำ ที่นั่งพับเพียบอยู่ข้างชายชราที่นอนห่มผ้าผืนบางอยู่บนโซฟา
นางปรียาพรแม่เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาชื้นไปด้วยน้ำตา พยักหน้าเบา ๆ
“ไม่เป็นไรลูก…แม่อยู่ได้ แค่พ่อฟื้นตัวได้บ้าง แม่ก็พอใจแล้ว…”
ปาลิดาฝืนยิ้ม เธอไม่อยากให้แม่เห็นน้ำตาอีกแล้ว หลังจากเจอข่าวร้ายซ้ำ ๆ มานับปี ตั้งแต่บริษัทฯ และกิจการของครอบครัวที่รุ่งเรืองมาตลอดยี่สิบปีล่มลง จากวิกฤติเศรษฐกิจ ต่อด้วยเจ้าหนี้มากมายที่มาไล่บี้ไม่หยุด รวมถึงธนาคารที่เพิ่งฟ้องยึดบ้าน
บ้านหลังใหญ่ที่เธอเติบโต บ้านที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะในวัยเด็ก บัดนี้กลับมีแต่เสียงถอนหายใจ
“ปานกับเปรมว่าไงบ้างลูก?” แม่ถามอย่างมีหวัง
คำถามนั้นทำให้ปาลิดาชะงัก
“...พี่ปานบอกติดงานกับสามีที่ญี่ปุ่น ส่วนพี่เปรมไม่รับสายค่ะ”
เธอไม่กล้าพูดออกไปว่า พี่ทั้งสอง ไม่แม้แต่จะรับโทรศัทพ์ และดูเหมือนว่า สองคนนั้นจะบล็อคเบอร์เธอ พี่ชายกับพี่สาวต่างแต่งงานไปอยู่บ้านหรู มีชีวิตสุขสบาย ปล่อยให้เธอที่เป็นลูกสาวคนเล็ก ต้องรับหน้าที่ดูแลพ่อแม่ และทุกอย่างภายในบ้าน
ปาลิดาไม่อยากจะคิดไปเองว่า พี่สาวกับพี่ชายมีส่วน ทำให้ครอบครัวล้มละลาย จนถูกยึดทรัพย์ นานหลายปีแล้วที่เธอต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายในบ้าน ซึ่งเวลานี้มีค่ารักษาพ่อเพิ่มขึ้นมา ทั้งหมดนั้นเธอต้องรับผิดชอบคนเดียว
ปาลิดาขนของชิ้นสุดท้ายขึ้นรถ ประตูรั้วหน้าบ้านถูกเปิดออก เจ้าหน้าที่ธนาคารในชุดสูทเรียบหรูเดินเข้ามาพร้อมเอกสารยึดทรัพย์
ปาลิดาสูดลมหายใจลึก…ก่อนจะพยักหน้า เอ่ยสั้นๆกับเจ้าหน้าที่ธนาคาร
“ดิฉันขอเวลาอีกสิบนาทีค่ะ...”
เธอเดินเข้าไปหยิบของชิ้นหนึ่งออกมาจากลิ้นชักโต๊ะไม้เล็ก ๆ กล่องดนตรีของขวัญจากพ่อ ท่านซื้อให้เธอเมื่อตอนอายุสิบขวบ
กล่องนั้นคือความทรงจำชิ้นสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป
3 เดือนต่อมา ปาลิดาพาพ่อกับแม่มาอาศัยอยู่ในห้องแคบๆในอพาร์ทเม้นท์เก่าๆชั้นห้า ไม่มีลิฟต์
จากที่สมัยก่อนเคยนอนสบายๆเป็นคุณหนูลูกเจ้าของกิจการ แต่กลับกันกับตอนนี้ ที่หญิงสาวต้องกลายเป็นคน นอนไม่เคยพอ ต้องรีบตื่นแต่เช้า เตรียมกับข้าวไว้ให้แม่ เสร็จจากงานบ้านทุุกอย่าง รีบหิ้วถุงข้าวต้มไปส่งพ่อที่โรงพยาบาล วันไหนแม่สบายดี ก็จะไปดูแลพ่อที่โรงพยาบาล วันไหนที่ไม่ค่อยสบาย เธอจะให้แม่นอนพักที่ห้อง หลังส่งข้าวต้มให้พ่อแล้ว หญิงสาวรีบไปทำงานเป็นแอดมิน ร้านขายของออนไลน์ ที่เพื่อนช่วยฝากให้
เงินเดือนสองหมื่นต้องแบ่งใช้จ่าย ค่าห้อง ค่ายา ค่ากับข้าว แล้วก็ค่าหนี้สินก้อนโตที่พ่อเคยกู้มาลงทุนครั้งสุดท้ายก่อนล้มละลาย
...ซึ่งมันยังไม่ได้ชำระแม้แต่บาทเดียว
และวันนี้...เสียงโทรศัพท์จากสำนักงานทนายความดังขึ้นอีกครั้ง
“คุณปาลิดาใช่ไหมครับ? ทางเราได้รับเรื่อง การโอนหนี้จากเจ้าหนี้เดิมมายังผู้ถือใหม่ ขอให้คุณติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง มิฉะนั้นจะมีการฟ้องร้องตามขั้นตอน”
ปาลิดานั่งนิ่งในความเงียบ
‘ผู้ถือใหม่?’
หญิงสาวพยายามโทรกลับตามเบอร์ในข้อความ
แต่คนที่รับสายกลับไม่ใช่ใครที่เธอคุ้นเคย
“ผมคือเจ้าหนี้คนใหม่ของคุณ ปาลิดา”
เสียงทุ้มต่ำของคนในสายฟังแล้วเป็นน้ำเสียงที่เรียบนิ่งก็จริง แต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดันจนเธอรู้สึกได้ถึงบางอย่าง
“อย่าคิดหนี อย่าคิดผลัด และอย่าคิดว่าผมจะใจดี เพราะผมไม่เคยใจดีกับใคร โดยเฉพาะลูกหนี้...”
ปาลิดา วางโทรศัทพ์ลงอย่างอ่อนแรง ไม่มีคำพูดอะไรออกจากปากเธอ มืดมนไปทุกทาง
2 วันถัดมา – หน้าสำนักงานใหญ่ “สิงหา อินเวสต์เมนต์”
ปาลิดาออกจากบ้านแต่เช้า หญิงสาวสวมชุดเรียบง่ายแต่ดูดี เดินทางมาตามนัด เบื้องหน้าของเธอตอนนี้คือ ตึกสูงใหญ่ระฟ้า
ถึงแม้ใบหน้าสวยของเธอจะเรียบเฉย แต่ภายในใจนั้นกังวลมากเกินบรรยาย
ใครกันที่กล้ารับซื้อหนี้ครอบครัวเธอทั้งหมดในราคาสูง...ไม่ให้ผ่อนชำระ ไม่เจรจา?
หญิงสาวเดินเข้าห้องประชุมใหญ่ แอร์เย็นเฉียบ ตามที่เลขาของอีกฝ่ายนัดไว้ ไม่นานประตูไม้บานใหญ่ก็เปิดออก
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่...ก้าวเข้ามา
อายุของเขาน่าจะสามสิบปลายๆ รูปร่างสูงใหญ่ในสูทเข้ารูป ใบหน้าข้างขวาของเขามีรอยแผลเป็นยาวลากตั้งแต่ใต้ตาจรดแนวกราม
แผลเป็นทำให้เขาดูน่ากลัว แววตาคู่นั้น…ดุ เย็นเยียบจนเธอสะท้าน
“ผมชื่อสิงหา เป็นเจ้าหนี้ของคุณ และเป็นคนเดียวที่สามารถช่วยให้คุณ...ไม่ต้องตกนรกทั้งเป็น”
ปาลิดาเงยหน้ามองสิงหา ฟังเขาเงียบๆ
“แต่ผมไม่ชอบช่วยคนฟรีๆ”
เขาเดินเข้ามาใกล้มากขึ้น โดยไม่สนใจเลขาของเขาที่นั่งอยู่ริมโต๊ะ
“คุณ…จะต้องเป็นของผม”
ปาลิดาตกใจ ตาเบิกโพรง ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเป็นเสียงของเขาจริงๆ พยายามคิดว่า เป็นเสียงแว่วมากจากที่ใดที่หนึ่ง
"คุณว่ายังไงนะคะ คืออะไร ฉันไม่เข้าใจ"
"หน้าตาก็สวยดีนี่ ไม่น่าโง่เลยนะ อย่ามาทำเป็นไร้เดียงสาไปหน่อยเลย"
"อะไรนะคะ คุณช่วยพูดให้ชัดเจนกว่านี้ได้ไหม"
"เนี้ย....ผู้หญิง ฉันล่ะเบื่อจริงๆเลย ทำเป็นเล่นตัว ทั้งที่ไม่ควรเล่น"
ปาลิดาหน้าชา ไม่เคยมีใครมาพูดในลักษณะแบบนี้กับเธอมาก่อน ถึงเขาจะเป็นเจ้าหนี้ แต่เขาก็ไม่ควรกล่าววาจาไม่สุภาพกับผู้หญิง พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ตัวเองไว้ เธอจะพยายามนิ่งให้มากที่สุด สับสนมึนงงไปหมด นี่เธอต้องมาเจอกับอะไร อยากจะให้เป็นแค่ความฝัน ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่า ทุกอย่างเป็นความจริง
ปาลิดาจ้องมองผู้ชายตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ
“หมายความว่ายังไงคะ...ที่คุณบอกว่าฉันต้องเป็นของคุณ?” เสียงของเธอเรียบแต่เยือกเย็น ทั้งที่ในใจนั้นสั่นกลัวไปหมด
สิงหาเหยียดยิ้มมุมปาก
สำหรับปาลิตา มันช่างเป็นยิ้มที่น่าเกลียดที่สุด เท่าที่เธอเคยเห็นมา
“หนี้ทั้งหมดของเธอ ฉันรับไว้แล้ว ทั้งต้น ทั้งดอก ทั้งค่าฟ้อง รวมทั้งหมดคือ...เจ็ดล้านห้า”
ปาลิดาเม้มปากแน่น
เจ็ดล้านห้า…มันคือจำนวนที่พ่อเธอ กู้ในนามของบริษัทฯก่อนจะล้มละลาย และหนี้ที่สะสมมาตลอดสองปีที่ผ่านมา มันกลายเป็นระเบิดเวลา
“ฉันขอผ่อนชำระค่ะ ฉันทำงาน มีรายได้ จะทยอยจ่ายให้คุณทุกเดือน...”
“เธอทำงานได้เดือนละเท่าไหร่?” เขาขัดขึ้น
“...สองหมื่นค่ะ”
สิงห์หาหัวเราะเบา ๆ อย่างดูแคลน การดูแคลนของเขา มันแสดงออกมาทั้ง ท่าทาง หน้าตา คำพูด และสายตา
“ถ้าฉันใจดีให้จ่ายเดือนละสองหมื่น...เมื่อไหร่ฉันจะได้เงินคืนทั้งหมด มิแก่ตายก่อนหรอกรึ” เขาโน้มตัวเข้ามา ดวงตาสีเข้มราวน้ำหมึกจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเธอ “แต่ฉันไม่ใช่คนใจดีขนาดนั้น”
ปาลิดาเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง
เขาคือเจ้าหนี้ที่น่ากลัวที่สุด...
เพราะเขาไม่ใช่แค่ต้องการเงิน
“แล้วคุณต้องการอะไรจากฉัน?”
“ก็บอกแล้วไงว่า ฉันต้องการเธอ” เขาพูดชัดถ้อยชัดคำ “ต้องการอย่างที่ผู้ชายทั่วไปต้องการ”
ราวกับมีพายุซัดเข้าใส่กลางใจของหญิงสาว
ปาลิตายืดตัวขึ้นอย่างสง่างาม แม้หัวใจจะเต้นรัว
“ขอโทษนะคะ ฉันไม่ใช่สิ่งของ และฉันไม่ขายตัว”
“เธอไม่ขาย แต่ฉันจะ ‘ซื้อ’ ทุกอย่างรอบตัวเธอ” เขาตอบทันควัน “ไม่เชื่อก็ลองดูสิปาลิตา...เธอทำงานที่ไหนนะ? ร้านออนไลน์เล็ก ๆ ใช่ไหม?”