เพล้ง!!!
เสียงจานและถาดอาหารที่ตกกระทบลงกับพื้น เศษอาหารกระจัดกระจายระเนระนาดไปทั่วพื้นของเรือนใหญ่ เหล่าบ่าวไพร่ยังคงยืนก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัวกับกิริยาของผู้เป็นนายในตอนนี้ ‘หลันซีจวิ้นจู่’ ท่านหญิงอันดับหนึ่งในแคว้นมู่ ผู้มีสมญานามว่าสตรีผู้เป็นดั่งหมอนปักลาย1 แต่ดูเหมือนหลันซีจวิ้นจู่ผู้นี้นอกจากรวยทรัพย์และอำนาจบารมีแล้ว นางกลับมีรูปลักษณ์อันน่าอัปลักษณ์เหมือนดั่งนิสัยของนางอย่างยิ่ง ดูท่าแล้วหมอนปักลายนั้นอาจจะอ่อนด้อยไปเมื่อเทียบกับนาง สำหรับสตรีที่น่าเกลียดทั้งรูปโฉมและอุปนิสัยเช่นนี้คงต้องเรียกว่า ‘ผ้าขี้ริ้วปักลาย’ ถึงจะถูก
“อาหารนี้ผู้ใดเป็นคนปรุง!” หลันซีจวิ้นจู่ชี้นิ้วใส่เหล่าบ่าวไพร่ที่ยืนหัวหด เสี่ยวเฉียวยืนหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อปลายนิ้วของเฟิ่งซีอวิ๋นชี้มาที่ตน “เจ้าเป็นบ่าวรับใช้ของข้า กล้าเอาอาหารสุนัขมาให้ข้ากินรึ?!”
“บ...บ่าวกำชับแม่ครัวดีแล้วเจ้าค่ะ พ...พวกนางสรรหาวัตถุดิบอย่างดีมาปรุงอาหารให้ท่านหญิง ขอท่านหญิงโปรดอภัย!” เสี่ยวเฉียวกล่าววิงวอนทั้งน้ำตาด้วยความหวาดกลัว
เพียะ
เสียงฝ่ามือของหลันซีจวิ้นจู่ฟาดลงไปที่ใบหน้าของบรรดาบ่าวรับใช้รายคน บรรดานางบ่าวรับใช้ต่างหน้าหันไปตามแรงตบของท่านหญิงผู้เป็นนาย พวกนางต่างก้มหน้าเอาฝ่ามือกุมใบหน้าของตนที่ถูกตบ น้ำตาหลั่งไหลรินด้วยความหวาดกลัวต่อการกระทำของท่านหญิงหลันซี
หลันซีจวิ้นจู่ได้ฟังคำของบ่าวคนหนึ่งพลันบันดาลโทสะ ฝ่ามือของนาง
_________________________
1หมอนปักลาย หมายถึง สตรีที่งดงามแค่ภายนอกเท่านั้น
ขยุ้มเส้นผมของบ่าวผู้นั้นอย่างเดือดดาล พลางจ้องมองด้วยสายตาดุดันราวกับจะประหัตประหารให้ม้วยในคราเดียว “เจ้ากล้าเถียงข้ารึ?!”
“ไม่...ไม่เจ้าค่ะ อ๊ากกกก!!!” นางบ่าวผู้น่าสงสารคนนั้นร้องโหยหวนเสียงดังอย่างเจ็บปวด เมื่อถูกน้ำแกงร้อนๆ จาก ท่านหญิงหลันซีเทราดใส่หนังศีรษะของตนเอง นางนอนดิ้นเจ็บปวดทุรนทุราย ทั้งเกลียดชังและเคียดแค้นเฟิ่งซีอวิ๋นยิ่งนัก นี่น่ะหรือคือตัวตนของสตรีที่ฮองเฮากับฝ่าบาททั้งรักและเมตตา นางมารร้ายยิ่งนัก!
นางคือปีศาจ..!
“เดี๋ยวก่อนสิน้องหญิง เจ้าทำแบบนี้ไม่เกินไปหน่อยหรอกรึ?” เสียงหวานของเซี่ยซูเจี๋ยดังขึ้นมาจากทางเข้าประตูเรือน หลันซีจวิ้นจู่หันไปตามที่มาของเสียงมองผู้มาเยือนใหม่อย่างไม่สบอารมณ์ เซี่ยซูเจี๋ยมีฐานะเป็นลูกพี่ลูกน้องของเฟิ่งซีอวิ๋น แม้จะมีฐานันดรศักดิ์ต่ำกว่าเฟิ่งซีอวิ๋น แต่ทว่าอย่างไรก็ย่อมเป็นธิดาของคนโตจะไม่ให้ความเคารพย่อมไม่ได้
เฟิ่งซีอวิ๋นหรือท่านหญิงหลันซีตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง นางรู้สึกขัดใจยิ่งนักยามเห็นเซี่ยซูเจี๋ยแสดงท่าทีอ่อนแอ สงสารผู้อื่นเช่นนี้ “นางเป็นบ่าวรับใช้ของข้า เป็นคนที่ท่านแม่ของเจ้ามอบมาให้มิใช่รึ? นางทำงานไม่ดีก็ย่อมเป็นหน้าที่ของท่านหญิงอย่างข้าที่จะสั่งสอน”
เซี่ยซูเจี๋ยลุกขึ้นประจัญหน้ากับเฟิ่งซีอวิ๋นอย่างเอือมระอา นางส่งสายตาให้บ่าวของตนเองพานางบ่าวผู้โชคร้ายคนนั้นออกไป ก่อนที่คนอื่นๆ จะทยอยตามออกกันไปจนหมด
“ช่างเป็นพี่สาวที่ประเสริฐนัก ส่งคนของตนเองมารับใช้ข้า คอยเอาอกเอาใจข้า หาทางกลั่นแกล้งข้า” เฟิ่งซีอวิ๋นกางพัดอย่างไม่สนใจ ตั้งแต่เด็กจนโตเฟิ่งซีอวิ๋นถูกมารดาบิดาประคบประหงมมาอย่างดี ด้วยมารดามีศักดิ์เป็นถึงพระขนิษฐาของฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบัน สถานะของนางจึงสูงส่งเป็นถึงท่านหญิงแห่งราชวงศ์ อีกทั้งยังมีพี่ชายลูกพี่ลูกน้องซึ่งเป็นองค์รัชทายาทของแคว้นมู่ ไฉนเลยจะมีใครหาญกล้ามาขัดใจนางได้ ยกเว้นแต่พี่สาวคนนี้อย่างเซี่ยซูเจี๋ยที่ชอบแสดงท่าทีออดอ้อนฉอเลาะให้ผู้คนล้วนสงสาร เฟิ่งซีอวิ๋นรังเกียจท่าทีแบบนี้ที่สุด
“พี่กับท่านแม่มิได้มีเจตนาร้ายต่อเจ้า...” เซี่ยซูเจี๋ยใช้วาจาอ่อนหวานเอ่ย
เฟิ่งซีอวิ๋นหุบด้ามพัดลง นางมองเซี่ยซูเจี๋ยด้วยหางตา “ดูท่าทางที่ข้าลงโทษคนของเจ้าคงไม่เพียงพอ ถึงได้เหิมเกริมกระทำตนเทียบเคียงข้า...” นางมองเซี่ยซูเจี๋ยสักครู่ ก่อนจะนั่งลงไขว่ห้างแล้วเอ่ยอย่างถือดี “ต่อให้เจ้าจะเป็นพี่สาวลูกพี่ลูกน้องกับข้า แต่ข้าสถานะสูงกว่า อีกทั้งมีศักดิ์เป็นท่านหญิง และอีกไม่นานนี้จะเป็นพระชายาองค์รัชทายาท เจ้าควรเจียมตนเสียบ้างว่าจะต้องทำตัวกับข้ายังไง”
เซี่ยซูเจี๋ยยิ้มอย่างฝืนรับ “รู้เจ้าค่ะท่านหญิง”
“ถ้ารู้แล้วก็ไสหัวไป! ข้าเกลียดท่าทีเช่นนี้ของเจ้าที่สุด!” เฟิ่งซีอวิ๋นเอ่ยปากไล่อย่างไม่แยแส นี่ล่ะ...คือตัวตนที่แท้จริงของเฟิ่งซีอวิ๋นหรือท่านหญิงหลันซี นางเกลียดคนอย่างเซี่ยซูเจี๋ยที่สุด!
แต่ทว่าวีรกรรมของเฟิ่งซีอวิ๋นในนิยายยังไม่จบแค่นี้ เพราะตอนนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างลือกระฉ่อนกันถึงความร้ายกาจที่นางลงมือตบตีบ่าวไพร่พวกนั้นอย่างไม่ปราณี อีกทั้งเรื่องที่นางต่อว่าเซี่ยซูเจี๋ยอย่างไร้น้ำใจ ทำให้นางต้องกลายเป็นท่านหญิงผู้ร้ายกาจที่ไม่อยากมีผู้ใดมาสานสัมพันธ์ด้วย และความร้ายกาจของนางนี้เองที่ลือสะพัดไปถึงหูของรัชทายาทแห่งแคว้นเว่ย ‘เว่ยเลี่ยงหรง’ แม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นหน้านางมาก่อน แต่กิตติศัพท์ความร้ายกาจที่เขา
ได้ยินมา ทำให้เขานั้นเข็ดขยาดที่จะต้องเผชิญหน้ากับสตรีร้ายกาจผู้นี้
วีรกรรมของเฟิ่งซีอวิ๋นแม้จะมีนับไม่ถ้วน ทว่าฮ่องเต้และฮองเฮากลับไม่เคยลงโทษนางเลยสักครั้ง ทำอย่างมากสุดก็แค่ตำหนิเท่านั้น ทำให้เหล่าบ่าวไพร่ที่เคยถูกนางทำร้ายล้วนไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“ป้าได้ข่าวว่าเจ้าตบตีนางบ่าวผู้นั้นหรือ?” ‘หลี่ฮองเฮา’ ทรงตรัสถามหลานสาวด้วยพระสุรเสียงอ่อน ทรงรู้อุปนิสัยของเฟิ่งซีอวิ๋นดี แม้นางรูปกายภายนอกจะไม่งดงามมาก แต่ทว่าหากมองลึกภายในจิตใจแล้วนับว่าเป็นคนดีคนหนึ่งเลยทีเดียว
เฟิ่งซีอวิ๋นวางจอกชาลง นางพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยตอบ “เพคะ หลานพบว่าบ่าวผู้นั้นเป็นคนของเซี่ยซูเจี๋ย อีกทั้งอาหารที่นำมาปรุงให้หลานล้วนเป็นของที่ไม่สดสะอาด เงินจำนวนมากที่ท่านแม่มอบให้พวกนางนำไปซื้อวัตถุดิบดีๆ ล้วนตกเป็นของติงฮูหยินกับเซี่ยซูเจี๋ยหมด หากหม่อมฉันไม่ทำเช่นนี้เกรงว่าสองแม่ลูกนั้นคงจะได้ใจไปอีกนาน”
หลี่ฮองเฮากุมมือของเฟิ่งซีอวิ๋นด้วยความห่วงใย “ป้ารู้ แต่วิธีการแสดงออกของเจ้านั้นค่อนข้างรุนแรงมากไป หากเจ้าจะลงโทษป้าขอให้เจ้าลงโทษแบบรุนแรงครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เจ้าจะเดินทางไปพบองค์รัชทายาทที่แคว้นเว่ยเถิดนะ”
“เสด็จป้าก็ทรงรู้นี่เพคะ รัชทายาทเว่ยเลี่ยงหรงไม่ใคร่โปรดปรานหลาน เขามีสตรีในดวงใจอยู่แล้ว อีกทั้งข่าวลือของหลานก็แพร่สะพัดไปไกลมาก...” เฟิ่งซีอวิ๋นเอ่ย
“หลานป้าสู้คนมาตลอด กลายเป็นคนยอมแพ้ได้อย่างไร เชื่อป้าเถิด...รัชทายาทต้องไม่หลงเชื่อคำเล่าลือพวกนั้นเป็นแน่” หลี่ฮองเฮาทรงเลี้ยงดูเฟิ่งซีอวิ๋นมาตั้งแต่นางยังเยาว์วัยด้วยเพราะพระนางนั้นไม่มีบุตรสาว กอปรกับหม่าฮูหยินนั้นให้กำเนิดบุตรสาวขึ้นมา พระนางจึงทรงเอ็นดูเป็นพิเศษ ขนาดที่ฮ่องเต้ทรงรู้ว่าพระนางโปรดปรานหลานสาวผู้นี้มากเพียงใดจึงทรงพระราชทานยศท่านหญิงให้ทีเดียว
เมื่อคิดเว่ยเลี่ยงหรงแล้ว รอยยิ้มของเฟิ่งซีอวิ๋นพลันปรากฏขึ้นมาบนใบหน้างดงาม “ไม่รู้ว่าผ่านไปห้าปีแล้ว รัชทายาทเว่ยเลี่ยงหรงจะจำหลานได้หรือไม่”
เพราะเมื่อห้าปีก่อนที่เคยเจอกันนั้นพวกเขาทั้งสองเจอกันแค่ผิวเผินเท่านั้น ทว่าดูเหมือนเว่ยเลี่ยงหรงในวัยสิบแปดชันษาจะยังไม่มีท่าทีชมชอบนางเท่าใด ต่างกับเฉินเป่าหลิงหรือเฉินฮองเฮาที่เป็นเสด็จแม่ของเขา ซึ่งทรงพระทัยดีกับนางไม่ต่างจากหลี่ฮองเฮานัก แต่ว่าเมื่อนึกถึงเรื่องราวเมื่อห้าปีก่อนทีไร นางอดชิงชังเซี่ยซูเจี๋ยไม่ได้นัก ต่อให้อีกฝ่ายจะมีสถานะที่ต่ำกว่า แต่ทว่ากลับได้รับความสนใจจากอู๋ไทเฮาซึ่งเป็นเสด็จย่าของเว่ยเลี่ยงหรง อีกทั้งยังมีความสนิทสนมกับเขามากกว่านางเสียอีก!
“หลานได้ข่าวว่าเซี่ยซูเจี๋ยได้รับอนุญาตให้เดินทางไปพร้อมหลานด้วยหรือเพคะ” เสียงของเฟิ่งซีอวิ๋นแข็งกระด้างขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อนางนึกถึงญาติผู้พี่ของตนที่งดงามกว่า กิริยาวาจาอ่อนหวานกว่า มีสถานะที่ต่ำศักดิ์แต่กลับได้รับความนิยมชมชอบมากกว่านางที่มีสถานะเป็นท่านหญิงเสียด้วยซ้ำ
“ใช่แล้วล่ะ ทางอู๋ไทเฮาเสด็จย่าของเว่ยเลี่ยงหรงส่งคนมาเชิญนางด้วยตนเอง ป้าก็เลยขัดไม่ได้ แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไป ป้าเชื่อว่าเจ้าต้องเอาชนะพระทัยรัชทายาทได้แน่นอน” เสด็จป้าฮองเฮากล่าวให้ความหวังเช่นนี้มีหรือที่คนหยิ่งยโสอย่างเฟิ่งซีอวิ๋นจะไม่ลำพองใจ
‘เซี่ยซูเจี๋ย ข้าเป็นถึงท่านหญิงของราชวงศ์ เจ้าอย่าคิดมาตัดหน้าแย่ง
ของที่เป็นของข้าไป!’
วันต่อมา ขบวนออกเดินทางสู่แคว้นเว่ยของท่านหญิงหลันซีอันยิ่งใหญ่สมฐานะ ค่อยๆ เคลื่อนพลในฐานะตัวแทนของแคว้นมู่เดินทางสู่แคว้นเว่ย หลันซีจวิ้นจู่แต่งกายในอาภรณ์งดงามค่อยๆ เยื้องย่างฝ่าเท้าขึ้นเกี้ยวอันหรูหราของตนเอง ก่อนจะสังเกตเห็นเซี่ยซูเจี๋ยกำลังจะขึ้นตามมา
นางเลิกคิ้วมองเซี่ยซูเจี๋ย “ใครให้เจ้าขึ้นมาบนเกี้ยวของข้า”
“...” เซี่ยซูเจี๋ยนิ่งอ้าปากค้างไปชั่วขณะ นางหันมามองบ่าวรายรอบทิศอย่างอับอาย “เอ่อ คือว่า”
ติงฮูหยินเดินมาหาหลันซีจวิ้นจู่เบาๆ แล้วกระซิบเอ่ย “ให้พี่สาวของเจ้าขึ้นไปด้วยมิได้รึ?”
“หึ” หลันซีจวิ้นจู่กดยิ้มลึกที่มุมปาก นางมองเซี่ยซูเจี๋ยอย่างเย้ยหยัน “นี่คือขบวนของข้า ขบวนของพระชายารัชทายาทเว่ยเลี่ยงหรง ในสาสน์เชิญนั้นก็ระบุเป็นชื่อข้า ส่วนของบุตรสาวท่าน...เอ๊ะ ข้าได้ข่าวว่าอู๋ไทเฮาทรงเชิญเองมิใช่รึ ถ้าเช่นนั้นก็ต้องหาทางไปเอง มิใช่มานั่งร่วมขบวนกับข้า”
“มันจะมากไปแล้วนะเฟิ่งซีอวิ๋น!” ติงฮูหยินหรือติงจินเหลียงกล่าวกับเฟิ่งซีอวิ๋นด้วยใบหน้าถมึงทึงกับน้ำเสียงแข็งกระด้าง “เจ้าจะให้สกุลเฟิ่งกับสกุลเซี่ยอับอายหรืออย่างไร?”
เฟิ่งซีอวิ๋นเดินเข้าไปในนั่งเกี้ยวของนางอย่างอารมณ์ดี นางกางพัดของตนเองออกเล็กน้อยก่อนจะยิ้มตอบอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของสกุลเซี่ย ไม่เกี่ยวกับสกุลเฟิ่ง ถ้าบุตรสาวเจ้ามีความกล้ามากพอที่จะไปเจอว่าที่พระสวามีของข้า ก็หาทางไปเองสิ”
เซี่ยซูเจี๋ยกล่าวกับมารดาน้ำเสียงสะอื้น “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านแม่ ใน
เมื่อท่านหญิงไม่ยินดี ลูกเดินไปก็ได้เจ้าค่ะ”
เฟิ่งซีอวิ๋นปรายหางตามองอย่างไม่สนใจ นางสั่งกับสารถีเสียงดังว่า “ออกเดินทาง ชักช้าจะเสียเวลา!”
ขบวนของเฟิ่งซีอวิ๋นเดินทางรอนแรมมาได้สามวันก็เกือบจะเข้าสู่เขตแคว้นเว่ย ยามนี้ดึกสงัดจึงไร้ผู้คนออกมาเดินพลุกพล่าน ท่านหญิงอันดับหนึ่งของแคว้นมู่ตัดสินใจซื้อโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดของเมืองต่งก่อนจะเดินทางเข้าสู่แคว้นเว่ยในวันรุ่งขึ้น
เสี่ยวเฉียวหอบข้าวของของเฟิ่งซีอวิ๋นตามเข้ามาแบบพะรุงพะรัง
“ข้าซื้อโรงเตี๊ยมทั้งหมดนี้ ข้าต้องการความเป็นส่วนตัว นอกจากข้ากับคนของข้า...” นางปรายตามองเซี่ยซูเจี๋ยทางด้านหลังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก “นอกจากข้ากับคนของข้า ห้ามผู้ใดเข้ามาพักทั้งนั้น คืนนี้ข้าจองที่นี่ทั้งหมด”
เฟิ่งซีอวิ๋นโยนถุงเงินจำนวนมากให้กับเสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยม
“ท่านหญิง แล้วคุณหนูเซี่ยล่ะเจ้าคะ ดีร้ายนางก็เป็นพี่สาวท่าน สู้ท่านให้นาง...” เสี่ยวเฉียวมองเซี่ยซูเจี๋ยที่ยืนสงบเสงี่ยมด้วยความสงสาร
พรึ่บ!
เฟิ่งซีอวิ๋นหุบด้ามพัดลง นางเขม้นมองเสี่ยวเฉียวอย่างไม่สบอารมณ์ “นางหรือข้าใครกันที่เป็นนายเจ้า”
เซี่ยซูเจี๋ยยิ้มทำใจดีสู้เสือ นางบอกกับเสี่ยวเฉียวอย่างอ่อนโยนว่า “ไม่เป็นไรหรอก ประเดี๋ยวข้าหาที่พักเล็กๆ นอนก็ได้”
หลันซีจวิ้นจู่ไม่แม้แต่จะชำเลืองหางตามามองเซี่ยซูเจี๋ยอีกต่อไป นาง
หันหลังให้แล้วกล่าวเพียงแค่ว่า “ข้าได้ข่าวว่าไทเฮาแอบส่งสาสน์มาเชิญเจ้าด้วยตนเองเลยมิใช่รึ?! เช่นนั้นถ้าเจ้ามีความสามารถพอที่จะเข้าวังหลวงของแคว้นเว่ยในตอนนี้ โดยไม่โดนเฉินฮองเฮาตำหนิ ก็เชิญตามสบายเลยนะ แต่ว่าที่พระชายาอย่างข้าคงไม่อาจทำเช่นเจ้าได้”
“มันจะมากไปแล้วนะเจ้าคะท่านหญิง!” บ่าวคนหนึ่งของเซี่ยซูเจี๋ยเอ่ยโพล่งขึ้นมา นางก้าวเดินขึ้นมาอยู่ข้างหน้าเจ้านายของตนเองอย่างปกป้อง
เฟิ่งซีอวิ๋นหุบด้ามพัดลง รอยยิ้มที่เคยประดับบนใบหน้าบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความบึ้งตึง นางเดินเข้ามาใช้ฝ่ามือของตนเองบีบปลายคางของบ่าวผู้โอหังนั้นอย่างรวดเร็ว นางค่อยๆ กวาดสายตามองทั่วใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างสำรวจ ก่อนจะสะดุดกับรอยฝ่ามือของตนเองบนใบหน้าอีกฝ่าย
“รอยที่ข้าฝากเอาไว้บนหน้าเจ้ายังอยู่เลย หากเจ้าไม่กลัวเกรงจะให้ข้า
เปิดเผยนายของเจ้าดีหรือไม่?!” เซี่ยซูเจี๋ยรู้ดีว่าคนอย่างเฟิ่งซีอวิ๋นมิได้จะขู่อย่างเดียว นางรีบออกตนมาปกป้องบ่าวของตนเอง
“พี่ขอเถิดนะท่านหญิง เดี๋ยวพวกเราจะหาที่พักแถวๆ นี้เอง เชิญท่านหญิงพักผ่อนเถิด” สุดท้ายเป็นเซี่ยซูเจี๋ยที่ต้องมาสงบศึก ตอนนี้พวกนางมีสถานะเป็นแค่ผู้อาศัยเท่านั้น หากมีเรื่องกับเฟิ่งซีอวิ๋นต่อให้อู๋ไทเฮาจะชมชอบเซี่ยซูเจี๋ยสักเพียงใด ก็คงไม่อาจช่วยนางได้หากนางหาเรื่องญาติผู้น้องอย่างเฟิ่งซีอวิ๋นก่อน
“รู้ก็ดี ในเมื่อรู้เช่นนี้ว่าที่ใดเป็นของใคร ถ้าเช่นนั้นข้าก็คงไม่ต้องบอกนะ ว่าสิ่งใดที่เป็นของข้า...ก็เป็นของข้า อย่าริอ่านมาแย่งไป!” พูดแล้วเฟิ่งซีอวิ๋นเดินขึ้นชั้นบนสุดของโรงเตี๊ยมทันที นางไม่แม้แต่จะหันมาชายตามองเซี่ยซูเจี๋ย ซึ่งบัดนี้ความโกรธของอีกฝ่ายฉายชัดผ่านแววตา
วันต่อมาขบวนของเฟิ่งซีอวิ๋นเดินทางเข้าสู่เขตเมืองหลวงแคว้นเว่ย
เมืองที่มีพื้นที่อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลไม่ต่างจากแคว้นมู่ของนางเลยสักนิด รถม้าค่อยๆ เข้ามาเทียบจอดสนิทหน้าประตูวังหลวง แม้ว่าการเดินทางมาครั้งนี้จะไม่ค่อยเป็นทางการเท่าใดนัก อีกทั้งเฟิ่งซีอวิ๋นมีสถานะเป็นแค่ท่านหญิงของราชวงศ์ หาใช่เชื้อพระวงศ์จริงๆ ไม่ นางจึงได้รับเพียงการต้อนรับจากเฉินฮองเฮาและเว่ยฮ่องเต้เท่านั้น
“เฟิ่งซีอวิ๋น ขอถวายพระพรฝ่าบาทและฮองเฮา ขอทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง พระชนมายุยืนนานหมื่นปี หมื่นๆ ปี เพคะ” เฟิ่งซีอวิ๋นเอ่ยวาจาอวยพรนอบน้อมเอาอกเอาใจ ความงดงามของเฟิ่งซีอวิ๋นเมื่อเทียบกับเซี่ยซูเจี๋ย แม้จะดูด้อยกว่าแต่ทว่ากลับมีสถานะที่สูงส่งเป็นถึงจวิ้นจู่ของราชวงศ์
เซี่ยซูเจี๋ยย่อกายคำนับต่อจากเฟิ่งซีอวิ๋น สายตาของนางพลันเห็นอู๋ไทเฮาเดินมาพร้อมกับองค์รัชทายาทเว่ยเลี่ยงหรง นางมองเขาด้วยความดีใจเช่นเดียวกับที่เขามองนาง
“ถวายพระพรไทเฮาเพคะ” เฟิ่งซีอวิ๋นย่อกายคำนับไทเฮาตามมารยาท นางสังเกตบุรุษที่ยืนอยู่ด้านหลังไทเฮาด้วยความชื่นชม แค่นางไม่ได้เจอเขาไม่กี่ปี แต่บุรุษที่องอาจผู้นี้ต้องเป็นเว่ยเลี่ยงหรง รัชทายาทผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาประดุจหยกสลักอย่างแน่นอน นางมองเขาอย่างสะเทิ้นอายก่อนจะหลุบสายตาต่ำลง
“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าเดินทางมาเหนื่อยๆ เข้ามาพักผ่อนก่อนสิ ข้าเตรียมเรือนรับรองและขนมหวานเอาไว้รอเจ้าอีกเยอะเลยนะ” เฉินเป่าหลิงหรือเฉินฮองเฮาเอ่ยกับเฟิ่งซีอวิ๋นอย่างใจดี ทั้งพระนางและฮ่องเต้ต่างให้การต้อนรับเฟิ่งซีอวิ๋นดีมากๆ ยกเว้นเพียงอู๋ไทเฮาเท่านั้นที่ทรงทอดพระเนตรมองสตรีจากสกุลเฟิ่งด้วยสายตาดูแคลน
“เจี๋ยเอ๋อร์ เจ้าเพิ่งเดินทางมาถึง ไปนั่งเล่นที่ตำหนักของข้าก่อนเถิด ดู
สิ...หรงเอ๋อร์มองเจ้าจนย่าเขินอายแทนแล้ว” อู๋ไทเฮาทรงกล่าวด้วยพระสุรเสียงสำราญพระทัย พระนางทรงคว้ามือนุ่มของเซี่ยซูเจี๋ยกับฝ่ามือหนาของเว่ยเลี่ยงหรงประสานกัน
“หรงเอ๋อร์ หลันซีจวิ้นจู่ถือเป็นแขกคนสำคัญของบ้านเมืองเรา นางเป็นตัวแทนของราชวงศ์เดินทางมาที่นี่ แม่หวังว่าเจ้าจะตัดสินใจเลือกให้ได้ในตอนนี้” เฉินเป่าหลิงเอ่ยกับบุตรชายของพระนางด้วยน้ำเสียงแข็งกึ่งบังคับ ใบหน้าหล่อเหลาของเว่ยเลี่ยงหรงขรึมลงเล็กน้อย เขากล่าวกับมารดาของตนเองด้วยน้ำเสียงเข้มขรึมว่า
“พะยะค่ะเสด็จแม่ แต่ลูกจะเข้าท้องพระโรงตามไปพร้อมกับเสี่ยวเจี๋ย” เว่ยเลี่ยงหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขาจับมือของเซี่ยซูเจี๋ยแน่น บุรุษเช่นเขาเฟิ่งซีอวิ๋นย่อมรู้จักดี นางชื่นชมเขามานานจนกระทั่งฮองเฮาของทั้งสองแคว้นหมั้นหมายให้พวกเขาเป็นคู่หมั้นคู่หมายด้วยกัน แต่สุดท้ายแล้วเขากลับหักหน้านางด้วยการเดินจูงมือกับเซี่ยซูเจี๋ยต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้! ไม่ไว้หน้ากันเลยเสียจริง!
หากที่นี่คือแคว้นมู่แล้วล่ะก็ คนอย่างเซี่ยซูเจี๋ยไม่มีทางผยองได้เพียงนี้ ตอนนี้พวกนางอยู่ที่แคว้นเว่ยย่อมถือว่ารัชทายาทและไทเฮาถือหางข้างพวกนาง เซี่ยซูเจี๋ยถึงได้แสร้งทำตนหมายอยากประกาศศักดากับเฟิ่งซีอวิ๋น
เฟิ่งซีอวิ๋นกำมือแน่น...นางคือท่านหญิงอันดับหนึ่งของแคว้น แม้นางจะไม่งดงามเท่าเซี่ยซูเจี๋ย แต่หลักสามคุณธรรมสี่จรรยา หรือแม้แต่ศาสตร์ทั้งหกแขนงนางล้วนร่ำเรียนจนแตกฉาน ทุกสิ่งนางมีมากกว่าเซี่ยซูเจี๋ยแต่ญาติผู้พี่กลับได้ความดีความชอบจากผู้อื่นไป ส่วนนางก็กลายเป็นสตรีแสนร้ายกาจในสายตาของผู้อื่น
“ฮองเฮาเพคะ อย่าทรงเคืององค์ชายเลยเพคะ คงเป็นแค่ระยะเวลา
สั้นๆ เท่านั้น ประเดี๋ยวสักพักองค์ชายก็คงไตร่ตรองได้แน่นอนเพคะ” ด้วยความที่คิดว่ามีผู้มีอำนาจคอยถือหางหนุนหลังอยู่ รวมถึงเฉินฮองเฮาเองก็สนิทสนมกับหลี่ฮองเฮาอยู่มาก ดังนั้นเฟิ่งซีอวิ๋นจึงคิดเหิมเกริมลำพองใจทำตนมิไว้หน้าผู้ใดเช่นนี้
เฉินฮองเฮาทรงกุมมือเฟิ่งซีอวิ๋นอย่างปลอบโยน “อะไรกันอวิ๋นเอ๋อร์ อาหรงเป็นว่าที่พระสวามีของเจ้านะ มาเถิดๆ เจ้าตามข้ามา”
บรรยากาศภายในท้องพระโรงค่อนข้างครึกครื้นกันทีเดียว เนื่องจากกิตติศัพท์ของหลันซีจวิ้นจู่นั้นดังกระฉ่อนมาที่แคว้นเว่ยไม่น้อย รวมถึงกิตติศัพท์ความงดงามของเซี่ยซูเจี๋ย แม้จะไม่มียศฐานะใดเท่ากับผู้เป็นน้องสาว แต่สตรีแซ่เซี่ยผู้นี้กลับมีความงามเฉิดฉันยิ่งกว่าสตรีใดในใต้หล้าเสียอีก
เว่ยเลี่ยงหรงจูงมือเซี่ยซูเจี๋ยหมายจะพาไปนั่งข้างๆ ตนเอง แต่ทว่าฮองเฮาเฉินเป่าหลิงทรงตรัสห้ามเสียงนุ่ม “ที่นั่งตรงนั้นมีไว้สำหรับสถานะพระชายารัชทายาท แม่นางเซี่ยผู้นี้มีสถานะอันใดหรือไม่ถึงสามารถนั่งตรงนั้นได้”
คำกล่าวที่ไม่ยินดีของเฉินเป่าหลิงทำให้เซี่ยซูเจี๋ยรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก อยู่ที่แคว้นมู่ หลันซีจวิ้นจู่ก็คือสตรีขี้อิจฉาพี่สาวอย่างนาง แต่ทว่าอยู่ที่นี่นางนึกว่าเว่ยเลี่ยงหรงจะสามารถปกป้องนางจากมารดาของเขาได้ แต่ทว่านางกลับคิดผิด เฉินเป่าหลิงมีอำนาจอย่างมากในราชสำนัก อีกทั้งยังเป็นสหายของหลี่ฮองเฮา ทั้งสองแคว้นต่างเป็นพันธมิตรกันเสมอมา หากนางจะเป็นต้นเหตุให้ทั้งสองแคว้นต้องแตกหักกันย่อมไม่เหมาะสม
“เสด็จแม่...” เว่ยเลี่ยงหรงกำลังจะทูลทัดทาน เซี่ยซูเจี๋ยคือสตรีในดวงใจของเขา ความงดงามและความอ่อนหวานรวมถึงอุปนิสัยอันอ่อนโยนของนางทำให้เขาตัดสินใจแล้วว่าหากแต่งนางเข้ามาในตำหนักบูรพานั้นย่อมดีไม่
น้อย ดีกว่าเฟิ่งซีอวิ๋นที่มีสถานะสูงส่งแต่ทว่ากลับมีอุปนิสัยร้ายกาจอย่างมาก
เซี่ยซูเจี๋ยรีบกล่าวขึ้นมา “หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะฮองเฮา องค์รัชทายาท” นางส่งสายตาหวานให้เว่ยเลี่ยงหรงด้วยความน่าสงสาร
“มานั่งกับย่าเถิดเจี๋ยเอ๋อร์” อู๋ไทเฮาทรงกล่าวเชิญชวนเซี่ยซูเจี๋ย หญิงสาวยิ้มยินดีน้อยๆ แล้วเดินไปนั่งข้างๆ ถัดมาจากอู๋ไทเฮา
เว่ยเลี่ยหรงเดินหนีเฟิ่งซีอวิ๋นไปนั่งยังที่ประจำของตนเอง เขาไม่ชอบพฤติกรรมของนางผู้นี้ นางร้ายกาจสารพัด อีกทั้งยังชอบตบตีบ่าวไพร่ในจวนเป็นอาจิณจนเป็นที่เอือมระอาของผู้คนมากมาย คนทั่วทั้งเมืองหลวงและแคว้นมู่ต่างโจษจันชื่อเสียงของนางในทางที่ไม่ดีนัก
หลันซีจวิ้นจู่หรือเฟิ่งซีอวิ๋นหันไปมองเซี่ยซูเจี๋ยที่นั่งถัดมาจากไทเฮา นางหุบเก็บอาการไม่พอใจเอาไว้ในอกก่อนจะเดินตามเฉินฮองเฮาไปนั่งเคียงข้างกัน สายตาอันงดงามยังคงจับจ้องที่รัชทายาทเว่ยเลี่ยงหรงด้วยความชื่นชม
“หลันซีจวิ้นจู่ พวกเราสองคนก็เห็นเจ้ามาตั้งแต่เด็กๆ ไม่นึกว่าหลายปีผ่านไป เจ้าจะเติบโตเป็นสาวงาม ว่าที่ชายาของอาหรงเช่นนี้” เว่ยฮ่องเต้ทรงแย้มพระสรวลตรัสชมว่าที่ลูกสะใภ้ด้วยความอบอุ่น เฉินฮองเฮาทรงเอ่ยเสริมขึ้นมา
“นั่นสิเพคะ เหมาะสมกับอาหรงอย่างกับกิ่งทองใบหยก” พูดจบเฉินฮองเฮาก็หันพระพักตร์มามองเซี่ยซูเจี๋ย พร้อมกับรอยยิ้มอ่อนๆ ที่มุมปากของพระนาง
“ถ้าเสด็จแม่กับเสด็จพ่อจะพูดเรื่องนี้ เห็นทีลูกคงต้องขอตัวกลับตำหนักก่อนพะยะค่ะ” เว่ยเลี่ยงหรงเอ่ยอย่างเบื่อหน่าย สตรีอย่างเฟิ่งซีอวิ๋นมีดีแค่ความงามที่เขาเห็นพ้องต้องด้วยเท่านั้น แต่นอกจากความงามแล้วนิสัยของนางก็เป็นดั่งหมอนปักลายที่ขาดวิ่นเท่านั้น ไม่มีส่วนใดให้น่าพิสมัยดั่งเซี่ยซูเจี๋ยที่งดงามและอ่อนหวานกว่านางเลยสักนิด ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเดินไปหาเซี่ยซูเจี๋ยแล้วจูงมือนางขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ท่าทีอ่อนโยนที่เขาปฏิบัติต่อญาติผู้พี่ทำให้เฟิ่งซีอวิ๋นเกลียดชังอีกฝ่ายยิ่งนัก
เซี่ยซูเจี๋ยยิ้มอย่างพึงใจ ก่อนที่นางจะได้เดินออกมาพ้นจากตำแหน่งที่นั่งของตนเองเสียงของฮองเฮาเฉินเป่าหลิงดังขึ้นมาขัดเสียก่อน ต่อหน้าธารกำนัลมากมายเว่ยเลี่ยงหรงกล้าหักหน้าหลานสาวของสหายมารดาเช่นนี้ เซี่ยซูเจี๋ยคือสตรีสำคัญอันใดมากมาย ถึงทำให้บุตรชายของพระนางต้องทำตนอย่างไม่ไว้หน้ามารดาเช่นนี้
“อาหรง...” พระสุรเสียงของฮ่องเต้เข้มขึ้น ทรงมองเซี่ยซูเจี๋ยและเว่ย เลี่ยงหรงอย่างตำหนิ ทว่าอู๋ไทเฮากลับยกยิ้มอย่างพึงใจ พระนางทรงกล่าวกับหลานชายเสียงหวานว่า
“ไปเถิดหรงเอ๋อร์ พาเสี่ยวเจี๋ยไปเยี่ยมชมรอบวังเสียหน่อย นางไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว เจ้ากับนางจะได้มีเวลาอยู่ร่วมกัน” อู๋ไทเฮาทรงกล่าวส่งเสริมทั้งสองคนอย่างเต็มที่ เว่ยเลี่ยงหรงจูงมือเซี่ยซูเจี๋ยพาอีกฝ่ายเดินผ่านหน้าเฟิ่งซีอวิ๋นอย่างไม่สนใจใดๆ ทั้งสิ้น
ท่าทีร่าเริงระคนดีใจของญาติผู้พี่ทำให้เฟิ่งซีอวิ๋นเกลียดนางเข้ากระดูกดำยิ่งนัก! ตั้งแต่เกิดมาพี่สาวผู้นี้ก็มีดีทุกอย่าง แม้จะไม่มีฐานะท่านหญิงเทียบเท่านาง แต่กลับเป็นที่รักใคร่ของผู้ที่พบเห็น แม้แต่องค์รัชทายาทเว่ยเลี่ยงหรงก็ยังหลงรักนาง ทั้งๆ ที่นางนั้นมาทีหลัง เฟิ่งซีอวิ๋นคือผู้ที่มาก่อนนางแท้ๆ
น้ำเสียงของเฟิ่งซีอวิ๋นเยียบเย็น นางมองอู๋ไทเฮาด้วยสายตาเกลียดชัง
‘หญิงชราผู้นี้มากเล่ห์เพทุบาย เห็นทีคงต้องกำจัด!’