การพบเจอที่ไม่คาดคิด
ปัง! ปัง!
ในห้องสี่เหลี่ยมขนาดห้าคูณห้าเมตร ผนังโดยรอบเป็นสีขาว พยาบาลวัยสามสิบต้นๆ ใช้เข็มเจาะลูกโป่งให้แตกดังติดต่อกันสองครั้ง ขณะที่หมอชาวอเมริกันวัยห้าสิบสอง นั่งสังเกตอาการของหนุ่มชาวเอเชียผิวสีแทนอ่อนวัยสามสิบเอ็ด ใบหน้าคมเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วหน้า ใต้คางไว้ไรเคราเล็กน้อย ดวงตาดูน่าเกรงขาม ที่อยู่ตรงหน้าทุกอากัปกิริยา เมื่อเห็นแววตาสีนิลนิ่งสนิทไม่หวั่นไหวต่อเสียงของลูกโป่งที่ดังขึ้นใกล้ๆ หู ก็แอบส่งสัญญาณให้กับพยาบาลเจาะลูกโป่งอีก
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
ไหล่กำยำของ ‘ราม มงคลอารักษ์’ สั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเสียงลูกโป่งแต่งดังติดต่อกันหลายครั้ง
ดอกเตอร์มอริส จิตแพทย์ที่รักษาอาการทางจิตของรามมาตลอดห้าปีที่คอยมองสังเกตรามอยู่คลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะยกมือให้สัญญาณกับพยาบาลว่าการทดสอบจบลงแล้ว “ผมว่าอาการทางจิตของคุณที่ไวต่อเสียงที่คล้ายกับเสียงปืนไม่น่าจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตอีกแล้วนะครับ”
ดวงตาคู่คมของราวมองดอกเตอร์มอริสนิ่งๆ “แล้วผมจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกหรือเปล่าครับ”
“คงยากครับ นอกเสียจากว่าสิ่งเร้าเดิมๆ จะกลับมารบกวนจิตใจคุณอีก” ดอกเตอร์มอริสตอบขณะจดบันทึกการรักษาลงในประวัติการรักษาของราม เมื่อเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมอง “ยินดีด้วยนะครับ”
“ขอบคุณมากครับหมอ”
เมื่อออกมาจากห้องตรวจ รามก็ล้วงสมาร์ตโฟนออกจากกระเป๋ากางเกงมากดโทรออก “ฉันจะกลับเมืองไทย เตรียมการทางนั้นให้พร้อม” พูดจบก็กดวางสายทันที ปลายหางตาของรามสั่นระริก “ฉันจะเอาคืนพวกแกให้สาสม” น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมถูกเค้นผ่านไรฟัน นัยน์ตาฉายแววดุดันจนดูน่ากลัว
ที่สนามบินสุวรรณภูมิ รามเดินออกมาจากช่องผู้โดยสารขาเข้า กางเกงผ้าคอตตอนห้าส่วน สีขาว เสื้อยืดแขนสั้นสีน้ำเงินสวมทับด้วยสูทลำลองสีครีม สวมรองเท้าผ้าใบคอนเวิร์สสีขาว สิ่งที่ติดตัวมาแทบไม่มีนอกจากของที่อยู่ในกระเป๋าสะพายข้างหนังกลับสีน้ำตาลเท่านั้น
และในกระเป๋าก็มีเพียงคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กกับเอกสารสำคัญ ไม่มีกระเป๋าเดินทางเหมือนกับคนเดินทางกลับจากต่างประเทศคนอื่นๆ เพราะเขาเป็นคนไม่ชอบอยู่ที่ไหนเป็นเวลานานๆ ตอนที่อยู่อเมริกาก็เดินทางไปเรื่อยๆ จึงไม่ได้สะสมข้าวของอะไรไว้มากมายนัก เพราะรู้สึกไม่สะดวกเวลาเดินทางไปไหนมาไหน
เมื่อเดินผ่านป้ายโฆษณาครีมทาผิวรามก็หยุดชะงักแล้วมองนางแบบที่อยู่ในป้ายโฆษณาอย่างสนใจ หญิงสาวผิวขาวดูสะอาดสะอ้าน ผมยาว ดวงตากลมโต จมูกโด่งอย่างเป็นธรรมชาติ แววตาสดใสเป็นประกาย ริมฝีปากบางแต่ดูอวบอิ่ม เธออยู่ในชุดเดรสเกาะอกสีขาว ดูเซ็กซี่น่ารัก แต่ที่สะดุดตาของหนุ่มผิวสีแทนมากกว่าอะไรทั้งหมดก็คือ รอยยิ้มที่อยู่บนริมฝีปาก รอยยิ้มที่ดูสดใสไม่เคยเปลี่ยน
“น้ำ” เขาพึมพำชื่อที่เกือบจะลืมเลือนไปแล้วออกมาเบาๆ ก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อ เพราะไม่ได้มองก่อน จึงชนเข้ากับคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างแรง แต่เพราะคนที่เขาชนเป็นเพียงผู้หญิงร่างเล็กๆ ขณะที่ร่างกายของรามสูงใหญ่และกำยำกว่ามาก คนถูกชนจึงล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง
“ขอโทษครับ พอดีผมไม่ทันมอง เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ” รามยอบตัวลงนั่งอย่างเร็วพร้อมกับถามอาการด้วยความเป็นห่วง
“ยังมีหน้ามาถามอีก ก็ต้องเจ็บสิยะ” คนถูกชนโวยวายใส่ทันที ก่อนจะถอดแว่นตาดำออกแล้วสะบัดหน้ามองคนที่ชนเธอจนล้ม แต่เมื่อดวงตากลมโตเห็นใบหน้าคมเข้มของคนที่กำลังมองเธออยู่ชัดๆ เธอก็อึ้งไป “พี่ราม” น้ำอิงพึมพำผ่านหน้ากากสีดำที่ปิดปากอยู่ เธอแทบไม่เชื่อสายตาว่าคนตรงหน้าจะคือราม หญิงสาวยกมือขึ้นตบหน้าเขาเบาๆ เพื่อให้แน่ใจ
คิ้วเหนือดวงตาสีนิลกระตุกเข้าหากันอย่างไม่พอใจ “ผมก็ขอโทษแล้วไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงยังมาตบหน้ากันอีก”
น้ำอิงไม่ได้สนใจสิ่งที่เขาถาม เธอยังคงมองปลายนิ้วมือที่เพิ่งจะใช้ตบหน้าเขาอย่างอึ้งๆ หญิงสาวใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือเกลี่ยปลายนิ้วไปมา “ไม่ใช่ความฝัน” เธอเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าชัดๆ อีกครั้ง “พี่ราม พี่รามใช่ไหมคะ”
รามกะพริบตาถี่ๆ อย่างสงสัย “คุณรู้จักผมได้ยังไง”
คนถูกถามรีบถอดหน้ากากปิดปากออกทันที “จำน้ำไม่ได้หรือคะพี่ราม”
“น้ำ” รามถึงกับอึ้งเมื่อเห็นรอยยิ้มจากริมฝีปากที่อยู่ใต้แมสสีดำที่เพิ่งจะถูกถอดออก
น้ำอิง ยศอมรกุล นางแบบสาวที่กำลังเป็นที่นิยมรีบสวมผ้าปิดปากกับแว่นกันแดดกลับเข้าที่เดิม ก่อนจะดันตัวเองลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นรามลุกขึ้นยืนตาม เธอก็คว้าข้อมือของเขาแล้วออกแรงฉุดให้เดินตาม เมื่อรู้สึกว่ารามขืนตัวเอาไว้ก็หันกลับมามอง “เดินตามน้ำมาสิคะ น้ำมีเรื่องจะคุยกับพี่เยอะแยะเลย”
“แต่พี่เพิ่งจะกลับมาจากอเมริกานะ เอาไว้เราค่อยนัดเจอกันวันหลังดีกว่าไหม”
“ไม่” น้ำอิงจ้องหน้ารามดุๆ สิบปีก่อนอยู่ๆ รามก็หายไปจากชีวิตเธอโดยที่ไม่ได้บอกกล่าวอะไรเลย จนเธอถึงกับคิดว่าเขาอาจจะตายจากเธอไปแล้ว เธอจึงไม่กล้าปล่อยให้เขาคลาดสายตา “เดี๋ยวพี่รามก็หายตัวไปอีก”
เสียงสั่นเครือของน้ำอิงทำเอารามถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะส่งมือไปลูกผมของหญิงสาว “ยังเอาแต่ใจไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ เอาเป็นว่าพี่ไปกับเธอก็ได้ ไม่ต้องร้องไห้แล้ว” หนุ่มร่างสูงส่งมือไปลูบผมหญิงสาวเบาๆ
น้ำอิงไม่พูดอะไร เธอหันหลังแล้วออกแรงชุดให้รามเดินตามเธอไป
ในห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูย่านราชประสงค์ น้ำอิงเดินออกมาจากด้านหลังของเวทีในชุดเดรสสั้นรัดรูปสีดำ เธอถือน้ำหอมกลิ่นใหม่ล่าสุดของชาแนลที่เพิ่งจะมาเปิดตัวในเมืองไทย เมื่อเดินมาถึงปลายแคตวอร์คเธอก็ยกขวดน้ำหอมขึ้นสูงแล้วฉีดไปรอบๆ เพื่อให้คนที่อยู่ในห้องจัดงานได้กลิ่นของน้ำหอมตัวใหม่
หญิงสาวสบตากับรามที่ยังอยู่ในจุดเดิมที่เธอกำชับให้เขารอ
รามพยักหน้าให้น้ำอิงพลางนึกย้อนไปถึงตอนที่หญิงสาวพาเขาเข้ามาในงาน
“พี่รามรอน้ำอยู่ตรงนี้นะคะ ห้ามไปไหนเด็ดขาด น้ำทำงานเสร็จแล้วจะรีบมาหา”
พูดเสร็จหญิงสาวก็เดินเข้าไปด้านหลังเวทีทันทีโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้รามปฏิเสธ หนุ่มผิวสีแทนยิ้มบางๆ ที่น้ำอิงยังมีนิสัยเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน แต่ก็แปลกเขากลับไม่รู้สึกหงุดหงิดกับการเอาใจตัวเองของน้ำอิงเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้