บทที่ 1 ดอกไม้แห่งความหลัง 40%
๑
ดอกไม้แห่งความหลัง
“จะเก็บมันไว้ทำไมนี่ ยายบ้านั่นก็ให้มาทำไมก็ไม่รู้ ไม่ใช่ของตัวเองสักหน่อย” เสียงบ่นพึมพำของชายหนุ่มที่กำลังเอื้อมมือไปจับดอกกล้วยไม้ช่อโตที่แห้งเหี่ยวตรงผนังบ้าน ซึ่งได้ถูกเขาแขวนไว้ตรงนั้นมามากกว่าหนึ่งสัปดาห์ โดยแขวนให้ห้อยหัวลงเพื่อให้ช่อดอกตั้งตรงหลังจากเหี่ยวเฉา แต่... ทุกครั้งที่เขาจะเอาไปทิ้ง ก็ตัดใจเอาไปทิ้งไม่ได้สักที เพราะที่มาอันพิสดารของมัน และทุกครั้งที่เขาเห็นดอกไม้ช่อนี้... ก็ทำให้เขาเห็นภาพในวันนั้น...
ภาพชายหนุ่มร่างสูงสวมชุดเชฟสีขาว ในมือถือดอกไม้ช่อใหญ่ ที่กำลังทรุดนั่งลงพิงต้นไม้บนเนินสูงอย่างหมดเรี่ยวแรงผุดขึ้นในความคิด เขาวางดอกไม้ช่อโตลงข้างกายอย่างไม่ยี่หระในความสวยงามของมัน หลับตาลงเพื่อไม่ให้มองเห็นภาพตรงหน้า แต่ภาพในสมองกลับฉายชัด การถูกปฏิเสธจากหญิงสาวที่เขาแอบชอบ มันเป็นสิ่งที่เขาเตรียมใจอยู่แล้ว ถึงจะทำให้เขารู้สึกเสียวแปลบในใจอยู่บ้างเมื่อเห็นภาพที่เธอแสดงออกถึงความรักกับคนรักของเธอ แต่มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกโกรธเกลียดหรืออิจฉา กลับรู้สึกขอบใจที่เธอซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเอง หากไม่เป็นเช่นนั้น ก็คงจะทำให้เขาละเมอเพ้อพกไปเองคนเดียวอีกนาน
‘หม่อนไม่ได้รังเกียจคุณค่ะ’ เขาจำได้ว่าวินาทีนั้นหัวใจของเขาอุ่นวาบ หากเธอไม่ต่อด้วยประโยคต่อมาที่ทำให้เขาชาวูบไปหมดทั้งตัว
‘ถ้าหากว่าหัวใจของหม่อนไม่ได้ให้คนอื่นไปแล้ว หม่อนจะไม่มีวันรังเกียจคุณเลย’ เสียงที่เขาได้ยินจบไปแล้วหลายนาทีแต่กลับยังสะท้อนก้องไปมาอยู่ในหู หลังจากที่ประโยคนั้นหลุดจากปาก เขาก็เห็นว่าเธอวิ่งไปตามหาผู้ชายคนนั้น...
ผู้ชายที่ชื่ออลงกรณ์!
ผู้ชายที่ทำให้เธอมาร้องไห้ฟูมฟายและให้เขาเป็นคนปลอบโยน
แล้วสุดท้าย... ผู้ชายคนนั้นก็ได้หัวใจของเธอไป!
ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงก่อนจะหยิบขึ้นมา เห็นรายชื่อที่โทรเข้ามาเขาถึงกับถอนใจยาว แล้วปล่อยให้มันส่งเสียงดังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจรับสาย
‘ครับ คุณพ่อ’ ชายหนุ่มทักทายกลับไป
‘แกจำได้ไหมว่าอีกสองอาทิตย์เป็นวันอะไร’ เสียงทรงอำนาจถามกลับมา
‘ผมไม่เคยลืมหรอกครับคุณพ่อ แต่ผมไม่สะดวกที่จะไป ผมจะส่งของขวัญไปให้นะครับ’ ชายหนุ่มตอบกลับไป ฟันขบกันแน่นจนสันกรามนูน ความเจ็บปวดในอดีตมันฝังตรึงอยู่ในอกจนไม่อาจจะสลัดให้หลุดออกไปได้
‘กี่ปีแล้วที่แกไม่ได้มาวันเกิดฉัน แกมีแต่ข้ออ้างตลอดเวลา แกทำเหมือนฉันไม่ได้เป็นพ่อแก’ ชายวัยกลางคนตัดพ้อกลับมา
ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจข่มอารมณ์ตัวเอง
‘อย่าพูดถึงมันเลยครับ คุณพ่ออยากให้ผมกลับมาอยู่ใกล้ ๆ ผมก็กลับมาแล้วไงครับ’
‘ใช่ ทุกครั้งที่ฉันบอกให้แกกลับมาอยู่ใกล้ ๆ แกก็ขยับเข้ามาใกล้ทีละนิด จากอเมริกา มาอยู่ออสเตรเลีย จากออสเตรเลียมาอยู่สิงคโปร์ พอฉันขอร้องอีกทีให้แกกลับมาอยู่เมืองไทย แกก็ทำอย่างที่ฉันขอ แต่แกไปอยู่ถึงลำปางโน่น แกทำตัวไม่ต่างจากศรีธนญชัย บ้านธนบดินทร์มันเล็กเกินไปสำหรับแกหรือยังไงธาวิน ถึงจะกลับมาอยู่อย่างเดิมไม่ได้’
‘มันใหญ่เกินไปสำหรับผมต่างหากครับคุณพ่อ คุณพ่อเลิกพูดถึงมันเถอะครับ ผมโตแล้ว และพอจะเลี้ยงดูตัวเองได้ บ้านธนบดินทร์มันไม่ใช่ที่ของผม มันไม่ใช่ของผมมาตั้งแต่ต้น คุณพ่อยกให้น้องไปเถอะครับ’
‘แกเป็นลูกฉันนะ ธาวิน’ ชายวัยกลางคนตอบกลับมาอย่างอ่อนใจ
‘ลูกบุญธรรมครับคุณพ่อ’ ชายหนุ่มย้ำคำเสียงต่ำลงอย่างกดกลั้นอารมณ์
‘ธาวิน! แกเลิกพูดบ้า ๆ ซะที แกก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร’ เสียงชายวัยกลางคนเข้มขึ้น
‘ให้ผมภูมิใจแค่เป็นลูกบุญธรรมของเจ้าของบ้านธนบดินทร์อย่างที่ผมภูมิใจมาเกือบยี่สิบปีเถอะครับ ผม...ผมไม่อยากให้ความจริงมันทำร้ายผม’ เสียงตอบกลับไปสั่นเครือพร้อมกลืนก้อนแข็ง ๆ ลงคออย่างเจ็บปวด
‘หนูชนม์นิภา เขายังรอแกอยู่ ฉันขอร้องให้แกกลับมาที่นี่... สักอาทิตย์เดียวก็ยังดี ถ้าแกกลับมาแล้วมันไม่ทำให้แกรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิม ฉันจะไม่ตอแยแกอีก แกจะไปเป็นกุ๊กเป็นเบ๊ให้ใครที่ไหนเขาใช้งาน ก็ตามใจแก’ ชายหนุ่มยิ้มเยาะในหน้า
หึ! ผู้หญิงที่พร้อมจะทิ้งเขาไปหาน้องชายของเขาเพราะรู้ว่าเขาเป็นแค่ลูกบุญธรรม และจะกลับมาอีกครั้งเมื่อรู้ว่าเขาเป็นลูกชายคนโตของตระกูลธนบดินทร์ มันมีคุณค่าพอที่จะให้กลับไปหาอย่างนั้นหรือ!
รักแรกจอมปลอมที่ทำให้เขาเจ็บปวดจนแทบกระอักเลือด แต่เอาเถอะ... เขาจะกลับไปเพื่อจัดการทุกอย่างให้มันจบสิ้นไปสักที
‘ครับ ผมจะกลับ แต่ผมมีคนรักแล้ว บอกเขาว่าไม่ต้องรอผมอีก เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องมารอผม ในเมื่อเขาเลือกแล้ว’
‘เขายังถามข่าวคราวแกอยู่เสมอนะธาวิน เขายังรอแกอยู่ เรื่องที่ผ่านมาแกก็ลืม ๆ มันไปเถอะ และฉันไม่เชื่อหรอก ว่าแกจะมีคนรักใหม่ถ้าไม่ได้เห็นกับตา เพราะแกมันพวกยึดติดอดีต ไม่งั้นแกจะหนีไปทำไมตั้งไกล’ คนเป็นบิดาอดสบประมาทบุตรชายไม่ได้ ทำไมเขาจะไม่รู้จักเด็กชายที่เขาเลี้ยงมากับมือตั้งแต่แปดขวบ
‘คุณพ่อไม่ต้องเอาเขามาเป็นตัวล่อให้ผมกลับไปหรอกครับ เพราะเขาไม่ได้มีค่าพอสำหรับผมอีกแล้ว ผมไม่ใช่คุณพ่อ ที่จะลังเลกลับไปกลับมา ถึงผมจะเป็นลูกคุณพ่อ... แต่ผมไม่มีนิสัยแบบนั้น’ คนเป็นลูกประชดประชัน
‘ธาวิน!’ ประมุขแห่งบ้านธนบดินทร์ตวาดเกรี้ยว
‘แค่นี้นะครับคุณพ่อ ผมต้องกลับไปทำงาน’ ชายหนุ่มกดปุ่มวางสายโดยไม่รอฟังคำตอบจากผู้เป็นบิดาก่อนจะคว้าช่อดอกกล้วยไม้ช่อโตที่วางอยู่ข้างตัวกลับไปด้วย
ชายหนุ่มจับดอกไม้แห้งเหี่ยวนั้นแล้วยิ้มบาง ๆ ที่เห็นรอยดอกซึ่งถูกเด็ดออกไป แล้วภาพมือเรียวบางของคนเด็ดดอกไม้นั้นก็โผล่เข้ามาในความคิด
‘โอ๊ย คุณจะตีมือฉันทำไมนี่’
หญิงสาวหดมือที่โดนตีจนดอกกล้วยไม้ร่วงจากมือ
‘คุณจะเอาไปทำอะไร!’ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเธอกำลังจะทำอะไร ก็ท่าทางที่เธอมองจานอาหารที่เขายกมาไว้รอเสิร์ฟแล้วหันมามองช่อดอกกล้วยไม้ที่เขาวางไว้บนโต๊ะมันไม่ได้เดายากอะไรเลย
‘ฉันก็แค่จะเอามันไปประดับจานอาหาร มันจะได้สวยน่ากินไง’ เธอตอบมาหน้าตายังมีรอยตื่นตกใจ
‘ใครใช้ให้คุณทำอะไรบ้า ๆ แบบนั้น ของที่จะประดับในจานอาหารควรเป็นของที่กินได้เท่านั้น เพราะมันคืออาหาร ไม่ใช่เอาอะไรก็ได้ไปใส่ซี้ซั้ว’ พ่อครัวหนุ่มขึ้นเสียงเข้ม เขารู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่มีใครคิดอะไรแผลง ๆ กับอาหารที่เขาทำ
‘ก็ฉันเห็นเขาเอาดอกกล้วยไม้ประดับจานอาหารเยอะแยะไป สวยดีออก’ คนที่โดนดุบ่นอุบอิบ
‘ที่อื่นผมไม่สนใจ ผมสนใจแต่ที่นี่ ที่ ๆ ผมต้องรับผิดชอบกับอาหารทุกจานที่ทำออกไปให้ลูกค้ากิน คุณรู้ไหมว่าดอกกล้วยไม้มันอันตรายมากแค่ไหน มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรนำไปใส่ในจานอาหารโดยเด็ดขาด เพราะเต็มไปด้วยสารเคมีทุกกระบวนการผลิต ทั้งยาฆ่าเชื้อรา ยาฆ่าแมลง และอีกสารพัดยา ที่เขาต้องใช้เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดโรคระบาดในฟาร์ม ถ้าจะเอามาใช้ประดับจานอาหารเราต้องรู้แน่นอนแล้วว่ามันถูกเพาะเลี้ยงโดยวิธีชีวภาพ ซึ่งปัจจุบันมันหาได้ยากมากเพราะมันทำยาก ถ้าดอกไม้ที่มาเป็นช่อเป็นกำอย่างที่คุณเห็น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนได้เลยว่าเต็มไปด้วยสารเคมี แล้วเลิกทำอะไรแบบไม่ปรึกษาผมซะที ผมเหนื่อยกับความคิดของคุณจริง ๆ เอาไปเสิร์ฟโต๊ะเจ็ดด่วนเลย’ ดุเสียงเข้ม คนโดนดุหน้าจ๋อยเพียงแป๊บเดียว แต่พอบอกให้เอาอาหารไปเสิร์ฟเธอกระดี๊กระด๊าขึ้นมาทันที
“การได้อยู่ห่างจากพ่อครัวที่แสนจะเข้มงวดอย่างฉัน มันคงเป็นความสุขขั้นสุดยอดของชีวิตเธอล่ะสินะ” ชายหนุ่มพึมพำพลางยิ้มมุมปาก ก่อนจะสะดุ้งจนภาพในความคิดหายวับไปเพราะเสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังอยู่บนโต๊ะ เขาหยิบมาดูหน้าจอแล้วถอนใจแรง ก่อนจะกดปุ่มรับสายอย่างเสียไม่ได้
“ครับ คุณพ่อ”
“ตกลงแกจะกลับมาถึงวันไหน พ่อให้แม่เมี่ยงเขาทำความสะอาดห้องของแกไว้ให้แล้ว แม่เมี่ยงเขาดีใจใหญ่พอรู้ว่าแกจะกลับ ลุกลี้ลุกลนจัดห้องไว้รอแก” ชายหนุ่มคิดถึงหญิงร่างอวบวัยกลางคนที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่อายุย่างเข้าแปดขวบ ซึ่งเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนั้นครั้งแรก ตอนนั้นเขาเพิ่งจะเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สองเท่านั้น
“ก็คิดว่าจะออกจากที่นี่พรุ่งนี้ครับ แต่จะออกตอนไหนถึงตอนไหนผมก็ยังไม่แน่ใจ” ชายหนุ่มตอบกลับไป ใจก็ห่วงงานที่ทำ แต่โชคดีที่ก่อนหน้างานแต่งงานเพื่อนเจ้านายที่ไร่ภูฟ้า เจ้านายของเขาได้หาพ่อครัวคนใหม่มาเพิ่มอีกสองคน และหลังจากทำงานกันหลายวันก็ทำงานประสานกันดีแล้ว เขาถึงสามารถลากลับไปบ้านได้หลายวัน
“หนูชนม์นิภาเขาคงดีใจ” คนเป็นพ่อตอบกลับมา
“ผมมีแฟนแล้วครับพ่อ” ชายหนุ่มย้ำ ก่อนจะถอนใจยาว เพราะเพิ่งโดนปฏิเสธรักไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเท่านั้น เขาจะหาแฟนมาจากไหนได้ทัน เพียงแต่เอาเรื่องนี้มาอ้างเพียงเพื่ออยากให้บิดาเลิกเอาผู้หญิงคนนี้มาเสนอให้เสียทีเท่านั้น
“ตราบใดที่ฉันยังไม่เห็นหน้าแฟนแก ฉันไม่มีวันเชื่อหรอก และฉันก็เลือกหนูชนม์นิภาไว้ให้แกแล้ว เขามาจากตระกูลที่ดี เรื่องคราวก่อนมันเป็นความเข้าใจผิดของแกเอง” ผู้เป็นบิดาพูดจบก็วางสายไป
หึ เข้าใจผิดหรือ? ชายหนุ่มย้ำความคิดของตัวเองก่อนจะทบทวนภาพและคำพูดในอดีตที่เขาได้ยินเต็มสองรูหู
‘ค่ะ น้องภาจะเลือกพี่วาทิน’ คำสุดท้ายก่อนที่เขาจะหันหลังเดินออกมาจากชีวิตของเธออย่างเจ็บปวดที่สุด มันมีคำไหนอีกหรือ ที่จะบอกว่าเขาเข้าใจผิด
ชายหนุ่มเก็บโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะเดินออกจากประตูบ้านแล้วขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ ออกไปจากบ้านเพื่อเริ่มทำงานอีกวัน พร้อมกับคำพูดของบิดาที่ยังก้องไปมาอยู่ในหัว
‘ตราบใดที่ฉันยังไม่เห็นหน้าแฟนแก ฉันไม่มีวันเชื่อหรอก’
‘เฮ้อ! จะหามาจากไหนกัน แต่ยังไงมันก็ต้องกลับไป ค่อยหาข้ออ้างปฏิเสธอีกทีตอนไปถึงที่โน่นก็แล้วกัน’ ชายหนุ่มปัดความคิดรกสมองออกไป ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาขับรถไปยังไร่ส่องหล้า