ตอนที่
5
อุปสรรคและโอกาส
ณ ป่าท้ายหมู่บ้าน
ความสำเร็จของซูหลิง ในตลาดหลีซานเป็นไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ขนมปิ่งไส้ผักป่าของนางขายหมดเกลี้ยงทุกวัน ผู้คนต่างติดใจในรสชาติที่แปลกใหม่และไม่เคยลิ้มลองมาก่อน เสียงชื่นชมและกำลังใจจาก ซูเม่ยและคุณป้าหลี่ ทำให้ซูหลิงรู้สึกอบอุ่นในใจและมั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว
แต่ท่ามกลางความยินดีนั้น ปัญหาใหม่ก็เริ่มก่อตัวขึ้น ซูหลิงเริ่มประสบปัญหาเรื่อง วัตถุดิบ ผักป่าและเห็ดที่เคยหาได้ง่าย ๆ บริเวณรอบกระท่อมเริ่มลดน้อยลง เพราะนางเก็บไปใช้ปริมาณมากทุกวัน รวมถึงชาวบ้านคนอื่น ๆ ก็เริ่มออกไปหาของป่าตามอย่างนางบ้าง ทำให้วัตถุดิบหายากขึ้นไปอีก ส่วนปลาในลำธารก็เริ่มเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ เช่นกัน
ไซูหลิงวันนี้เราหาผักป่าได้น้อยกว่าเมื่อวานอีกแล้วนะ” ซูเม่ยเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ากังวล ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินกลับจากป่าท้ายหมู่บ้าน ตะกร้าในมือของนางดูเบาโหวงกว่าทุกวัน
ซูหลิงถอนหายใจเบา ๆ “ใช่แล้วข้าเองก็รู้สึกเช่นกัน ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป เราคงทำขนมปิ่งขายไม่พอแน่ ๆ”
นอกจากปัญหาวัตถุดิบแล้วอุปกรณ์ในการปรุงอาหารก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรค หม้อดินเผาเก่า ๆ และกระทะเหล็กใบเดียวที่มีอยู่ เริ่มไม่เพียงพอต่อปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น ซูหลิงคิดถึงอุปกรณ์ทำครัวที่ทันสมัยในโลกเดิมอย่างถอนหายใจ แต่นางก็รู้ว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งเหล่านั้นให้ใช้ได้โดยง่าย
“เราคงต้องลองเดินป่าให้ลึกเข้าไปอีกหน่อยนะซูหลิง” ซูเม่ยเสนอ “เผื่อจะเจอผักป่าชนิดอื่น หรือเห็ดที่ยังไม่มีใครค้นพบ”
วันรุ่งขึ้นซูหลิงและซูเม่ยตัดสินใจออกเดินสำรวจป่าให้ลึกเข้าไปกว่าเดิม พวกนางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นป่าที่ชาวบ้านไม่ค่อยเข้าไปนักเพราะร่ำลือกันว่ามีสัตว์ป่าดุร้ายและมีทางเดินที่ซับซ้อน ซูหลิงแม้จะรู้สึกกังวลเล็กน้อย แต่ความมุ่งมั่นที่จะหาเลี้ยงชีพและสานฝันกลับแข็งแกร่งกว่าความกลัว
“ระวังตัวด้วยนะซูหลิง ทางข้างหน้าเริ่มรกขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว” ซูเม่ยเตือน
ทั้งสองเดินลัดเลาะไปตามทางที่แทบจะไม่มีร่องรอยการเหยียบย่ำของมนุษย์ ต้นไม้ใหญ่ขึ้นครึ้ม แสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาได้เพียงรำไร บรรยากาศเริ่มเงียบสงัด มีเพียงเสียงนกร้องและเสียงใบไม้เสียดสีกันตามแรงลม
ขณะที่กำลังเดินสำรวจอย่างระมัดระวัง ซูหลิงพลันได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังขึ้น ไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่า แต่เป็นเสียงคล้ายการต่อสู้ และเสียงครวญครางของคน
“ซูเม่ย เจ้าได้ยินอะไรไหม” ซูหลิงกระซิบ
ซูเม่ยพยักหน้า สีหน้าซีดเผือด “ได้ยินเหมือนมีคนกำลังต่อสู้กันอยู่ เราควรจะรีบกลับไปดีกว่าไหมซูหลิง ข้ากลัว”
แต่ความอยากรู้อยากเห็นและความกล้าหาญที่ติดตัวมาตั้งแต่เป็นลีน่าในโลกปัจจุบัน ทำให้ซูหลิงตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้แหล่งกำเนิดเสียงอย่างช้า ๆ ซูเม่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินตามซูหลิงไปอย่างระมัดระวัง
เมื่อไปถึงบริเวณที่เกิดเสียง ซูหลิงก็ต้องเบิกตากว้างกับภาพที่เห็น ชายชราคนหนึ่งกำลังถูกชายฉกรรจ์สองคนรุมทำร้าย ชายชราพยายามต่อสู้แต่ดูเหมือนจะสู้แรงของชายฉกรรจ์ทั้งสองไม่ได้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและเลือด เสียงร้องครวญครางของเขาบ่งบอกถึงความเจ็บปวด
“พวกเขาปล้นท่านตา” ซูเม่ยอุทานด้วยความตกใจ
ซูหลิงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย นางรู้ว่าตัวเองคงสู้กับชายฉกรรจ์สองคนนั้นไม่ได้โดยตรง แต่ก็ไม่สามารถทนดูคนถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตาได้ นางมองไปรอบ ๆ และเห็นก้อนหินขนาดพอเหมาะที่อยู่ไม่ไกล นางรีบวิ่งเข้าไปหยิบก้อนหินนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“หยุดนะ!!! พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ” ซูหลิงตะโกนสุดเสียงพร้อมกับขว้างก้อนหินที่อยู่ในมือออกไป ชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่กำลังง่วนกับการทำร้ายชายชรา ไม่ทันระวังตัวก้อนหินกระทบเข้าที่ศีรษะของเขาอย่างจัง ทำให้เขาร้องโอดโอยแล้วล้มลงไป
อีกคนหนึ่งหันมามองซูหลิงด้วยความโมโห “แกเป็นใครมายุ่งอะไรเรื่องของคนอื่น” เขาตรงเข้ามาหานางด้วยท่าทางคุกคาม
ซูหลิงรู้สึกกลัว แต่ก็พยายามตั้งสติ นางมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง เห็นท่อนไม้แห้ง ๆ ที่อยู่ไม่ไกล นางรีบคว้ามันขึ้นมาเป็นอาวุธป้องกันตัว
“หยุดนะ!!! อย่าเข้ามานะ!!!” ซูหลิงตะโกนสุดเสียง ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะปกป้องตัวเองและชายชรา
จังหวะนั้นเองเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ชายฉกรรจ์ทั้งสองหันไปมองด้วยความตกใจ พบกับร่างสูงใหญ่ของอาเฉิงผู้ติดตามของหลี่จิ่นที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับเงา แววตาของเขาคมกริบและเต็มไปด้วยรังสีสังหาร
อาเฉิงไม่พูดพร่ำทำเพลง เขากระโดดเข้าใส่ชายฉกรรจ์ทั้งสองอย่างรวดเร็ว พลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งและว่องไวของเขา ทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งสองไม่มีทางสู้เลยแม้แต่น้อย เพียงชั่วพริบตา พวกมันก็ถูกจับตรึงไว้กับพื้นอย่างแน่นหนา
“พวกแกคิดจะทำอะไรกันในป่าแห่งนี้” อาเฉิงถามเสียงเข้ม ดวงตาเย็นยะเยือก
ชายฉกรรจ์ทั้งสองร้องขอชีวิตและสารภาพว่าพวกตนเป็นโจรป่าที่เพิ่งมาปล้นของมีค่าจากชายชราผู้นี้
อาเฉิงจับพวกโจรผูกมัดไว้กับต้นไม้อย่างแน่นหนาก่อนจะหันมามองซูหลิงและซูเม่ย
“เจ้าสองคนไม่เป็นอะไรใช่ไหม” อาเฉิงถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาบ่งบอกถึงความห่วงใยเล็กน้อย
ซูหลิงพยักหน้า “ไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านมากที่มาช่วยไว้”นางรู้สึกโล่งใจอย่างยิ่งที่อาเฉิงมาถึงทันเวลา
อาเฉิงเดินไปดูอาการของชายชราที่นอนหมดแรงอยู่บนพื้น “ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
ชายชราพยายามพยุงตัวลุกขึ้น ใบหน้าของเขาซีดเผือด แต่ก็ยังคงมีแววแห่งความภาคภูมิใจในดวงตา “ข้าไม่เป็นอะไรมากนัก ขอบคุณเด็กสาวทั้งสองที่มาช่วยไว้ และขอบคุณท่านที่มาช่วยจับโจรพวกนี้”
อาจารย์จาง: พ่อครัวชราผู้โดดเดี่ยว
ซูหลิงและซูเม่ยเข้าไปช่วยพยุงชายชราขึ้น ชายชราผู้นี้ดูมีอายุมากแล้ว แต่ดวงตาของเขากลับเปี่ยมด้วยแววปัญญาและท่าทางที่สง่างามผิดจากชาวบ้านทั่วไป เสื้อผ้าของเขาแม้จะขาดรุ่งริ่งจากการต่อสู้ แต่ก็ยังคงดูมีราคา
“ข้าขอแนะนำตัว” ชายชรากล่าวเสียงแหบพร่า “ข้าชื่อ จาง ชาวบ้านมักเรียกข้าว่า อาจารย์จาง ขอบคุณพวกเจ้ามากจริง ๆ ที่ช่วยชีวิตข้าไว้”
ซูหลิงรู้สึกตกใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อของชายชรา นางนึกถึงพล็อตเรื่องที่เคยอ่าน อาจารย์จางคือพ่อครัวชราที่เคยโด่งดังในวังหลวง
“ท่านอาจารย์จางไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” ซูหลิงกล่าวอย่างนอบน้อม “พวกเราแค่ผ่านมาเห็นพอดีเจ้าค่ะ”
อาเฉิงกล่าวเสริม “พวกเราจะนำโจรพวกนี้ไปส่งให้ทางการหมู่บ้านจัดการขอรับ ท่านอาจารย์จางควรกลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อน”
“ข้าไม่มีบ้านที่แน่นอนนักหรอก” อาจารย์จางถอนหายใจ “ข้าอาศัยอยู่เพียงลำพังในกระท่อมเล็ก ๆ ที่กลางป่าแห่งนี้เท่านั้น”
ซูหลิงได้ยินดังนั้นก็นึกสงสาร “ถ้าเช่นนั้น ท่านอาจารย์จางจะไปพักที่กระท่อมของข้าก่อนได้ไหมเจ้าคะ กระท่อมของข้าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก”
อาจารย์จางมองซูหลิงด้วยแววตาแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนพวกเจ้าแล้ว”
เมื่อมาถึงกระท่อมของซูหลิง ซูเม่ยรีบจัดหาผ้าสะอาดและน้ำอุ่นมาให้ อาจารย์จางได้ชำระล้างบาดแผล ซูหลิงต้มน้ำสมุนไพรบำรุงกำลังให้อาจารย์จางดื่ม อาเฉิงช่วยจับโจรป่าไปส่งให้ผู้ใหญ่บ้านจัดการ จากนั้นก็กลับมารายงานหลี่จิ่น
ขณะที่อาจารย์จางพักผ่อนอยู่บนเตียง ซูหลิงก็จัดแจงทำอาหารง่าย ๆ ที่ใช้วัตถุดิบที่เหลืออยู่ อาหารที่นางทำในวันนี้คือ โจ๊กปลาสมุนไพร นางตั้งใจทำเป็นพิเศษ เพราะรู้ว่าอาจารย์จางเป็นพ่อครัวผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อโจ๊กสุกกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วกระท่อม อาจารย์จางที่นอนหลับตาพักผ่อนอยู่บนเตียงก็พลันลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววสนใจเมื่อได้กลิ่นหอมนั้น ซูหลิงตักโจ๊กใส่ชามดินเผาใบเล็ก ๆ แล้วนำไปให้อาจารย์จาง
“ท่านอาจารย์จาง ลองชิมโจ๊กของข้าดูเจ้าค่ะ” ซูหลิงกล่าวอย่างนอบน้อม
อาจารย์จางรับชามโจ๊กมาอย่างช้า ๆ เขาสูดดมกลิ่นหอมกรุ่นของโจ๊ก ก่อนจะบรรจงตักเข้าปากคำแรก ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย รสชาติกลมกล่อมของโจ๊กปลาที่หอมกรุ่นด้วยสมุนไพรบางชนิดที่เขาคุ้นเคย และบางชนิดที่ไม่คุ้นเคย ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
“นี่มันฝีมือของเจ้าหรือ” อาจารย์จางถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและชื่นชม “รสชาติล้ำลึกนัก ข้าไม่เคยลิ้มรสโจ๊กที่ปรุงได้พิถีพิถันเช่นนี้มาก่อนในชีวิต”
ซูหลิงยิ้มบาง ๆ “ข้าแค่ลองปรับเปลี่ยนวิธีการปรุงเล็กน้อยเจ้าค่ะ”
“ไม่ใช่แค่เล็กน้อยแล้ว” อาจารย์จางกล่าวอย่างจริงจัง “เจ้ามีความสามารถที่ซ่อนอยู่จริง ๆ นะ เจ้ามีพรสวรรค์ด้านการทำอาหารที่ยอดเยี่ยม”
คำชื่นชมจากอาจารย์จางทำให้ซูหลิงรู้สึกดีใจอย่างยิ่ง นางไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้พบกับปรมาจารย์ด้านอาหารเช่นนี้ และเขายังชื่นชมฝีมือของนางอีกด้วย
หลังจากอาจารย์จางทานโจ๊กจนหมด เขาก็รู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาก เขาลุกขึ้นนั่งและเริ่มพูดคุยกับซูหลิงเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตของเขา
อาจารย์จางเล่าว่าเขาเคยเป็นพ่อครัวประจำในวังหลวง มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องฝีมือการปรุงอาหาร แต่เมื่อเกิดเรื่องราวทางการเมืองบางอย่าง ทำให้เขาต้องหนีออกจากวังหลวงและมาใช้ชีวิตอย่างสันโดษในป่าแห่งนี้
“ข้าเลิกทำอาหารมานานแล้ว” อาจารย์จางถอนหายใจ “แต่เมื่อได้ลิ้มรสอาหารของเจ้า ทำให้ข้าหวนนึกถึงวันวานที่เคยมีความสุขกับการทำอาหารอีกครั้ง”
ซูหลิงเล่าเรื่องราวที่นางพยายามทำขนมปิ่งขาย และกำลังประสบปัญหาเรื่องวัตถุดิบและอุปกรณ์ อาจารย์จางรับฟังด้วยความเข้าใจ
ปัญหาเรื่องวัตถุดิบนั้นแก้ไขได้ไม่ยาก” อาจารย์จางกล่าว “ในป่าแห่งนี้ยังมีสมุนไพรและพืชผักอีกมากมายที่เจ้ายังไม่รู้จัก และสามารถนำมาปรุงอาหารได้ ที่สำคัญคือวิธีการใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
อาจารย์จางเริ่มให้คำแนะนำแก่ซูหลิงเกี่ยวกับวิธีการเลือกวัตถุดิบจากป่า การปรุงอาหารด้วยวิธีที่แตกต่างออกไป รวมถึงการใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซูหลิงตั้งใจฟังทุกคำพูดของอาจารย์จางอย่างละเอียด นางรู้สึกเหมือนได้เปิดโลกการทำอาหารใบใหม่
“นอกจากนี้ ข้ามีของสิ่งหนึ่งที่อยากจะมอบให้เจ้าเป็นการตอบแทนที่ช่วยชีวิตข้าไว้” อาจารย์จางกล่าวพลางหยิบห่อผ้าเก่า ๆ ออกมาจากเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งของเขา เมื่อแกะห่อผ้าออกก็ปรากฏตำราอาหารเก่าแก่เล่มหนึ่งที่เขียนด้วยลายมือ เนื้อกระดาษเหลืองกรอบ แต่ตัวอักษรยังคงคมชัด
“นี่คือ ตำราอาหารลับของตระกูลจาง” อาจารย์จางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผูกพัน “ข้าเป็นคนเขียนมันขึ้นมาเองจากประสบการณ์การทำอาหารตลอดชีวิตของข้า มันรวบรวมสูตรอาหารโบราณที่หาได้ยาก และเคล็ดลับการปรุงอาหารที่ถ่ายทอดกันมาในตระกูลของข้า”
ซูหลิงรับตำราอาหารมาด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาของนางเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น นี่คือสมบัติล้ำค่าที่นางไม่เคยคิดว่าจะได้ครอบครอง
“ท่านอาจารย์จาง ข้าจะรับไว้ได้อย่างไรเจ้าคะ นี่มันมีค่ามากเกินไป” ซูหลิงกล่าวด้วยความเกรงใจ
“เจ้าคู่ควรแล้วซูหลิง” อาจารย์จางยิ้ม “เจ้ามีความมุ่งมั่น มีพรสวรรค์ และมีจิตใจที่ดี ข้าเชื่อว่าเจ้าจะสามารถใช้ตำราเล่มนี้สร้างสรรค์อาหารที่ยอดเยี่ยม และนำความสุขมาสู่ผู้คนได้”
อาจารย์จางยังสอนวิธีการอ่านตำราอาหารโบราณ และอธิบายความหมายของศัพท์เฉพาะบางคำที่ซูหลิงไม่เข้าใจ การได้พูดคุยกับอาจารย์จาง ทำให้ซูหลิงรู้สึกเหมือนได้เติมเต็มความฝันในการเรียนรู้การทำอาหารโบราณอย่างแท้จริง
หลังจากนั้น อาจารย์จางก็มาพักอาศัยอยู่ที่กระท่อมของซูหลิงเป็นการชั่วคราว นางและซูเม่ยดูแลเขาอย่างดี อาจารย์จางถ่ายทอดความรู้และเคล็ดลับการทำอาหารให้ซูหลิงทุกวัน ซูหลิงตั้งใจเรียนรู้ทุกอย่างที่อาจารย์จางสอนอย่างกระตือรือร้น
คุณป้าหลี่ที่รู้เรื่องราวการช่วยชีวิตอาจารย์จางก็รู้สึกชื่นชมในความกล้าหาญและน้ำใจของซูหลิง นางยังคอยช่วยหาสมุนไพรและวัตถุดิบแปลก ๆ ที่อาจารย์จางแนะนำมาให้ซูหลิงได้ทดลองใช้
ความรู้ใหม่ ๆ จากอาจารย์จาง ทำให้ซูหลิงเริ่มมองเห็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ นางเริ่มคิดถึงการเปิดร้านอาหารของตัวเอง ไม่ใช่แค่แผงขายเล็ก ๆ อีกต่อไป แต่มันจะต้องเป็นร้านอาหารที่รวบรวมอาหารโบราณที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์
“ซูหลิง เจ้าคิดจะเปิดร้านอาหารจริง ๆ หรือ” ซูเม่ยถามด้วยความตื่นเต้น “แต่เราจะเอาเงินที่ไหนไปลงทุนเล่า”
“ข้าจะเริ่มจากเล็ก ๆ ก่อน” ซูหลิงตอบ “เราจะใช้เงินที่เก็บมาได้จากขนมปิ่ง ข้าจะลองทำเมนูใหม่ ๆ ที่ใช้ความรู้จากท่านอาจารย์จาง และวัตถุดิบที่เราหาได้ในป่า มาขายดู ถ้าขายดี เราก็จะเก็บเงินเพิ่ม เพื่อขยับขยายร้านในอนาคต”
อาจารย์จางยิ้ม “เป็นความคิดที่ดีซูหลิง ข้าจะช่วยเจ้าเอง”
ข่าวการปรากฏตัวของอาจารย์จางในกระท่อมของซูหลิงไปถึงหูของหลี่จิ่นเช่นกัน อาเฉิงผู้ติดตามของเขารายงานเรื่องราวการช่วยชีวิตอาจารย์จางให้หลี่จิ่นทราบอย่างละเอียด
“อาจารย์จาง พ่อครัวชราที่เคยอยู่ในวังผู้นั้นหรือ” หลี่จิ่นเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ “เขายังมีชีวิตอยู่หรือนี่”
หลี่จิ่นนึกถึงชื่อเสียงของอาจารย์จางในวังหลวง เขาเป็นพ่อครัวที่เก่งกาจและมีความรู้ด้านอาหารลึกซึ้ง การที่ซูหลิงสามารถช่วยชีวิตอาจารย์จางและได้รับคำแนะนำจากเขา ยิ่งทำให้หลี่จิ่นสนใจในตัวเด็กสาวผู้นี้มากยิ่งขึ้น
“ดูเหมือนว่านางจะไม่ธรรมดาจริง ๆ” หลี่จิ่นรำพึงเบา ๆ อาเฉิงพยักหน้ารับ “ขอรับนายน้อย นางเป็นคนมีน้ำใจและกล้าหาญนักขอรับ”
หลี่จิ่นสั่งให้อาเฉิงจับตาดูความเคลื่อนไหวของซูหลิงอย่างใกล้ชิด “ข้าอยากรู้ว่านางจะสามารถสร้างสิ่งใดจากความสามารถของนางได้อีก”
ในขณะเดียวกันหวังต้าหงที่ได้ยินข่าวลือเรื่องอาจารย์จางไปพักที่กระท่อมของซูหลิง ก็รู้สึกไม่พอใจและกังวลใจมากยิ่งขึ้น
“เด็กสาวผู้นั้นนับวันยิ่งมีเรื่องน่าประหลาดใจเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อย ๆ” หวังต้าหงกล่าวอย่างหงุดหงิดกับลูกน้อง “นางไม่เพียงแต่ทำอาหารอร่อย แต่ยังไปรู้จักกับพ่อครัวชราผู้เคยโด่งดังในวังหลวงอีก นี่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้ว”
หวังต้าหงเริ่มรู้สึกว่าซูหลิงเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงกว่าที่เขาคิดไว้ เขาต้องหาทางกำจัดนางให้ได้โดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้น ชื่อเสียงและอิทธิพลของเขาในตลาดแห่งนี้อาจจะสั่นคลอน
ซูหลิงไม่รู้เลยว่าการได้พบอาจารย์จางในวันนี้ จะเป็นการเปิดประตูบานใหม่สู่โลกการทำอาหารที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม และเป็นการนำพาชีวิตของนางเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวที่ซับซ้อนขององค์ชายผู้ถูกลดฐานันดรและอำนาจมืดในวังหลวง นางกำลังก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ไม่ใช่แค่การทำอาหารเพื่อประทังชีวิต แต่เป็นการสร้างตำนานบทใหม่ที่หอมกรุ่นด้วยรสชาติแห่งความสุขและความรัก