อารัมภบท
กลิ่นอายโบราณในเมืองที่วุ่นวาย
ในห้วงเวลาที่ทุกสิ่งหมุนวนด้วยความเร่งรีบราวกับกระแสธารที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ณ ใจกลางมหานครที่เต็มไปด้วยแสงสีและเสียงอึกทึกครึกโครมในยุค 2024 ลีน่าคือหนึ่งในฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่กำลังหมุนไปตามแรงขับเคลื่อนนั้น
ชีวิตของเธอถูกขีดเส้นไว้ด้วยตารางงานอันน่าเบื่อหน่ายในออฟฟิศสี่เหลี่ยม โอบล้อมด้วยจอคอมพิวเตอร์ที่สว่างวาบราวกับจะดูดกลืนวิญญาณและกลิ่นกาแฟสำเร็จรูปที่คละคลุ้งไปทั่วทุกอณูอากาศ เสียงแป้นพิมพ์กระทบกันรัวเร็วราวกับเสียงเครื่องจักร เป็นดนตรีประกอบชีวิตประจำวันที่น่าเบื่อหน่ายและไร้ซึ่งสีสัน
แต่ลึก ๆ ลงไปในจิตวิญญาณของลีน่า มีบางสิ่งที่แตกต่างออกไป เธอไม่ใช่แค่พนักงานออฟฟิศธรรมดาที่ก้มหน้าทำงานไปวัน ๆ หากแต่คือหญิงสาวผู้หลงใหลในโลกที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา โลกแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนานของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะการทำอาหารจีนโบราณที่ซับซ้อน ละเอียดอ่อนและเต็มไปด้วยเรื่องราว
เธอสามารถใช้เวลาหลายชั่วโมงจมดิ่งอยู่ในตำราอาหารเก่าแก่ที่หาซื้อได้ตามร้านหนังสือมือสองหรือนั่งดูสารคดีเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวจีนในยุคอดีตอย่างไม่รู้จักเบื่อ เธอจะเฝ้าฝันถึงรสชาติของซุปไก่ตุ๋นยาจีนที่เคี่ยวจนน้ำข้น หอมกรุ่นด้วยกลิ่นสมุนไพร หรือกลิ่นหอมหวลของหมูสามชั้นตุ๋นที่นุ่มละลายในปาก ราวกับว่ากลิ่นเหล่านั้นลอยข้ามกาลเวลามาเคาะประตูเรียกเธอจากความเบื่อหน่ายในโลกปัจจุบัน
เธอไม่ได้แค่ชื่นชอบแต่เธอมุ่งมั่นที่จะรื้อฟื้นและเรียนรู้ ลีน่าใช้เงินเดือนส่วนใหญ่ไปกับการซื้อวัตถุดิบหายากที่พอจะหาได้ในตลาดเอเชีย เพื่อทดลองปรุงอาหารตามตำราเก่า ๆ ในคอนโดเล็ก ๆ ของเธอ กลิ่นหอมของน้ำซุปที่ค่อย ๆ เคี่ยว กลิ่นเครื่องเทศที่โชยออกมาจากกระทะร้อน ๆ เป็นโอเอซิสเดียวในชีวิตที่แห้งแล้งของเธอ ความฝันอันสูงสุดของลีน่าคือการได้เป็นเจ้าของร้านอาหารจีนโบราณเล็ก ๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของวันวาน ที่ผู้คนสามารถเข้ามาลิ้มรสอาหารที่ปรุงด้วยใจและสัมผัสถึงจิตวิญญาณของยุคสมัยที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
อย่างไรก็ตามความฝันนั้นดูเลือนรางและห่างไกลเหลือเกินในโลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้าย โลกที่การแข่งขันสูงลิบลิ่วและเงินทองคือปัจจัยสำคัญที่สุด ทุกครั้งที่ลีน่ามองออกไปนอกหน้าต่างออฟฟิศเห็นตึกสูงเสียดฟ้าที่เรียงรายกันเป็นป่าคอนกรีต เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ ที่กำลังต่อสู้กับกระแสธารอันเชี่ยวกรากของยุคสมัย ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ก็ยิ่งท้อถอยมากเท่านั้น ความฝันของเธอเปราะบางราวกับเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดสะบั้นลงได้ทุกเมื่อ
ในคืนหนึ่งที่ฝนตกหนักราวกับฟ้าจะถล่มลงมา ลีน่าเลิกงานช้ากว่าปกติ ความเหนื่อยล้าจากการทำงานทั้งวันบวกกับความรู้สึกท้อแท้ในชีวิตทำให้เธอเหม่อลอย ขณะที่เธอก้าวข้ามถนนในขณะที่สัญญาณไฟจราจรกำลังจะเปลี่ยนสี ความมืดมิดและเสียงคำรามของรถบรรทุกที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงคือสิ่งสุดท้ายที่เธอรับรู้ได้ เสียงกรีดร้องของผู้คนที่อยู่รอบข้างและแสงไฟสว่างจ้าราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง เป็นภาพสุดท้ายที่ประทับอยู่ในห้วงสำนึกของเธอ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงราวกับหลับใหลไปตลอดกาล
การตื่นขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้เป็นไปอย่างที่ลีน่าคาดหวัง ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครมของเมืองใหญ่ เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างที่แปลกประหลาด แสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องผ่านช่องว่างของฝาไม้เก่า ๆ กลิ่นดินและกลิ่นหญ้าที่ลอยมาตามลม เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้ว และเสียงลำธารไหลเอื่อย ๆ แทนที่เสียงแตรและเสียงเครื่องยนต์ที่เธอคุ้นเคย
เปลือกตาของเธอค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ สิ่งที่เธอเห็นตรงหน้าคือเพดานไม้ที่เก่าคร่ำคร่า ผนังดินดิบที่ฉาบปูนอย่างหยาบ ๆ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ดูบอบบางแต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของยุคสมัยที่เธอเคยใฝ่ฝัน เสื้อผ้าที่เธอสวมอยู่ไม่ใช่ชุดทำงานที่รัดแน่น หากแต่เป็นชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีซีดที่หลวมโคร่งไปทั้งตัว และเมื่อเธอเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้า สิ่งที่เธอรับรู้ได้ไม่ใช่ความคุ้นเคย หากแต่เป็นผิวพรรณที่เนียนละเอียดกว่าเดิม และขนาดของใบหน้าที่เล็กลงอย่างเห็นได้ชัด
ความสับสนตีรวนอยู่ในสมอง เธอพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่ร่างกายกลับอ่อนแรงเกินกว่าจะขยับได้มากนัก เสียงประตูที่เปิดออกเบา ๆ ทำให้เธอหันไปมอง หญิงสาววัยไล่เลี่ยกันในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเรียบง่ายก้าวเข้ามาพร้อมกับชามข้าวต้มในมือ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความห่วงใย
“เจ้าฟื้นแล้ว ซูหลิง!!! ข้าเป็นห่วงเจ้าแทบแย่” เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นด้วยภาษาจีนที่เธอไม่เคยได้ยินในชีวิตประจำวัน หากแต่คุ้นเคยจากภาพยนตร์และซีรีส์โบราณที่เธอหลงใหล
ซูหลิงชื่อนี้ทำให้ลีน่ารู้สึกประหลาดใจ ชื่อที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต แต่กลับถูกเรียกขานด้วยความรักและความห่วงใยจากหญิงสาวตรงหน้า เธอพยายามจะเอ่ยถา แต่เสียงที่ออกมากลับแหบพร่าและไม่คุ้นหู
หญิงสาวตรงหน้าวางชามข้าวต้มลงข้างเตียงแล้วเข้ามาพยุงเธออย่างอ่อนโยน “ค่อย ๆ ดื่มเถิดซูหลิง เจ้าหลับไปหลายวันแล้ว ข้าจะไปเรียกท่านหมอมาดูอีกครั้ง”
เมื่อหญิงสาวจากไปลีน่าจึงใช้โอกาสนั้นสำรวจตัวเองและสภาพแวดล้อมอย่างละเอียด เธอมั่นใจว่านี่ไม่ใช่โรงพยาบาล ไม่ใช่เมืองที่เธอเคยอยู่และเธอไม่ได้อยู่ในร่างของลีน่าอีกต่อไปแล้ว ภาพสะท้อนของเธอในอ่างน้ำเล็ก ๆ ที่วางอยู่ข้างเตียงเผยให้เห็นใบหน้าของเด็กสาวชาวบ้านอายุราวสิบหกปี ดวงตาโตใส ผมดำขลับยาวสลวย และริมฝีปากที่ซีดเซียว ร่างกายซูบผอมบ่งบอกถึงความยากลำบาก
นี่คือเรื่องจริงหรือความฝันหรือนี่คือโอกาสที่สวรรค์มอบให้เธอได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ในยุคสมัยที่เธอใฝ่ฝันถึงมาตลอดความคิดมากมายประเดประดังเข้ามาในหัวของเธอ แต่ในความสับสนนั้นเอง ประกายแห่งความหวังเล็ก ๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
ซูหลิงชื่อใหม่นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวบทใหม่ในชีวิตของเธอ เรื่องราวที่เธอจะใช้พรสวรรค์และความหลงใหลในการทำอาหาร เพื่อสร้างสรรค์ชีวิตในยุคสมัยที่ไม่คุ้นเคย และบางทีอาจจะพบกับโชคชะตาและความรักที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน