บทที่ 2 ไม่ยอมรับผิด

1677 Words
พนักงานทั้งหลายต่างก็รู้สึกผิดแต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไปดีจึงได้แต่ยืนมองหน้ากันอยู่อย่างนั้น พวกเขาเป็นแค่พนักงานธรรมดา ไม่มีใครมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์เลยสักคน ต่อให้อยู่ช่วยก็ช่วยไม่ได้ จึงคิดจะแยกย้ายกันกลับบ้าน “พี่ ฉันว่าพรุ่งนี้ฉันจะเขียนใบลาออก” พนักงานสาวคนที่เป็นคนกดปุ่มผิดพูดขึ้นอย่างสำนึกผิด และคิดจะรับผิดชอบความผิดพลาดในครั้งนี้ด้วยการลาออก “จะลาออกทำไมล่ะปิ่น คุณหมอยังไม่ได้ตำหนิอะไรเธอเลยนะ พี่ว่าอย่าเพิ่งคิดมากเลยนะ กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ” พนักงานรุ่นพี่รีบเดินเข้ามาจับมือเธอไว้ด้วยความตกใจ ก่อนจะพูดปลอบใจหญิงสาว “พี่หญิง แต่ปิ่นทำให้คุณหมอเดือดร้อนนะคะ ปิ่นทำให้คลินิกมีปัญหา ปิ่นควรรับผิดชอบด้วยการลาออกก็สมควรแล้ว” ปิ่นธิดายังคงพูดด้วยความรู้สึกผิดไม่หาย ขณะพูดออกมาน้ำตาก็ไหลไม่หยุด “พี่ว่าแกอย่าเพิ่งคิดมากนักเลย คุณหมอชญาณีเป็นคนใจดีมาก เรื่องแค่นี้คุณหมอไม่โกรธถึงขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้เรียกโปรแกรมเมอร์มาแล้วก็คงจะกู้ข้อมูลได้เองแหละ” พนักงานรุ่นพี่อีกคนพูดขึ้น เพราะเธอทำงานที่นี่มานานจึงพอจะรู้นิสัยใจคอของเจ้านายสาวดี จริงอย่างที่พนักงานรุ่นพี่พูด หมอชญาณีไม่ใช่คนที่จะโกรธใครง่าย ๆ เธอเป็นคนใจดีมาก และเป็นคนมีเหตุผล เรื่องข้อมูลคนไข้หายนี้เป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่ก็คิดว่าต้องมีหนทางที่จะแก้ไขได้ จึงไม่ได้ลงโทษพนักงานคนนั้นรุนแรงถึงขั้นไล่ออก เพียงแค่ให้ทำงานอย่างอื่นเพื่อเป็นการชดเชยความผิดเท่านั้น ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นคนใจดีก็จริง แต่ภายใต้ความใจดีนั้นก็มีความเด็ดขาดอยู่พอตัว เธอไม่ใช่ผู้หญิงใจดีที่ทำตัวอ่อนโยนหรือว่าอ่อนแอ ทว่าเธอเป็นคนที่เข้มแข็งและจริงจังในการทำงานมาก ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้น เธอก็จะต้องหาทางแก้ไขให้ได้ ชญาณีนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ของตนเอง ก่อนจะเปิดโปรแกรมที่ใช้บันทึกข้อมูลของคนไข้ในคลินิกขึ้นมา “ลองทำเองดูก่อนก็แล้วกัน ถ้าทำได้ก็จะได้ไม่ต้องเรียกโปรแกรมเมอร์” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะลองทำดูเผื่อว่าจะสามารถกู้ข้อมูลของคนไข้กลับมาได้ ก่อนหน้านี้เธอเคยลงเรียนคอร์สเกี่ยวกับการเขียนและจัดการโปรแกรมคอมพิวเตอร์สั้น ๆ จึงคิดว่าจะลองใช้ความรู้ความสามารถที่เรียนมานี้ลองกู้ข้อมูลดูก่อน เผื่อว่าจะทำได้ หญิงสาวนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งคืน เข้าออกโปรแกรมก็หลายครั้ง แต่ว่าทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จสักที “แค่พนักงานกดปุ่มผิดแค่นี้ คงไม่ถึงขั้นทำให้ข้อมูลถูกลบไปทั้งหมดหรอก คงต้องมีสำรองอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่ ๆ ฉันจะต้องหาให้เจอ” หญิงสาวพูดกับตัวเองอย่างมุ่งมั่น แล้วนั่งค้นหาข้อมูลในคอมพิวเตอร์ต่อไปอย่างตั้งใจ และในที่สุดเมื่อแสงแรกของวันส่องเข้ามาทางหน้าต่าง หญิงสาวก็สามารถกู้ข้อมูลทั้งหมดกลับมาได้สำเร็จ เธอถอนหายใจออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย แล้วนั่งพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ทำงานสักพัก ดวงตาของเธอพร่ามัวจนแทบจะลืมตาไม่ไหวอยู่แล้ว แต่ว่าแทนที่จะหลับตาพักผ่อน หญิงสาวกลับลุกขึ้นจากเก้าอี้ เพราะนี่ก็เช้าแล้ว เธอต้องกลับบ้านไปอาบน้ำเตรียมตัว เพื่อไปเข้าประชุมผู้บริหารที่ห้างสรรพสินค้าในตอนเช้าอีก ว่าแล้วก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วโทรหาพนักงานอาวุโสของคลินิกทันที (‘ฮัลโหล ตอนนี้หมอแก้ไขเรื่องข้อมูลได้เรียบร้อยแล้วนะ ทุกอย่างกลับมาปกติแล้ว’) เธอบอกออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง (‘จริงเหรอคะคุณหมอ ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ’) (‘คราวหลังระวังให้ดีล่ะ อย่าให้เกิดปัญหาแบบนี้อีก กว่าจะแก้ได้เล่นเอาสว่าง’) (‘ค่ะ คราวหน้าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีกค่ะ’) หลังจากที่วางสายแล้ว ชญาณีก็ขับรถตรงดิ่งกลับมาที่บ้านของตัวเอง ตอนนี้เธอเหลือเวลาอีกไม่มากนักจึงต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วไปประชุมที่ห้างสรรพสินค้าต่อ ถึงแม้ว่าจะง่วงนอนแค่ไหน แต่ว่าเรื่องงานก็ต้องมาก่อนเสมอ เมื่อถึงบ้านชญาณีก็รีบอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว เธอไม่ใช่คนเจ้าสำอางที่จะอาบน้ำแต่งตัวและแต่งหน้านานเป็นชั่วโมงเหมือนผู้หญิงคนอื่น เพราะถึงอย่างไรเครื่องหน้าของเธอก็สวยอยู่แล้ว เพียงตบแป้งนิดทาลิปสติกหน่อย ก็เป็นอันว่าออกจากบ้านได้ พอเสร็จเรียบร้อยเธอก็หยิบลูกอมรสเผ็ดเข้าปากไปก้อนหนึ่ง ก่อนที่ตาจะสว่างอีกครั้ง จากนั้นก็ขับรถไปยังห้างสรรพสินค้าของตนเอง เมื่อชญาณีเดินทางไปถึงห้างสรรพสินค้าของตัวเองก็เป็นเวลาเกือบแปดโมงเช้าแล้ว ยังไม่ทันได้ทานอาหารเช้าก็รีบตรงเข้าห้องประชุมทันที เนื่องจากกลัวว่าจะเข้าประชุมสาย แล้วทำให้หุ้นส่วนของห้างสรรพสินค้าไม่พอใจ ยิ่งพวกหุ้นส่วนอาวุโสกลุ่มนี้ ดันเป็นป้า ๆ น้า ๆ อา ๆ ของเธอด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่อยากจะมีปัญหาเข้าไปใหญ่ เพราะตั้งแต่มารับช่วงต่อจากพ่อ พวกเขาไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไร คนแก่พวกนี้ชอบใช้ข้ออ้างว่าเธอยังเด็กเกินไป ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานบริหารของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ ซึ่งความจริงเธอก็ไม่ได้เด็กแล้ว เพราะปีนี้อีกไม่กี่เดือนเธอก็จะอายุครบสี่สิบ แต่ว่าสำหรับคนแก่พวกนั้น ยังไงก็มองเธอในแง่ลบอยู่ดี เมื่อหญิงสาวเดินเข้ามาในห้องประชุม ก็เห็นว่าพวกหุ้นส่วนอาวุโสนั่งรอเธออยู่แล้ว พวกเขาต่างมองมาที่เธอด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ เมื่อเห็นว่าเธอเข้าห้องประชุมมาเป็นคนสุดท้าย ชญาณีก็ได้แต่คิดในใจ ‘คนพวกนี้จะอะไรนักหนา ตั้งใจจะจับผิดฉันอยู่ตลอดเวลาเลยหรือไง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาประชุมสักหน่อย และที่สำคัญฉันมาถึงก่อนตั้งสิบนาทีเสียด้วยซ้ำ’ หญิงสาวเดินตรงเข้าไปนั่งหัวโต๊ะตำแหน่งประธานบริษัทในทันที “ท่านประธานจะรับกาแฟเลยไหมคะ” ทรายแก้วเลขาคนสนิทของชญาณีเอ่ยถามขึ้น “ก็ดีจ้ะ” หญิงสาวตอบพร้อมรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวทรายลงไปซื้อครัวซองต์ให้นะคะ ดูแล้วท่านประธานน่าจะยังไม่ได้ทานอะไร” ทรายแก้วพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง เนื่องจากรู้อยู่แล้วว่าเจ้านายสาวมักจะทำงานหนักอยู่เสมอ ยิ่งตอนนี้สีหน้าของท่านประธานดูไม่ดีเท่าไร จึงอยากจะดูแลให้ดีที่สุด “ไม่ต้องหรอกจ้ะ แค่กาแฟก็พอ เอาไว้ประชุมเสร็จแล้วค่อยกินทีเดียว เธอเตรียมจดบันทึกการประชุมเถอะ” ชญาณีตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเล็กน้อย “ค่ะ” หญิงสาวรับคำเบา ๆ จากนั้นทรายแก้วก็ไปนำกาแฟมาเสิร์ฟแล้วเดินกลับไปนั่งในที่ของตนเอง เพื่อทำหน้าที่จดรายงานการประชุมให้กับเจ้านายต่อไป “เอาล่ะ เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เรื่องที่จะประชุมในวันนี้เป็นเรื่องของปัญหาที่แต่ท่านต้องการหารือ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใช่ไหมคะ” หญิงสาวพูดเปิดการประชุมทันที พร้อมกับมองไปที่หุ้นส่วนอาวุโสคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ลูกชายของเขากำลังดูแลแผนกจัดซื้ออยู่ เวลานี้แผนกจัดซื้อกำลังมีปัญหา เพราะว่าลูกชายของเขาทำงานผิดพลาด ทำให้สินค้าแบรนด์ต่าง ๆ ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ที่จะมาถึงล่าช้าออกไปเกือบเดือน และปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ เดือนนี้ห้างสรรพสินค้าจะไม่มีสินค้าเหล่านั้นวางขายตามแผนงานที่เคยวางไว้ “คุณอาชนินทร์จะชี้แจงยังไงคะ เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่มีปัญหา” เธอถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพร้อมกับมองชายวัยกลางคนอย่างรอคอยคำตอบ แวบแรกในความคิดของชนินทร์นั้น อย่างไรก็ต้องปกป้องลูกชายของตัวเอง เลยรีบโยนความผิดไปให้ชญาณีทันที “ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะเธอไม่ยอมลงมาดูเอกสารสั่งซื้อด้วยตัวเองน่ะสิ จนพิภพต้องรับหน้าแทน นี่ยังดีนะว่าล่าช้าแค่เดือนเดียว ถ้าเป็นอย่างนี้อีกต่อไปจะทำอย่างไร” น้ำเสียงและใบหน้าของเขาดูจะโมโหไม่น้อย เมื่อได้ยินเหตุผลของชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอา หญิงสาวแทบอยากหาอะไรทุ่มใส่เขา แต่สุดท้ายก็ได้แต่บอกตัวเองว่าให้ใจเย็นเข้าไว้ จึงสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ แล้วอธิบายว่า “คุณอาคะ ยังจำได้ไหมคะว่าเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วพวกเราได้พูดคุยอะไรกันเอาไว้ คุณอาบอกกับฉันว่าขอสิทธิ์เด็ดขาดในแผนกจัดซื้อ โดยให้พี่พิภพตัดสินใจเพียงผู้เดียว ไม่ให้ฉันเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย แล้วตอนนี้คุณอาจะมาใช้เหตุผลนี้ได้ยังไง ในเมื่อคุณอาเป็นคนขอแบบนั้นเอง ถ้าพูดแล้วทำไม่ได้ จะมาโยนความผิดให้คนอื่นได้ยังไง!!” ชนินทร์ถึงกับหน้าเจื่อนเมื่อถูกหลานสาวตอกกลับ มิหนำซ้ำทรายแก้วเลขาคนสวยก็ยังค้นบันทึกการประชุมเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วขึ้นมา เพื่อยืนยันคำพูดของเจ้านายอีก ทำเอาชนินทร์ถึงกับไปไม่เป็น แม้แต่หุ้นส่วนอาวุโสคนอื่น ๆ ก็ได้แต่นิ่งเช่นกัน ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพื่อช่วยชนินทร์เลยแม้แต่คนเดียว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD