ดวงใจวาดิม1
(กรุงโรม ประเทศอิตาลี)
ตึก! ตึก! ตึก!
'เลอา' หรือ ดารกา เงยหน้าขึ้นจากการจัดช่อดอกไม้เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่วิ่งลงบันไดมาอย่างรีบร้อน
"พี่! พี่เลอา!"
"มีมี่พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าวิ่ง รู้มั้ยเธออาจจะตกลงมาคอหักตายได้นะ!"
"ตกบันไดตายก็ดีน่ะสิจะได้เป็นผีเฝ้าบ้าน แฮ่!!"
มีมี่เด็กสาวลูกครึ่งไทย-อิตาลี แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกพี่สาวอย่างซุกซน จนเลอาต้องส่ายหน้าน้อยๆอย่างระอากับความแสบของน้อง
"มีอะไรถึงต้องรีบขนาดนี้ด้วย"
หญิงสาวพูดกับน้องในขณะที่มือหยิบจับดอกไม้อย่างคล่องแคล่ว
"ก็ลืมว่าเปิดเรียนต้องทำโมบายไปส่งอาจารย์ เพื่อนส่งข้อความมาถามว่าเสร็จหรือยังเลยนึกขึ้นได้"
"แล้ว?"
คิ้วเรียวเลิกขึ้นเป็นคำถามเด็กสาวจึงรีบขยับเข้ามากอดแขนพี่อย่างออดอ้อน
"พี่ก็ต้องช่วยน้องทำน่ะสิ เพราะพี่คงไม่ปล่อยให้น้องทำเองหรอกใช่มั้ย"
"มาๆพี่ช่วยก็ได้ ของอยู่ไหนล่ะ"
มีมี่วิ่งปรู๊ดไปหลังบ้านก่อนจะหยิบถุงอุปกรณ์การทำโมบายมายื่นให้พี่สาว
"เตรียมไว้ครบยังกล้าลืมอีก"
"แฮะๆ ก็คนมันลืมอะ"
"ไม่ต้องมายิ้มเลย"
"ยิ้มสิ ยิ้มให้พี่สาวสุดที่รัก พี่เลอาคือเจ้าหญิง เอ้ย! ไม่ใช่สิพี่คือนางฟ้าของน้อง เป็นดวงดาวที่ส่องสว่างให้มีมี่คนนี้"
ดารดา อิ่มเอม หญิงสาววัยยี่สิบสามปีผู้มีนิสัยเข้มแข็ง ขยันและอดทนสวนทางกับใบหน้าหวานละมุนสไตล์คุณหนู เธอเป็นนักศึกษาปีสี่ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
โง่แล้วยังอยากจะเรียน!
เธอยังจำคำพูดของแม่เลี้ยงในวันที่เธอขอค่าเทอมส่วนหนึ่งจากบิดาได้ขึ้นใจ
ชื่อ ดารกา แปลว่า ดวงดาว เธอได้ชื่อนี้เพราะบิดาอยากให้เธอเป็นอย่างนั้น ส่วนชื่อเล่น เลอา ความหมายคือเจ้าหญิง มารดาตั้งให้เธอเพราะเธอคือลูกสาวคนแรกที่มารดารอคอย จึงอยากให้เธอเกิดมาเป็นเจ้าหญิงตัวน้อยๆของครอบครัว
หึ!
บางครั้งหญิงสาวก็อดที่จะยิ้มขื่นไม่ได้เวลามีใครถามถึงชื่อเธอ และก็มีบางครั้งที่เธอนึกถึงแล้วหัวเราะทั้งน้ำตา เพราะตอนนี้เธอไม่ได้ถูกใครเห็นว่าเป็นดาว รวมทั้งไม่ได้เป็นเจ้าหญิงของใคร แต่กลายเป็นเด็กบ้านแตกที่ถูกทิ้งให้อยู่กับป้าและลุงเขย มาเป็นส่วนเกินในครอบครัวของคนอื่นเพราะผู้ให้กำเนิดทั้งสองไม่ต้องการ
"ยิ้มอะไรอะพี่"
"ทำไมยิ้มไม่ได้เหรอ"
"ได้ แต่พี่ยิ้มแปลกๆอะ"
"ไม่ยิ้มก็ได้ หัวเราะแทนละกัน ฮะ ฮะ ฮะ"
"พอเลย หยุดขำแล้วช่วยคิดทีว่าจะทำแบบไหนดี พี่ต้องออกแบบให้สวยๆนะ ฉันคุยไว้เยอะว่ามีพี่สาวเก่ง"
มีมี่ออดอ้อนให้พี่ช่วยทำโมบายและเลอาก็รู้ดีว่าถูกน้องหลอกใช้แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเต็มใจช่วยอยู่ดี
"ปากหวานหลอกใช้พี่"
"จ้า..."
มีมี่เป็นลูกสาวของลุงทอมและป้าวิภาที่รับดูแลเธอมาตั้งแต่พ่อแม่แยกทางกัน ตอนนี้มีมี่เรียนอยู่ไฮสคูลและกำลังจะขึ้นเป็นนักศึกษาปีหนึ่งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
"จบเทอมนี้ก็จะได้เป็นนักศึกษาแล้วตื่นเต้นจังพี่"
"ตื่นเต้นทำไมก็แค่เปลี่ยนที่เรียนใหม่"
"แหม...ก็คนมันไม่เคยนี่ ตอนพี่เข้ามหาลัยไม่ตื่นเต้นเลยหรือไง"
"หึ! เครียด!"
"เครียดเรื่องไรอะ"
"เครียดหาเงินไง"
"อ้อ...เหมือนโทมัส เกิดใกล้เคียงกันเรียนไม่เก่งเหมือนกัน พี่สองคนน่าสงสารเนอะ"
มีมี่กล่าวถึงโทมัสพี่ชายแท้ๆของเธอซึ่มมีอายุมากกว่าเลอาเพียงหนึ่งปี
"ปากดีนัก เจาะเองละกันไอ้กระป๋องเนี่ย!"
"โอ๋ๆๆๆ ล้อเล่นน่า"
เลอาส่งค้อนให้น้องแล้วจึงพยายามทำงานตรงหน้าต่อไป ถึงแม้มีมี่จะไม่ใช่น้องแท้ๆแต่การได้เติบโตมาด้วยกันก็ทำให้รักกันแน่นแฟ้น
"ถ้าขึ้นมหาลัยวิก็ต้องมองหางานพิเศษทำแล้ว ถ้าไปทำในที่ที่มีรุ่นพี่ทำเขาจะเอ็นดูเราใช่มั้ย"
"ไม่"
"ทำไมละ เด็กเฟรชชี่ปีหนึ่งน่ารักออกก็ต้องมีแต่รุ่นพี่เอ็นดูสิ"
"ไม่หรอก..."
เลอาตอบสั้นๆโดยที่มือและตายังคงจดจ่ออยู่กับงานในมือ
"แล้วส่วนใหญ่เด็กมหหาลัยทำงานที่ไหนกันล่ะพี่"
"งานเด็กเสิร์ฟ ขายของในห้าง พนักงานขาย เยอะแยะหลายงาน"
"แล้วพี่ว่าฉันเหมาะกับงานไรดีอะ"
"ขายของในห้าง"
"ทำไมละพี่"
"เพราะมันเป็นงานกลางวัน"
"แต่พี่ราเชลพี่สาวจีเซลที่เรียนรุ่นเดียวกับพี่เขาบอกว่าทำงานกลางคืนได้เงินเยอะ เป็นพนักงานต้อนรับในคลับเงินเดือนหลายหมื่นเลยนะ แบบนี้ทำกลางคืนไม่ดีเหรอ"
"ไม่ดี เพราะงานง่ายเงินดีไม่มีอยู่จริง"
"มี เพราะพี่สาวจีเซลรวยมากใช้แต่ของแพงๆ จีเซลบอกว่าพี่เขาได้เงินเดือนเยอะ"
ปึง!
เลอาวางกรรไกรลงบนโต๊ะแรงๆก่อนจะหันมองน้องอย่างจริงจัง
"ได้เงินเยอะก็ต้องเอาอะไรที่มีค่าของเราไปแลก มันไม่มีหรอกนะที่จะทำแค่นั้นแล้วได้เงินเยอะได้เงินง่าย ไอ้เงินที่พี่สาวเพื่อนเธอได้มาเขาแลกด้วยอะไรที่มากกว่าแรง เพราะฉะนั้นถ้าเขามาชวนห้ามไปยุ่งเด็ดขาด"
"พี่...พี่คิดมากไปหรือเปล่า ทำไมพี่มองโลกในแง่ร้ายจัง"
หญิงสาวเหยียดยิ้มขมขื่นแล้วหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต เรื่องราวที่เปลี่ยนเด็กสาวคนนึงไปอย่างสิ้นเชิง เลอาในอดีตเคยอ่อนต่อโลกและมองทุกอย่างสวยงาม จนได้รู้ว่าโลกแห่งความเป็นจริงมันโหดร้ายแค่ไหน เธอจึงเลือกที่จะละทิ้งความเชื่อเดิมๆไปจนหมด เหลือเพียงเลอาที่เข้มแข็งและสู้ชีวิตคนนี้
"แกไม่น่าถามคำถามนี้กับพี่เลยนะ เพราะแกก็น่าจะรู้ดีว่าทำไมพี่ถึงมองโลกแบบนี้"
"ขอโทษนะ พี่ยังไม่ลืมเขาอีกเหรอ"
"ไม่ลืมหรอก พี่จะลืมได้ยังไง"
"เพราะรักเขาเหรอ"
มีมี่ถามอย่างใคร่รู้และเลอาก็ส่ายหน้าน้อยๆแทนคำตอบ
"ไม่ใช่เพราะรัก แต่เพราะเขาเป็นคนสอนให้พี่รู้จักโลกมากขึ้นเท่านั้น"
"ตัวจริงเขาหล่อมากใช่มั้ยพี่"
"ไม่รู้สิ พี่จำหน้าเขาไม่ได้แล้ว"
"เหรอ...ช่างเถอะๆ งั้นมาทำโมบายให้เสร็จเถอะพี่"
เลอาบอกปัดเพราะไม่ต้องการพูดถึงเขาอีก และน้องสาวก็รู้ดีว่าพี่โกหกเพราะอึดอัดใจจึงไม่ซักไซ้ต่อ
แต่ถึงจะไม่อยากกล่าวถึงในใจมันก็ยังอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวในอดีต
เด็กสาววัยสิบแปดปีเดินออกจากบ้านด้วยความมุ่งมั่น เป้าหมายคือคาสิโนขนาดใหญ่ แต่เมื่อไปถึงเธอกลับเดินวกไปวนมาเพราะไม่คุ้นเคยกับสถานที่ จนสุดท้ายต้องตัดสินใจถามบอดีการ์ดร่างใหญ่ ซึ่งยืนประจำอยู่ตรงจุดต่าง ๆ ทั่วตึก
“เอ่อ... ขอโทษนะคะ ฉันจะพบคุณ ‘วาดิม’ ได้ที่ไหนคะ”
บอดีการ์ดหน้าดุมีประกายตาแปลกใจที่เด็กสาวหน้าใสถามถึงชื่อของวาดิม
“สาวน้อย เธอหมายถึง วาดิม มัตเตโอ งั้นเหรอ”
“ใช่ค่ะ! ใช่! ฉันจะพบเขาได้ที่ไหนคะ!”
เลอาบอกอย่างกระตือรือร้นเพราะเธอหอบความหวังมาเต็มเปี่ยม
“ถ้าเธอไม่มีธุระสำคัญจริง ๆ คงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบหรอก แต่ถ้า...”
เด็กสาวหน้าร้อนวูบเมื่ออีกฝ่ายกวาดตามองทั่วร่างเล็กราวกับกำลังประเมิณราคา
“ถ้าธุระเรื่องการเสนอตัวก็ไปดักรอที่ลานจอดรถได้ ตอนนี้ใกล้เวลาที่คุณวาดิมจะกลับแล้วล่ะ”
“ขอบคุณ”
เธอกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงที่ห้วนขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่คิดจะแก้ไขสิ่งที่การ์ดเข้าใจผิด สองเท้าเล็กรีบก้าวเร็ว ๆ ไปยังลานจอดรถเพราะเธอมีสิ่งที่สำคัญกว่าต้องทำ
“แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าคนไหน”
เลอาตั้งคำถามกับตัวเองในขณะที่พยายามกวาดตามองไปรอบ ๆ บริเวณ เธอรู้ว่ามันเป็นการกระทำที่โง่งมมาก ๆ ที่มาหาคนคนหนึ่งที่รู้จักเพียงแค่ชื่อ เพียงเพราะอยากร้องขอความเห็นใจจากเขา
ในขณะที่ในใจกำลังว้าวุ่นเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังใกล้เข้ามา เลอาจึงหันมองแล้วพบชายใส่สูทดำเกือบสิบคนกำลังเดินผ่านมาตรงที่เธอยืน แต่สิ่งที่ทำให้เลอามีความหวังคือร่างสูงสง่าของผู้ชายที่เดินอยู่ตรงกลาง ที่เพียงเเค่เห็นในระยะไกลก็ยังดูโดดเด่นน่าเกรงขามจนเธอลอบกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
ใช่ไหม!
ใช่เขาไหม!
ในใจร้องถามอยู่หลายครั้งแต่เลอาเองก็ไม่รู้คำตอบ ก่อนที่สาวน้อยจะคิดวิธีหนึ่งขึ้นมาได้
“คุณวาดิมคะ!!”
เลอาตะโกนสุดเสียงเพื่อดูปฏิกิริยาของเขา ถึงแม้วิธีนี้จะดูโง่งมแต่เธอก็ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่า
พอเห็นเหล่าบอดีการ์หยุดเดินร่างเล็กก็วิ่งเข้าไปหา เธอข่มความกลัวเอาไว้อย่างสุดความสามารถเพื่อเงยหน้าขึ้นมองเขา
“ฉันอยากคุยกับคุณวาดิมค่ะ”
เธอพูดพร้อมมองตรงไปที่ชายหนุ่มซึ่งโดดเด่นกว่าใคร ทั้งที่ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าใช่เขาหรือเปล่า
“คุณวาดิมครับ”
บอดีการ์ดคนสนิทรีบเรียกเพื่อเตือนเมื่อเจ้านายทำท่าจะเดินออกจากวงล้อมไปหาเด็กสาว
“ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรหรอก”
ในที่สุดเขาก็หยุดยืนตรงหน้าเธอ แต่เลอากลับเป็นฝ่ายพูดไม่ออก ดวงตาคมดุที่มองจ้องมาทำให้เด็กสาวไม่อาจซ่อนความตื่นกลัวเอาไว้ได้ ไอสังหารและความดุดันน่ากลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา ทำเอาเด็กสาวแทบจะร้องไห้ออกมา
“มีอะไรกับฉันสาวน้อย”
“คะ... คือ...”
“อย่าทำฉันเสียเวลา ถ้าไม่พูดก็หลบไป!”
เลอาตัวสั่นใจสั่นเมื่อถูกวาดิมตวาดใส่ หากเรื่องที่มาไม่ได้สลักสำคัญเธอคงวิ่งหนีไปแล้ว แต่เพราะความจำเป็นบางอย่างทำให้เธอไม่อาจทำอย่างนั้นได้
“คือ... ฉันอยากมา... เอ่อ... พูดกับคุณเรื่องโฉนดค่ะ”
“โฉนด? ตัวแค่นี้มีที่ดินมาเสนอขายเหรอเราน่ะ”
“ไม่ค่ะ คือ... ฉันเป็นหลานสาวของลุงมอริส เจ้าของร้านอาหารที่ถนน.....”
เธอบอกชื่อและที่ตั้งของร้านอาหารโดยละเอียดวาดิมจึงพยักหน้า
“แล้วยังไง ถ้าจะมาไถ่ถอนเหรอ ฉันว่าฉันบอกลุงเธอไปชัดเจนแล้วนะว่าถ้ายึดแล้วจะไม่มีการไถ่ถอน”
“ไม่ได้นะคะ! คุณจะยึดที่ตรงนั้นไม่ได้!”
“หืม...”
วาดิมย่นคิ้วอย่างไม่ชอบใจเมื่อเด็กสาวเสียงดังใส่เขา และดูเหมือนเลอาจะรู้ตัวว่าเผลอทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ จึงรีบกล่าวขอโทษเสียงสั่น
“หนู... เอ่อ... หนูขอโทษนะคะ...”
“ไปเสีย เอาเป็นว่าฉันไม่ถือสาเด็กก็แล้วกัน”
“หนูไม่เด็กแล้วค่ะ หนูอายุสิบแปดแล้ว หนูโตแล้ว และโตพอที่จะพูดกับคุณเรื่องที่ดิน”
เลอาบอกแข็งขันเพราะกลัวว่าเขาจะไม่เจรจาด้วย ชายหนุ่มจึงหยุดมองเธออย่างพิจารณาอีกครั้ง
“อืม... ไม่เด็กแล้วจริง ๆ ด้วย”
วาดิมมองเด็กสาวด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่ในดวงตามีประกายขบขัน เลอาไม่รู้เลยว่าการที่พูดแทนตัวเองว่า ‘หนู’ มันแสดงถึงความเดียงสา และถ้าเขาเดาไม่ผิดคำว่า ‘ฉัน’ ในตอนแรกเธอฝืนพูดเพื่อให้ตัวเองดูโตขึ้นเท่านั้น
“แต่เรื่องนั้นมันไม่สำคัญหรอก เพราะไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ฉันก็ไม่ต้องการคุยด้วย”
“ได้โปรดเถอะค่ะคุณวาดิม กรุณาหนูด้วย”
ชายหนุ่มยืนนิ่งแล้วรู้สึกว่าตัวเองทำผิดอย่างมหันต์ที่เผลอสบดวงตากลมโตของเด็กสาวเข้า เพราะแววตาสิ้นหวังระคนอ้อนวอนคู่นั้น ทำให้หัวใจของวาดิมบีบรัดรุนแรง
“งั้นเธอไปกับฉัน มันคงไม่เหมาะที่จะคุยที่นี่”
“ไป... ไปไหนคะ”
“จะคุยไหมล่ะ”
“คุยค่ะ!”
“คุยก็ตามมา”
วาดิมบอกสั้น ๆ แล้วเดินต่อไม่ปล่อยเวลาให้เลอาได้หยุดคิด เท้าเล็กซอยถี่ ๆ เพื่อไล่ตามเขาให้ทัน เพียงครู่เดียวทั้งเธอและเขาก็ตกอยู่ในวงล้อมของบอดีการ์ด ทำให้เด็กสาวใจเต้นแรงเพราะความประหม่า แต่ก็ยังคงก้าวตามร่างสูงสง่าไปด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
ภายในห้องโถงที่กว้างขวางและหรูหรา วาดิมนั่งกอดอกอยู่บนโซฟาตัวนุ่ม ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าหวานจิ้มลิ้มไม่วางตา
“ไหน... พูดมาสิว่าต้องการอะไร”
“คือ... หนูอยากให้คุณเห็นใจครอบครัวเราค่ะ ที่ดินตรงนั้นเป็นทั้งที่อยู่และที่ทำมาหากิน ถ้าถูกคุณยึดไปพวกเราคง...”
เพียงแค่คิดน้ำตาแห่งความอดสูก็รื้นขึ้นคลอหน่วยจนชายหนุ่มรู้สึกไม่ชอบใจที่เห็นมัน
“อย่าร้องไห้ ฉันไม่ชอบ”
“คะ... ค่ะ”
ขนตางอนยาวกระพือขึ้นลงถี่ ๆ เมื่อเขาบอกอย่างนั้น ตอนนี้ไม่ว่าวาดิมต้องการอะไรเธอก็พร้อมจะทำทันที ขอเพียงเขามอบความเห็นใจให้เธอบ้างเท่านั้น
“เอาเถอะ ถึงฉันจะอยากได้ที่ตรงนั้นมาก แต่เห็นกับที่เธอดั้นด้นมา ฉันจะให้เธอไถ่ถอนก็แล้วกัน”
เลอากลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอเมื่อเขาพูดถึงการไถ่ถอน เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวเธอมีเพียงค่าแท็กซี่ขากลับเท่านั้น
“คือ... หนู... ไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอกค่ะ”
พอได้ยินประโยคนั้นคิ้วหนาที่พาดเฉียงดวงตาคมดุก็ย่นเข้าหาจนแทบจะชนกัน
“แล้วที่บอกว่าจะมาขอความเห็นใจหมายความว่าไง เธอคงไม่คิดว่าฉันจะใจดีถึงขนาดยกที่คืนให้เธอฟรี ๆ หรอกนะ!”
วาดิมกล่าวเสียงขรึมแววตาแสดงออกถึงความไม่พอใจจนเลอาสั่นกลัว
“คื... คือ... หนูอยากขอให้คุณยืดเวลาให้ครอบครัวหนู หระ... หรือไม่ก็ยอมให้หนูผ่อนจนกว่าจะหมด”
“หึ!”
วาดิมยกยิ้มคล้ายขบขัน แต่ในความรู้สึกของเด็กสาวคือรอยยิ้มเหยียดหยันเสียมากกว่า ทำเอาความอายที่มียิ่งเพิ่มขึ้นตามลำดับ
“เธอได้คุยกับลุงเธอบ้างหรือเปล่าก่อนจะมาหาฉัน เธอรู้ไหมสาวน้อยว่าเงินที่ลุงเธอเอาไปมันมากแค่ไหน พูดตรง ๆ เลยนะ...”
ชายหนุ่มมองจ้องดวงตากลมโตที่แดงก่ำของเด็กสาว พยายามเหลือเกินที่จะหักใจจากความสงสารแล้ววางเฉย
“ที่ฉันยอมจ่ายเงินให้ลุงเธอมากกว่าราคาจริงของที่ดิน เพราะฉันอยากได้ที่ตรงนั้นมาก และคำนวณไว้แต่แรกแล้วว่าลุงเธอไม่มีปัญญาหาเงินมาคืนฉันได้แน่ ๆ”
“แต่ที่ดินตรงนั้นมันสำคัญสำหรับพวกเรามากนะคะ ถ้าคุณจะกรุ...”
“ฉันเป็นนักธุรกิจ หรืออีกอย่างที่คนอื่นเรียกว่ามาเฟีย ฉันไม่เมตตา ไม่กรุณาและไม่สงสาร อีกอย่าง... ถ้าที่ดินนั่นสำคัญกับครอบครัวของเธอจริง ๆ ทำไมลุงเธอถึงกล้าเอามาค้ำประกันเพื่อเอาเงินไปถลุงในบ่อนล่ะ ที่สำคัญเลยนะ... ลุงเธอไม่พยายามที่จะเข้ามาคุยกับฉันด้วยซ้ำ แต่ส่งเด็กอย่างเธอมาอ้อนวอนมันไม่ทุเรศไปหน่อยเหรอ!”
“เขาไม่ได้ส่งหนูมาค่ะ แต่หนูมาเอง ขอร้องเถอะนะคะคุณวาดิม”
เลอาขยับลงมานั่งคุกเข่าบนพื้นพนมมือทั้งสองข้างกุมไว้ที่หน้าตัก ดวงตากลมที่มีน้ำเอ่อคลอจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาราวกับเหยื่อที่หมดทางหนีอย่างไรอย่างนั้น
“ถ้าเธอไม่มีเงินมาไถ่ถอนก็กลับไปเถอะ”
ใช้เวลาอยู่นานพอควรกว่าที่วาดิมจะพูดประโยคนั้นออกมาได้ เพราะดวงตาใส ๆ คู่นั้นทำให้เขารู้สึกกดดันจนพูดแทบไม่ออก
“เห็นใจหนูด้วยเถอะค่ะ หนูจะไม่เรียนต่อ จะเป็นลูกน้องคอยรับใช้ จะทำงานให้คุณจนกว่าคุณจะพอใจเลยก็ได้”
“ขนาดนั้นเชียว”
ใบหน้าหวานรีบพยักขึ้นลงเมื่อได้ยินคำถาม
“งั้น...”
วาดิมใช้มือลูบปลายคางที่เขียวครึ้มเพราะตอเคราของตัวเองราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่าง ในขณะเดียวกันดวงตากลมแป๋วก็จ้องมองชายหนุ่มอย่างรอคอย
“ไม่ดีกว่า เธอยังเด็กเกินไป กลับไปเถอะ”
“หนูไม่เด็กแล้วนะคะ หนูอายุสิบแปดไปเมื่อเดือนก่อน คุณพูดมาเถอะค่ะว่าจะให้หนูทำอะไร!”
เด็กสาวรีบบอกอย่างกระตือรือร้นเพราะคิดว่าวาดิมคงอยากหาคนรับใช้ส่วนตัวสักคน โดยที่ไม่รู้เลยว่าเธอกำลังจะกลายเป็นชิ้นเนื้อแสนโอชาสำหรับเจ้าป่าอย่างเขา
“ทำได้ทุกอย่างจริง ๆ เหรอ”
“ค่ะ ทุกอย่างเลย ขอแค่คุณพูดมา หนูเป็นคนขยันมาก ๆ เลยนะคะ”
“บอกตรง ๆ นะสาวน้อย ฉันเห็นใจเธอนะ แต่ธุรกิจก็คือธุรกิจ ฉันเสียที่ดินคืนให้เธอฉันก็ต้องได้ในสิ่งที่คุ้มค่ากลับคืนมา”
“หนูเข้าใจค่ะ แต่ตอนนี้หนูไม่มีเงิน หนูถึงบอกไงคะว่ายินดีทำงานทุกอย่างที่คุณต้องการเลย”
“ไม่หรอก... เธอไม่ต้องทำอย่างนั้น แค่...”
วาดิมเว้นจังหวะการพูด เลอาจึงจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่มีประกายแห่งความหวัง
“นอนกับฉัน คืนนี้”
น้ำตาเม็ดโตกลิ้งผ่านแก้มนวลโดยไม่ต้องใช้เวลาในการบีบเค้น เพราะคำพูดที่กระแทกใจเธออย่างรุนแรงทำให้เด็กสาวทั้งเจ็บทั้งอายในเวลาเดียวกัน
“เธอกลับไปเถอะ แล้วอย่ามาที่นี่อีก”
วาดิมบอกกับเธอแล้วลุกยืนเต็มความสูง แต่ในขณะที่กำลังจะก้าวเดินมือหนาก็ถูกคว้าเอาไว้เสียก่อน
“หนู...”
เธอเก็บกลืนก้อนความเสียใจและข่มความอายเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุด ก่อนจะพูดในสิ่งที่วาดิมอยากได้ยินเหลือเกิน
“หนูจะนอนกับคุณคืนนี้ค่ะ!”