ตอนที่ 8 หลิ่วกูกูมาแล้ว

1720 Words
เมื่อเด็กน้อยเสิ่นอันหยางเข้ามาอยู่ในห้องโถงรับแขกด้วย เซวียจื่อฮวาก็ไม่เบื่ออีกต่อไป นางพูดคุยกินขนมกับเสิ่นอันหยางอยากสนุกสนาน อีกฝั่งของโต๊ะเซวียจ้าวอวี้กับเสิ่นอันหยางก็พูดคุยกันอย่างออกรส ขนมเปี๊ยะกล่องที่สองหมดไปอย่างรวดเร็ว เสิ่นอันหยางที่รูปร่างอวบอ้วนเพราะเป็นเด็กกินเก่งอยู่แล้วก็รู้สึกว่าเขายังไม่อิ่ม จึงชักชวนให้เซวียจ้าวอวี้ไปกินขนมต่อที่เรือนตนเอง แต่เซวียจ้าวอวี้เห็นว่าพวกเขามาอยู่ที่จวนท่านราชครูเสิ่นนานพอสมควรแล้ว จึงบอกปัดไปว่าวันหลังจะมาหาใหม่ เพราะอย่างไรจวนก็อยู่ข้างๆ กัน เซวียจื่อฮวาจึงบอกเสิ่นอันหยางว่าสามารถมาหานางที่เรือนหลันฟางได้เลย นางมีสาวใช้ที่ทำขนมอร่อยมาก หากเสิ่นอันหยางมา นางจะบอกให้อาเพ่ยทำขนมอร่อยๆ ให้กิน ตอนแรกเสิ่นอันหยางจะตามไปด้วยเลย แต่เสิ่นจวินหยางไม่ให้ไป เพราะเสิ่นอันหยางต้องไปฝึกคัดอักษร หมดเวลาเล่นแล้ว เด็กน้อยตัวอวบอ้วนหน้าหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด เขารักกิน ไม่ได้รักเรียน! ………………………………… สามวันต่อมาเสิ่นจวินหยางและเซวียจ้าวอวี้ก็เข้าวังไปเรียนหนังสือด้วยกัน โดยบางวันเซวียจ้าวอวี้ก็นั่งรถม้าของจวนตระกูลเสิ่นเข้าวัง บางวันเสิ่นจวินหยางก็เป็นฝ่ายมานั่งรถม้าของตระกูลเซวียเข้าวัง หรือบางวันก็แยกย้ายไปกันเอง ส่วนใหญ่เซวียจ้าวอวี้จะยืนรอหน้าจวนเพื่อขึ้นรถม้าของตระกูลเสิ่นเดินทางไปพร้อมกันกับเสิ่นจวินหยาง หลังจากที่เดินทางด้วยกันมาพักใหญ่ และเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น เซวียจ้าวอวี้ก็เริ่มรับรู้ว่าเสิ่นจวินหยางน่าจะมีปัญหาเรื่องการรับรู้ทิศทาง แม้ว่าเซวียจ้าวอวี้จะไม่ได้รู้ปัญหาภายในของตระกูลเสิ่น แต่เขาก็สังเกตได้ว่าเสิ่นจวินหยางเป็นบุตรชายคนโตของท่านราชครูเสิ่นที่มียศถาบรรดาศักดิ์ถึงขั้นเป็นกั๋วกง (1) อีกทั้งยังเกิดจากฮูหยินใหญ่แท้ๆ แต่กลับยังไม่ได้ตำแหน่งซื่อจื่อ (2) จึงเป็นที่น่าแปลกใจว่าท่านราชครูเสิ่นอาจจะเห็นจุดบกพร่องตรงนี้หรือไม่? จึงยังไม่แต่งตั้งให้เสิ่นจวินหยางเป็นผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ หากเป็นเช่นนี้จริงก็น่าสงสารเสิ่นจวินหยาง เพราะเซวียจ้าวอวี้ยอมรับความฉลาดรอบรู้ของเสิ่นจวินหยางมาก เสียดายที่คนเก่งอย่างนี้กลับเป็นพวกหลงทิศ แต่คิดไปคิดมา แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังมีจุดบกพร่องเรื่องการจับจังหวะดนตรี เด็กชายจึงคิดอย่างปลงๆ ว่า โลกนี้คงจะหาผู้ที่เก่งสมบูรณ์แบบได้ยาก ทุกเช้าสองสหายเซวียจ้าวอวี้และเสิ่นจวินหยางจะเข้าวังไปเรียนหนังสือ ปลายยามเว่ย (3) ก็กลับจวนตนเอง แต่ละวันจะมีอาจารย์ผู้ทรงความรู้จากหลายสาขามาสอนให้ความรู้และถกประเด็นความคิดเห็น องค์รัชทายาทก็เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดคนหนึ่ง แม้ว่าจะอายุน้อยกว่าสหายร่วมเรียนแค่ปีเดียว แต่ก็สามารถเรียนรู้ได้ทัน บางครั้งก็สามารถเสนอแนวความคิดการแก้ปัญหาได้อย่างน่าทึ่ง ช่วงระหว่างที่เสิ่นจวินหยางเข้าวังไปเรียนหนังสือ คือช่วงเวลาความสุขของเสิ่นอันหยาง เพราะเด็กน้อยว่างเป็นเมื่อใดก็จะแวะมาหาเซวียจื่อฮวาที่เรือนหลันฟาง เขามากินขนมฝีมืออาเพ่ยแทบทุกวัน นอกจากนี้เซวียจื่อฮวายังหัดให้เขาขี่ม้าด้วย เสิ่นอันหยางชอบเซวียจื่อฮวามากจนอยากให้นางมาเป็นพี่สาวของตนเองจริงๆ ราชครูเสิ่นหมิงชวนมีภรรยาเอกคือองค์หญิงซูหว่านอี๋ มีลูกด้วยกันสี่คน โดยมีเสิ่นจวินหยางเป็นคุณชายใหญ่ บุตรคนที่สองคือคุณหนูใหญ่เสิ่นฮวาอิ๋งอายุสิบปี บุตรคนที่สามคือคุณหนูรองเสิ่นฮวาถังอายุแปดปี ส่วนเสิ่นอันหยางเป็นบุตรคนที่สี่อายุหกปี แต่นับเป็นคุณชายสาม เนื่องจากคุณชายรองเสิ่นหมิงซิวเกิดจากอนุภรรยาซ่ง คุณชายรองอายุน้อยกว่าคุณชายใหญ่แค่หกเดือนเท่านั้น นอกจากนี้ท่านราชครูเสิ่นยังมีอนุภรรยาอีกสองคน แต่ละคนก็ให้กำเนิดบุตรสาวมาหนึ่งคุณ โดยอนุภรรยาเฉินให้กำเนิดคุณหนูสามนามว่าเสิ่นจิ่นเฉียว และอนุภรรยาคนล่าสุดคืออนุเซียวที่เพิ่งให้กำเนิดบุตรสาวนามว่าเสิ่นจิ่นซี พี่สาวแท้ๆ ทั้งสองคนของเสิ่นอันหยาง แม้จะอายุน้อยแต่ก็เริ่มสำรวมกิริยาเหมือนดั่งคุณหนูจากจวนตระกูลใหญ่ อีกทั้งยังฉลาดเฉลียว เรียนหนังสือเก่ง เมื่อเขาเริ่มเล่นซนก็มักจะถูกพี่สาวตำหนิ และให้เขาฝึกเขียนฝึกอ่านหนังสือ ซึ่งเสิ่นอันหยางเกลียดมาก ดังนั้น เมื่อเขาพบว่าเซวียจื่อฮวาสามารถพาเขาเล่นซนได้ ทั้งยังมีของอร่อยให้กินอยู่ตลอด เด็กน้อยจึงติดพี่สาวข้างจวนเป็นอย่างมาก แต่วันเวลาที่ได้เล่นซนกับพี่สาวข้างจวนก็เริ่มลดลง เมื่อหลิ่วกูกูมาที่จวนของตระกูลเซวียเพื่อมาอบรมกิริยามารยาทให้แก่เซวียจื่อฮวา เซวียจื่อฮวาไม่คาดว่าหลิ่วกูกูจะเป็นสตรีที่เรียบร้อยอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เด็กหญิงรับมือไม่ถูก เพราะปกติเหล่ามามาหรือกูกูที่เคยมาอบรมนางล้วนแล้วแต่บุคลิกเดียวกันคือ สูงวัย เข้มงวด และเมื่อนางทำอะไรผิดก็จะลงโทษอย่างเดียว แต่หลิ่วกูกูผู้นี้กลับมีลูกล่อลูกชนหลายอย่าง หลิ่วกูกูเหมือนรู้ว่าเซวียจื่อฮวาชอบกินอ่อนไม่กินแข็ง (4) จึงเลือกกลวิธีมาอบรมสั่งสอนเด็กสาวผู้นี้ได้อย่างดีทั้งยังสามารถทำให้เซวียจื่อฮวาเชื่อฟังได้อย่างแนบเนียนและไม่ต่อต้านอีกด้วย เช่นว่า เซวียจื่อฮวาชอบขี่ม้ามาก หลิ่วกูกูก็ไม่เพียงไม่ห้ามไม่ให้เซวียจื่อฮวาขี่ม้า กลับสนับสนุนให้นางขี่ม้าต่อไป พลางพูดชมเชยว่าเซวียจื่อฮวาเป็นเด็กผู้หญิงที่ขี่ม้าได้เก่งมาก แต่ท่าทางขี่ม้าของนางยังไม่ค่อยดีเท่าใดนัก อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ และดูไม่ค่อยสง่างาม เซวียจื่อฮวาได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มสนใจว่าต้องขี่อย่างไรจึงจะสง่างาม เพราะนางเคยเห็นท่านพ่อและพี่ชายทั้งสามคนขี่ม้าตัวสูงใหญ่พ่วงพีได้ดูดีน่าเกรงขามมาก นางเองก็อยากขี่ให้ได้แบบนั้นเช่นกัน ไม่น่าเชื่อว่าหลิ่วกูกูที่อบรมมารยาทให้แก่นางกำนัลในวังหลวงเป็นเวลานานหลายสิบปี กลับมีความรู้เรื่องจัดท่าทางการขี่ม้าได้ด้วย เซวียจื่อฮวาทำตามคำแนะนำของหลิ่วกูกูไม่นานก็รู้สึกว่าเห็นผล เพราะสรีระร่างกายผู้ชายกับผู้หญิงแตกต่างกันจึงทำให้มีเกร็ดบางอย่างที่สตรีทำไม่เหมือนบุรุษ มิน่าเล่า ตอนองครักษ์โม่สอนนางให้ขี่ม้าก็เพียงทำให้นางขี่ม้าได้โดยไม่ตกม้า แต่ท่าทางการขี่กลับรู้สึกไม่ค่อยสบายนัก เมื่อหลิ่วกูกูสอนได้เช่นนี้ เซวียจื่อฮวาก็เริ่มนับถือมาก หลิ่วกูกูไม่ได้ใช้เวลาสอนนานจนน่าเบื่อ วันแรกนางแค่มาแนะนำตัวเอง และชวนพูดคุยอย่างอ่อนโยน เล่าเรื่องสนุกๆ ในวังให้เด็กสาวฟังจนเซวียจื่อฮวาหัวเราะขบขันเสียงดังจนคอแหบคอแห้ง หลิ่วกูกูย่อมไม่พลาดที่จะสอดแทรกการอบรมไปด้วยโดยที่เซวียจื่อฮวาไม่รู้ตัวสักนิดว่าตนเองกำลังถูกฝึกมารยาทอยู่ หลิ่วกูกูยื่นชามะลิหอมๆ ให้เซวียจื่อฮวาดื่มดับกระหายพลางกล่าวว่า “คุณหนูใหญ่ การที่ท่านหัวเราะเสียงดังย่อมบอกถึงความจริงใจและแสดงออกถึงอารมณ์ของท่าน ทำให้ข้าดีใจมากที่รู้ว่าตัวเองสามารถเล่าเรื่องให้ผู้อื่นขบขันได้ด้วย ความจริงข้ายังมีอีกหลายเรื่องจะเล่าให้คุณหนูฟัง แต่เห็นว่าคุณหนูหัวเราะจนเสียงแหบแล้ว วันหลังข้าจะมาเล่าต่อแล้วกัน” เซวียจื่อฮวาที่สมองทื่อไม่ทันคิดว่าเป็นกลอุบายของหลิ่วกูกู นางยังอยากฟังเรื่องสนุกๆ ต่ออีก “หลิ่วกูกู ท่านเล่ามาเลย ข้าไม่เป็นไร” เสียงที่กล่าวออกมาแหบแห้งอย่างเห็นได้ชัด “คุณหนูใหญ่ หากท่านหัวเราะเสียงเบาลงอีกนิด คอท่านก็ไม่แหบแห้งแล้ว เวลาหัวเราะใช้มือปิดปาก หรือเอาพัดปิดปากก็ได้ ทำให้น้ำลายไม่กระเด็นออกมา คอก็จะได้ไม่แห้งมาก” เซวียจื่อฮวาพยักหน้าอย่างเห็นด้วยในเหตุผลของหลิ่วกูกู ทุกครั้งที่นางหัวเราะเสียงดังจะถูกท่านแม่ตำหนิว่าไม่งาม นางไม่เข้าใจว่าไม่งามอย่างไร แต่ถ้าใช้เหตุผลว่าหัวเราะเสียงดังแล้วเสียงแหบเช่นนี้นางเห็นด้วย เพราะประสบพบเจอด้วยตนเอง วันแรกหลิ่วกูกูก็สามารถผูกมิตรกับเซวียจื่อฮวาได้แล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จในขั้นแรก หากเซวียจื่อฮวาไร้อคติต่อนาง ขั้นตอนการอบรมสั่งสอนต่อไปย่อมง่ายขึ้น หลิ่วกูกูยิ้มให้เซวียจื่อฮวาอย่างอ่อนโยน พลางอ้างเรื่องตัวเองอายุมาก ขอตัวไปพักผ่อน ปกติมีแต่เซวียจื่อฮวาอ้างว่าตัวเองเรียนจนเหนื่อยแล้วขอพัก ไม่เคยเห็นว่าอาจารย์คนไหนจะขอพักสอนก่อนเลย อีกอย่างวันนี้เหมือนหลิ่วกูกูยังไม่ได้เริ่มสอนนางเลยด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าการอยู่กับหลิ่วกูกูหนึ่งเดือนก็ไม่ได้แย่เท่าใดนัก เด็กสาวยิ้มกริ่มอย่างพอใจ ​
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD