ผ่านไปเพียงแค่เจ็ดวันหลิ่วกูกูและเซวียจื่อฮวาก็สนิทสนมกันมาก หลิ่วกูกูไม่เคยตำหนิในกิริยามารยาทที่ไม่สำรวมของเด็กหญิงเลยแม้แต่นิดเดียว เรื่องมารยาทเล็กน้อยหลิ่วกูกูจะปล่อยผ่านอย่างไม่ใส่ใจ นางจะเน้นเรื่องทักษะการเข้าสังคม เรื่องพิธีการที่เคร่งครัดที่ทำผิดไม่ได้เท่านั้น
ซึ่งมันได้ผลดีกับเซวียจื่อฮวา เด็กหญิงค่อยๆ ซึมซับความรู้อย่างไม่ต่อต้าน เมื่อไม่มีความอคติ นางก็เปิดใจรับฟังคำพูดของหลิ่วกูกู อย่างเช่นเรื่องการเย็บปักถักร้อยหรือทำอาหารต่างๆ
“คุณหนูใหญ่ ท่านเป็นถึงคุณหนูของจวนท่านแม่ทัพใหญ่เซวีย ไม่มีความจำเป็นที่ท่านต้องเย็บปักถักร้อยได้สวยงาม หรือต้องทำอาหารให้อร่อย เพียงแต่ว่าหากเรามีความสามารถเหล่านี้ติดตัวบ้างก็จะมีประโยชน์ในภายภาคหน้า”
“อย่างไรหรือ? ข้ามีอาเพ่ยทำอาหารอร่อยๆ ให้กินอยู่แล้ว”
“สมมติว่าวันหนึ่งอาเพ่ยต้องออกเรือน ไม่ได้รับใช้ท่านแล้วเล่า? หรือว่าท่านขี่ม้าออกไปเที่ยวเล่นในป่า เกิดหลงทาง หิวมากจะทำอย่างไร? หากท่านทำอาหารเป็นอย่างน้อยก็เอาตัวรอดได้หนึ่งวัน ไม่ต้องทำเป็นทุกอย่าง แค่รสชาติกินได้ คุณหนูใหญ่เห็นว่าอย่างไร? เรามาลองฝึกทำอาหารสักอย่างสองอย่างไหม? เอาสิ่งที่ท่านชอบกินมาหัดทำกัน”
เซวียจื่อฮวานั่งฟังและคิดตามที่หลิ่วกูกูพูด ทำอาหารที่ชอบให้เป็นเช่นนั้นหรือ? หากคิดให้ดีก็มีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสีย เด็กหญิงนึกอาหารที่ตัวเองอยากจะทำให้เป็นได้ทันที “เช่นนั้นหัดทำหมูตุ๋นน้ำแดง”
หลิ่วกูกูได้ยินก็ยิ้มขำให้เด็กสาวอย่างอ่อนโยน หากหลงป่าจริงๆ จะทำหมูตุ๋นน้ำแดงได้อย่างไร แต่หลิ่วกูกูก็ไม่เปิดโปงเรื่องนี้ออกมาให้เซวียจื่อฮวาขายหน้า ขอเพียงเด็กสาวมีใจคิดอยากทำอาหารหรือสนุกกับการได้ทำอาหารแค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะหัดให้นางทำอาหารชนิดอื่นๆ ต่อไป
“ได้เลย พรุ่งนี้ข้าจะจัดเตรียมวัตถุดิบให้ท่านหัดทำ พรุ่งนี้ให้สาวใช้ของท่านเป็นลูกมือช่วยกันทำ” อย่างไรการทำอาหารครั้งแรกควรให้คนช่วย เพราะหากทำแล้วไม่อร่อยหรืออาหารเละเทะ ย่อมส่งผลให้เซวียจื่อฮวารู้สึกไม่มั่นใจและไม่อยากทำอีก
“คุณหนูใหญ่ไปฝึกการขี่ม้าเถิด ข้าขอคุยกับอาเพ่ย เรื่องการจัดเตรียมวัตถุดิบที่จะหัดทำอาหารวันพรุ่งนี้”
เมื่อหลิ่วกูกูเห็นว่าเซวียจื่อฮวาวิ่งไปขี่ม้ารอบจวนแล้ว นางก็พูดคุยถึงขั้นตอนการทำอาหารกับอาเพ่ย หลิ่วกูกูรู้ว่าการทำอาหารเองกับช่วยคนอื่นทำย่อมแตกต่างกัน นางรู้ว่าอาเพ่ยทำอาหารเป็น แต่จะทำอย่างไรให้คุณหนูใหญ่สนุกและชื่นชอบในการทำอาหาร สาวใช้คนนี้จะเป็นตัวแปรที่สำคัญ
“อาเพ่ย ข้ารู้ว่าตอนนี้เจ้าทำอาหารเก่งแล้ว แต่กว่าที่เจ้าจะฝึกทำจนเก่งได้ ข้ามั่นใจว่าเจ้าไม่ได้เก่งภายในวันเดียวอย่างแน่นอน ดังนั้น ข้าอยากให้เจ้านึกย้อนไปถึงความรู้สึกในตอนที่ฝึกทำอาหารเป็นใหม่ๆ เจ้าลองนึกว่าตอนนั้นเจ้าอยากให้คนแนะนำเจ้าว่าอย่างไร อยากให้คนพูดกับเจ้าว่าอะไร อยากให้เขาช่วยเจ้าทำอะไร พรุ่งนี้เจ้าจะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้คุณหนูของเจ้าชอบหรือไม่ชอบทำอาหาร คำชมที่จริงใจเป็นสิ่งสำคัญ ข้าห้ามเจ้าชมในเรื่องที่มันไม่เป็นความจริง เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
อาเพ่ยพยักหน้าตอบรับว่าเข้าใจในสิ่งที่หลิ่วกูกูพูด เรื่องนี้นางเองก็คาดไม่ถึง คุณหนูใหญ่ทำอะไร จะดีหรือไม่ดี เหล่าสาวใช้มักจะชมอยู่เสมอ ซึ่งคุณหนูใหญ่โตพอที่จะรู้แล้วว่าตัวเองทำอะไรได้เรื่องหรือไม่ได้เรื่อง หากเลือกที่จะชมสะเปะสะปะว่าดีทั้งที่เห็นอยู่เต็มตาว่าไม่ดี ด้วยลักษณะนิสัยของคุณหนูใหญ่ย่อมจะไม่ชอบใจเป็นแน่
หลิ่วกูกูเห็นอาเพ่ยพยักหน้าตอบรับแล้วก็พูดต่อ “สิ่งใดที่คุณหนูใหญ่ของเจ้าทำถูกหรือดีแล้วจงพูดออกมา แต่หากคุณหนูใหญ่ยังทำได้ไม่ดีพอเจ้าจะบอกนางว่าอย่างไร?”
อาเพ่ยเงยหน้ามองหลิ่วกูกูอย่างครุ่นคิด ‘หากยังทำได้ไม่ดีพอ จะบอกคุณหนูใหญ่อย่างไร? จะชมก็ไม่ได้ จะตำหนิก็ไม่ได้’ อาเพ่ยนิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่จึงลองตอบออกมา “ข้าจะบอกคุณหนูว่ายังทำได้ไม่ดีพอ แต่ถือว่าดีมากสำหรับการหัดทำครั้งแรก หากคุณหนูฝึกฝนบ่อยๆ ย่อมทำได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าอาจจะทำเก่งกว่าข้าก็ได้”
หลิ่วกูกูยิ้มให้อาเพ่ยอย่างอ่อนโยน ดวงตาก็ฉายแววภาคภูมิใจให้กับสาวใช้ต้อยต่ำอย่างอาเพ่ย แม้หลิ่วกูกูจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ท่าทางการแสดงออกเช่นนี้ก็ทำให้อาเพ่ยรู้ว่าตัวเองตอบถูก แล้วยังตอบได้ดีเสียด้วย อาเพ่ยรู้สึกดีใจและภูมิใจในตัวเองมาก มิน่าเล่า! คุณหนูถึงได้ชอบหลิ่วกูกูผู้นี้มาก
“เอาล่ะ เจ้าไปบอกให้ห้องครัวใหญ่จัดเตรียมวัตถุดิบในการทำหมู่ตุ๋นน้ำแดงเถิด ข้ามั่นใจว่าเจ้าจะสามารถทำให้คุณหนูใหญ่ของตนเองทำอาหารง่ายๆ เป็นอย่างแน่นอน”
อาเพ่ยประหลาดใจเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าหลิ่วกูกูจะเป็นคนสอนทำอาหารหรือ?
หลิ่วกูกูผู้เชี่ยวชาญด้านการสังเกตสีหน้าและแววตาของผู้คน ย่อมมองเห็นสายตาสงสัยของอาเพ่ย นางจึงยิ้มและตอบคำถามของอาเพ่ยโดยที่เจ้าตัวยังไม่ได้เปล่งเสียงถามออกมา “คุณหนูใหญ่ชอบรสมือเจ้ามาก ดังนั้นเจ้าจะต้องเป็นคนสอน ข้าเพียงคอยช่วยดูให้บรรยากาศการทำอาหารในห้องครัวเป็นไปด้วยดีเท่านั้น”
อาเพ่ยได้ฟังเหตุผลก็พอเข้าใจ นางจึงก้มศีรษะเคารพหลิ่วกูกูและเดินไปทางโรงครัวใหญ่ของจวน เพื่อบอกคนใช้ประจำห้องครัวให้จัดเตรียมวัตถุดิบทำอาหาร
ตอนนี้ปลายยามเว่ยแล้ว ใกล้ได้เวลาที่เซวียจ้าวอวี้กำลังจะกลับจวน เด็กสาวจึงได้ควบม้าไปทางประตูใหญ่เพื่อไปรอแฝดตัวเอง นางจะบอกให้จ้าวอวี้เก็บท้องเตรียมตัวกินหมูตุ๋นน้ำแดงฝีมือนางในวันพรุ่งนี้
เมื่อบ่าวรับใช้ในจวนเปิดประตูใหญ่หน้าจวน เซวียจื่อฮวาก็ใช้เท้ากระตุกที่ท้องม้าเบาๆ เพื่อให้มันวิ่งออกไป แต่ว่ากลับได้จังหวะกับรถม้าของจวนตระกูลเสิ่นมาถึงพอดี โชคดีที่คนขับรถม้าสติดีมาก เข้าสั่งให้ม้าหยุดทัน แต่ก็ทำให้คนที่นั่งภายในรถม้าตกใจไม่น้อย ทั้งเสิ่นจวินหยางและเซวียจ้าวอวี้ที่อยู่ในรถม้าต่างไถลตัวไปข้างหน้าตามแรงที่หยุดกะทันหัน ศีรษะเกือบชนกับผนังรถม้า
เสิ่นจวินหยางไม่คิดว่าคนรับม้าของจวนตนเองจะบังคับม้าได้เลวร้ายขนาดนี้ เขาตวาดด่าบ่าวที่บังคับรถม้าทันที บ่าวชายสองคนตัวสั่นงันงกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เซวียจื่อฮวาที่รู้ว่าตนเองเป็นคนผิดที่ขี่ม้าออกมาตัดหน้ารถม้า นางจึงช่วยพูดให้บ่าวชายสองคนนั้น
“ข้าขอโทษ ข้าผิดเองที่ขี่มาออกมาตัดหน้ารถม้า”
เซวียจ้าวอวี้จำเสียงของฝาแฝดตัวเองได้ จึงรีบลงม้าจากรถม้า ส่วนเสิ่นจวินหยางก็รู้เช่นกันว่าคนที่พูดคือใคร เขาก็ตามจ้าวอวี้ลงมาจากรถม้าเช่นกัน
เสิ่นจ้าวอวี้เห็นเด็กหญิงขี่ม้าสีขาวที่ยังอายุน้อยแต่ดูก็รู้ว่าสายพันธุ์ของมันดีมาก เขาเงยหน้าขึ้นไปมองเซวียจื่อฮวาที่ตอนนี้แสงแดดตกกระทบที่แผ่นหลังของนางพอดี ทำให้ตอนนี้ร่างกายของนางเหมือนมีแสงสว่างเจิดจ้าออกมารอบตัว อีกทั้งท่าทางขี่ม้าของนางยังดูสง่างามเสียจนเขาแสบตา อีกทั้ง...ริษยา
น่าโมโหยิ่งนัก! เมื่อคิดถึงเรื่องที่ทำให้ตนเองขี่ม้าไม่เป็น เสิ่นจวินหยางก็เปลี่ยนเป้าหมายจากการด่าบ่าวชายที่ขับรถม้าเป็นพูดจากระแทกใส่เซวียจื่อฮวาทันที
“เจ้าเป็นสตรีแท้ๆ แทนที่จะมีกิริยามารยาทเหมือนดั่งคุณหนูตระกูลใหญ่ กลับรักสนุก ชอบความโลดโผนทุกอย่าง ทั้งปีนต้นไม้ ทั้งขี่ม้า ขี่ดีคงไม่มีใครว่า นี่ขี่ยังไงมาตัดหน้ารถม้าคนอื่นๆ ขี่ม้าไม่คล่องแล้วคิดจะออกถนนใหญ่ไม่กลัวชนคนหรืออย่างไร?”
เรื่องนี้เซวียจื่อฮวาผิดจริงๆ เซวียจ้าวอวี้จึงไม่ได้พูดช่วยฝาแฝดตนเอง เขาเองก็อยากให้จื่อฮวาซุกซนน้อยลงกว่านี้เช่นกัน
เซวียจื่อฮวายอมรับผิดทุกอย่าง เพราะเมื่อครู่นางมัวแต่คิดเรื่องของตนเอง ทำให้ลืมดูทาง “ข้าขอโทษ แต่ว่าข้าขี่ม้าคล่องนะ เพียงแต่เมื่อครู่ข้ามัวแต่รีบขี่ม้าเพื่อออกมารอจ้าวอวี้ ทำให้ลืมดูทางก่อนออกประตูบ้าน”
“เฮอะ! แก้ตัวทั้งนั้น หากเจ้าขี่ม้าคล่องจริง การที่จะขี่ม้าไปไหนมาไหน เจ้าจะต้องมองทางรอบๆ ด้วยสัญชาตญาณเสมอ นี่อะไร! พอมีเรื่องในสมองกลับไม่ดูทาง!”
เสิ่นจวินหยางยังไม่ยอมจบเช่นนี้ เซวียจื่อฮวาก็ไม่ทนแล้วเช่นกัน!
“ข้าขี่ม้าเป็นตั้งแต่อายุห้าขวบแล้ว ถ้าไม่เชื่อ เจ้ากับข้ามาขี่ม้าแข่งกันไหม? จะได้รู้ว่าใครขี่คล่องหรือไม่คล่อง!”